หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: หลวงพ่อคูณ  (อ่าน 13051 ครั้ง)
มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 25023


YOU HAPPY AND I HAPPY


« เมื่อ: มกราคม 04, 2010, 07:11:16 PM »

<a href="http://www.youtube.com/v/K4BsTOUMkHc&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;" target="_blank">http://www.youtube.com/v/K4BsTOUMkHc&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;</a>




 หลวงพ่อ คูณ ปริสุทฺโธ
วัดบ้านไร่ ตำบล กุดพิมาน อำเภอ ด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา...

 
ประวัติ

หลวงพ่อคูณ ถือกำเนิดที่บ้านไร่ ม.6 ต.กุดพิมาน อ.อ่านขุนทด จ.นครราชสีมา ในครอบครัวของชาวไร่ชาวนาที่อยู่ห่างไกลความเจริญ  บิดาชื่อ นายบุญ ฉัตรพลกรัง มารดาชือ นางทองขาว ฉัตรพลกรัง เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2466 (บางตำราว่าวันที่ ๔ ตุลาคม) ตรงกับวันแรม 10 ค่ำ เดือน 10 ปีกุน เป็นบุตรชายคนหัวปี มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๓ คน คือ

๑ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ
๒ นายคำมั่ง แจ้งแสงใส
๓ นางทองหล่อ เพ็ญจันทร์

มารดาคือ นางทองขาว เล่าให้เพื่อนบ้านฟังว่า ก่อนตั้งครรภ์ กลางดึกของคืนวันหนึ่งเวลาประมาณตี ๓ นางได้ฝันเห็นเทพองค์หนึ่ง มีกายเรืองแสงงดงาม ลอยลงมาจากสวรรค์ มาที่บ้านของนางและกล่าวว่า...

เจ้าและสามีเป็นผู้มีศีลธรรม เมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง ประกอบการงานอาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งยังสร้างคุณงาม ความดีมาตลอดหลายชาติ เราขอำนวยพรให้เจ้า และครอบครัวมีแต่ความสุขสวัสดิ์ตลอดไป

และเทพองค์นั้นยังได้มอบดวงแก้วใสสะอาดสุกว่างให้แก่นางด้วย

"ดวงมณีนี้ เจ้าจงรับไปและรักษาให้ดีต่อไปภายหน้า จะได้เป็นพระพุทธสาวกหน่อเนื้อพระชินวร เพื่อสืบพระพุทธศาสนา เป็นเนื้อนาบุญ ที่พึ่งของสัตว์โลกทั้งปวง"

การศึกษา

เนื่องด้วยบุรพกรรมและสังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้แน่นอน บิดามารดาของหลวงพ่อคูณ ได้เสียชีวิตลงในขณะที่ลูกทั้ง ๓ คน ยังเป็นเด็ก หลวงพ่อคูณกับน้อง ๆ จึงอยู่ในความอุปการะของน้าสาว สมัยที่หลวงพ่อคูณอยู่ในวัยเยาว์ ๖-๗ ขวบ ได้เข้าเรียนหนังสือ กับพระอาจารย์เชื่อม วิรโธ พระอาจารย์ฉาย และพระอาจารย์หลี ทั้งภาษาไทย และภาษาขอม ที่วัดบ้านไร่ สถานการศึกษาแห่งเดียวในหมู่บ้าน มิได้มีโรงเรียนทำการสอนเช่นในสมัยปัจจุบัน นอกจากเรียนภาษาไทยและขอมแล้ว พระอาจารย์ทั้ง ๓ ยังมีเมตตาอบรมสั่งสอนวิชา คาถาอาคม เพื่อป้องกันอันตรายต่าง ๆ ให้แก่หลวงพ่อคูณด้วย นับว่าหลวงพ่อคูณรู้วิชาไสยศาสตร์มาแต่เยาว์วัย

อุปสมบท

หลวงพ่อคูณอุปสมบท เมื่ออายุได้ 21 ปี ณ พัทธสีมาวัดถนนหักใหญ่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๔๘๗ (หนังสือบางแห่งว่า ปี ๒๔๘๖) ตรงกับวันศุกร์ เดือน 6 ปีวอก โดยพระครูวิจารย์ดีกิจ อดีตเจ้าคณะอำเภอด่านขุนทด เป็นพระอุปัชฌาย์ พระกรรมวาจาจารย์ คือพระอาจารย์สุข วัดโคกรักษ์ หลวงพ่อคูณได้รับฉายาว่า ปริสุทโธ

หลังจากที่หลวงพ่อคูณอุปสมบทเป็นพระภิกษุเรียบร้อยแล้ว ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดบ้านหนองโพธิ์

ต.สำนักตะคร้อ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา  (บางตำรากล่าวว่าเมื่อบรรพชาแล้วได้เล่าเรียนกับหลวงพ่อคง ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดถนนหักใหญ่ก่อน แล้ว หลวงพ่อคงจึงนำไปฝากกับหลวงพ่อแดง)

หลวงพ่อแดง เป็นพระนักปฏิบัติทางด้านคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ อย่างเคร่งครัด และทั้งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เรืองวิทยาคมเป็นอย่างยิ่ง จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้คนและลูกศิษย์เป็นอย่างมาก

หลวงพ่อคูณตั้งใจร่ำเรียนพระธรรมวินัย ตามรอยพระพุทธองค์ ที่ตรัสไว้ว่า...

" เทว เม ภิกขเว วิชชา ภาคิยา"

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิชานั้นมีอยู่ ๒ อย่าง คือ

๑ สมถะ ความสงบระงับแห่งจิตที่ปราศจากกิเลสอาสวะทั้งปวง

๒ วิปัสสนา ความเห็นแจ้งซึ่งธรรมเบื้องสูงอันสุขุมลุ่มลึก ในทางพุทธศาสนาและจงเดินตามหนทางนั้นเถิด...

หลวงพ่อคูณ ได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อแดงมานานพอสมควร หลวงพ่อแดงจึงพาหลวงพ่อคูณไปฝากตัวเป็น ลูกศิษย์หลวงพ่อคง พุทธสโร ซึ่งหลวงพ่อทั้งสองรูปนี้ เป็นเพื่อนกันต่างให้ความเคารพซึ่งกันและกัน เมื่อมีโอกาสได้พบปะ มักแลกเปลี่ยนธรรมะ ตลอดจนวิชาอาคมแก่กันเสมอ

หลวงพ่อคง พุทธฺสโร เป็นพระอาจารย์ผู้ทรงคุณทั้งทางธรรม และทางไสยเวทย์ และได้อบรมสั่งสอนให้กับหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ด้วยความรักใคร่มิได้ปิดบังอำพราง โดยการให้การศึกษาพระธรรมควบคู่กับการปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน น้นเรื่องการมี "สติ" ระลึกรู้ พิจารณาอารมณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบและให้เกิดความรู้เท่าทัน ในอารมณ์นั้น เช่น เมื่อเกิดอารมณ์ "หลง" ท่านให้พิจารณาว่า...

"อนิจจัง ไม่เที่ยง
ทุกขัง เป็นความทุกข์
อนัตตา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของเขา สักแต่ว่าเป็นรูป เป็นนาม จึงมิใช่ของเราและของเขา”

และท่านจึงให้แนวทางพิจารณา 5 ประการ คือ

พิจารณาว่า ความเกิดเป็นเรื่องธรรมดา หาล่วงความเกิดนี้ได้
พิจารณาว่า ความแก่เป็นเรื่องธรรมดา หาล่วงความแก่นี้ได้
พิจารณาว่า ความเจ็บเป็นเรื่องธรรมดา หาล่วงความเจ็บนี้ได้
พิจารณาว่า ความตายเป็นเรื่องธรรมดา หาล่วงความตายนี้ได้
พิจารณาว่า เรามีกรรมเป็นเรื่องธรรมดา เรามีกรรมเป็นของตนเอง เรากระทำความดี จักได้ดี เรากระทำความชั่ว จักได้ชั่ว"

ส่วนพระกัมฏฐานนั้น หลวงพ่อคงได้สอนให้ใช้หมวดอนุสติ โดยดึงเอาวิธีกำหนด “ความตาย” เป็นอารมณ์ เรียกว่า “มรณัสสติ” เพื่อให้ เกิดความรู้เท่าทัน ไม่หลงในในอารมณ์ รูป รส กลิ่น เสียง ไม่ประมาทในความโลภ ความโกรธ และความหลง กำหนดลมหายใจเข้าออกทำจิตให้เกิด สัมมาสมาธิ เรียกว่า “อานาปานสติ”

เวลาล่วงเลยนานพอสมควร กระทั่งหลวงพ่อคงเห็นว่า ลูกศิษย์ของตนมีความรอบรู้ชำนาญการปฏิบัติธรรมดีแล้ว จึงแนะนำให้ออกธุดงค์จาริกไปตามป่าเขาลำเนาไพร ฝึกปฏิบัติธรรมเบื้องสูงต่อไป แรก ๆ หลวงพ่อคูณก็ธุดงค์ จาริกอยู่ในเขตจังหวัดนครราชสีมา จากนั้นจึงจาริกออกไปไกล ๆ กระทั่งถึงประเทศลาว และประเทศเขมร มุ่งเข้าสู่ป่าลึก เพื่อทำความเพียรให้เกิดสติปัญญา เพื่อการหลุดพ้น จากกิเลส ตัณหา และอุปทานทั้งปวง

สู่มาตุภูมิ

หลังจากที่พิจารณาเห็นสมควรแก่การปฏิบัติแล้ว หลวงพ่อคูณจึงออกเดินทางจากประเทศเขมรสู่ประเทศไทย เดินข้ามเขตด้านจังหวัดสุรินทร์ สู่จังหวัดนครราชสีมา กลับบ้านเกิดที่บ้านไร่ จากนั้นจึงเริ่มดำเนินการก่อสร้างถาวรวัตถุทาง พระพุทธศาสนา โดยเริ่มสร้างอุโบสถ พ.ศ.๒๔๙๖ โดยชาวบ้านได้ช่วยกันเข้าป่าตัดไม้ ซึ่งในสมัยก่อนมีอยู่มาก การตัดไม้ในสมัยนั้น ไม่ค่อยสะดวกนัก เพราะไม่มีเครื่องจักร ไม่มีถนน กว่าจะได้ไม้ที่เลื่อยแปรสภาพสำเร็จแล้ว ต้องเผชิญกับการขนย้ายที่ยากลำบาก โดยอาศัยโคเทียมเกวียนบ้าง ใช้แรงงานคนลากจูง บนทางที่แสนทุรกันดาร เนื่องจากถนนทางเกวียนนั้นเป็นดินทรายเสียส่วนใหญ่ เมื่อต้องรับน้ำหนักมากก็มักทำให้ล้อเกวียนจมลงในทราย การชักจูงไม้แต่ละเที่ยวจึงต้องใช้เวลาถึง 3-4 วัน

แต่กระนั้นหลวงพ่อก็สามารถนำชาวบ้านช่วยกันสร้างพระอุโบสถจนสำเร็จ (ปัจจุบันได้รื้อลงแล้ว และก่อสร้างหลังใหม่แทน) นอกจากสร้างพระอุโบสถแล้ว หลวงพ่อยังสร้างโรงเรียน กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ รวมทั้งขุดสระน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค ยังความสะดวกสบาย และความเจริญในบ้านไร่ยิ่งนัก แม้ปัจจุบันจะไม่ได้เห็นสิ่งดังกล่าว เนื่องจากหลวงพ่อได้เปลี่ยนสิ่งก่อสร้างดังกล่าวทั้งหมด มาเป็นปูนเป็นอิฐให้สวยงามและทนทานยิ่งขึ้น

นอกจากการก่อสร้างอุโบสถแล้ว หลวงพ่อคูณยังสร้างกุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ ขุดสระน้ำไว้เพื่อุปโภคและบริโภค และที่สำคัญยังสร้างโรงเรียนไว้เพื่อเด็กบ้านไร่อีกด้วย นอกเหนือจากนั้น หลวงพ่อยังได้สร้างโรงพยาบาล โรงเรียน ตลอดจนบริจาคเงินทองเพื่อช่วยเหลือสาธารณะสุขต่างๆ

สร้างวัตถุมงคล

หลวงพ่อคูณสร้างวัตถุมงคลมาตั้งแต่บวชแล้ว ๗ พรรษา โดยเริ่มทำวัตถุมงคล ซึ่งเป็นตะกรุดโทน ตะกรุดทองคำ เพื่อฝังที่ใต้ท้องแขน ณ วัดบ้านไร่ ราว พ.ศ.๒๔๙๓

“ใครขอ กูก็ให้ ไม่เลือกยากดีมีจน” เป็นคำกล่าวของท่าน เนื่องจากวัตถุมงคลของหลวงพ่อได้ชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ เมื่อมีผู้ถามว่า หลวงพ่อแจกให้กับคนไม่ดีเป็นโจรผู้ร้ายอย่างนี้หลวงพ่อไม่บาปหรือ

“กูจะไปรู้หรือว่ามันเป็นใคร ถ้ามันเป็นโจร เมื่อมันได้รับประโยชน์จากของที่กูแจก มันคงคิดได้ว่า เป็นเพราะพระศาสนา มันจะได้เข้ามาสนใจปฏิบัติธรรม….”

“ถ้ามีใจอยู่กับ “พุทโธ” ให้เป็นกลางๆ ไม่สอดส่ายไปไหน นั่นหมายความว่า ใจเป็นสมาธิ จะช่วยปกป้องคุ้มครองเราได้ดียิ่ง… ยิ่งกว่ามีวัตถุมงคลใดๆ ในโลก”

การปลุกเสกวัตถุมงคลของหลวงพ่อคูณ หลวงพ่อคูณจะใช้คาถาไม่กีบท

หัวใจพระคาถามีว่า

มะอะอุ
นะมะพะธะ
นโมพุทธายะ
พุทโธ และยานะ

แต่ในการปลุกเสก หลวงพ่อคูณจะใช้วิธี อนุโลมปฏิโลม (การต่อตามและย้อนลำดับ) เรียกว่า คาบพระคาถา

เมื่อนำหัวใจธาตุ ๔ คือ นะมะพะธะ มาใช้ หลวงพ่อคูณจะภาวนาด้วยจิตอันเป็นหนึ่ง(สมาธิ) ให้อักขระทั้ง ๔ นี้ เป็น ๑๖ อักขระ ดังนี้

นะ มะ พะ ธะ
มะ พะ ธะ นะ
พะ ธะ นะ มะ
ธะ นะ มะ พะ

ระยะเวลาการปลุกเสกของท่านใช้เวลาไม่มากนัก ขึ้นอยู่กับอารมณ์จิต ท่านเคยปรารภว่าเมื่อจะปลุกเสกวัตถุใด ใจต้องเป็นสมาธิ เมื่อใจมีสมาธิ ปลุกเสกสิ่งใดก็ขลัง ระยะเวลาหนึ่งนาทีก็ดีแล้ว แต่หากใจไม่เกิดสมาธิ ปลุกเสกทั้งคืนทั้งวันก็ไม่มีผล อย่างนี้สู้ไปทำอย่างอื่นดีกว่า

ท่านั่งยอง

หลวงพ่อให้เหตุผลว่า เป็นท่าที่สบายที่สุด อีกทั้งเป็นลักษณะของคนเตรียมพร้อมที่ลุกเดินไปไหนมาไหนได้ทันที จะหยิบจับอะไรก็ง่ายและสะดวกในการทำงาน

การบำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะ

หลวงพ่อคูณได้จัดสร้างโรงพยาบาลถึง 3 หลัง ตลอดจนโรงเรียน และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ ยังได้บริจาคเงินทองเพื่อช่วยเหลือสาธารณะสุขต่างๆ ทุกๆวัน แต่ละเดือนเป็นจำนวนหลายแสนบาท

"หลวงพ่อเป็นคนยากจนมาโดยกำเนิด จึงอยากคิดช่วยเหลือคนอื่น การนำเงินออกไปช่วยคนอื่น ก็จะมีคนบริจาคเรื่อยๆ ถ้าเก็บไว้จะทำให้ตนตาบอด ใจก็บอดอีกด้วย จึงอยากช่วยคนอื่นอยู่เรื่อยไป วันใดไม่มีคนมาขอเงิน ก็ไม่ค่อยสบายใจ”

ข้อห้าม ข้อควรปฏิบัติ

หลวงพ่อคูณสั่งว่า เมื่อมีพระเครื่องของหลวงพ่อคูณติดตัว ให้ภาวนา "พุทโธ" ทำจิตให้เป็นสมาธิแน่วแน่ ละเว้นถ้อยคำด่าทอ ค่าพ่อแม่ตน และพ่อแม่บุคคลอื่น และอย่าผิดสามีหรือภรรยาผู้อื่น ให้สวยมนต์ก่อนเข้านอนทุกคืน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด และหวงพ่อคูณย้ำว่า "ถ้ามีใจอยู่กับ พุทโธ ให้เป็นกลาง ๆ ไม่สอดส่ายไปที่ไหน นั่นหมายความว่า ใจเป็นสมาธิ จะช่วยปกป้องคุ้มครองเราได้ดียิ่ง...ยิ่งกว่ามีวัตถุมงคลใด ๆ ในโลก"

คาถาที่หลวงพ่อคูณใช้บริกรรมเวลานั่งสมาธิ

เวลาหายใจเข้า ให้บริกรรมว่า ตาย

เวลาหายใจออก ให้บริกรรมว่า แน่

เป็นตายแน่... ตายแน่... ตายแน่ไปเรื่อย ๆ จะรู้สึกสบาย จิตสงบ



* 1.jpg (20.12 KB, 419x309 - ดู 6034 ครั้ง.)

* 2.jpg (34.71 KB, 320x418 - ดู 5967 ครั้ง.)

* 3.jpg (43.88 KB, 350x254 - ดู 5894 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 05, 2010, 01:19:03 AM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 25023


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 04, 2010, 07:18:59 PM »

ชาติภูมิ

      หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ  เป็นบุตรคุณพ่อบุญ คุณแม่ทองขาว ฉัตรพลกรัง เกิดที่บ้านไร่ หมู่ที่ 6 ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2466 แรม 10 ค่ำ เดือน 10 ปีกุน ก่อนสว่าง มีพี่น้อง  7  คน หลวงพ่อคูณเป็นคนที่ 3  

ชีวิตวัยเด็ก

          อาหารจานโปรดของหลวงพ่อสมัยเด็ก คือปลาร้าต้มสุก มาละลายกับน้ำพริกที่ตำกับปลาสดต้มสุกขยำคลุกเคล้ากับข้าวสวยร้อนๆ  หรือใช้ผักจิ้มกับน้ำพริก

วิธีการต้มปลาร้า

          นำปลาร้ามาผสมกับน้ำพอประมาณไม่ให้ข้นหรือจางเกินไปถ้ามีปลาสดก็จะใส่ลงไปทั้งตัว แล้วปรุงด้วยหัวตะไคร้ทุบ จำนวน       3 - 4 หัว ใบมะกรูดทั้งใบ จำนวน 4 - 5 ใบ พริกทั้งเม็ด จำนวน 4 - 5 เม็ด ต้มให้เปื่อย แล้วนำมาตำให้เข้ากัน

ชีวิตในวัยเยาว์

          หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ  ถือกำเนิดในตระกูลที่ยากจน บรรพบุรุษมีอาชีพหลักคือการทำนา ใน พ.ศ.2477 เมื่อหลวงพ่อมีอายุครบ 11 ขวบ โยมแม่ถึงแก่กรรม หลังจากนั้นโยมพ่อได้นำหลวงพ่อไปฝากเป็นศิษย์วัดบ้านไร่ เพื่อให้เรียนหนังสือกับพระสงฆ์ ครูที่สอนหลวงพ่อคูณ 3 รูป ล้วนเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ทั้งหมด      โดยเฉพาะพระอาจารหลี สอนให้ท่องหนังสือวัดสอนภาษาไทย ภาษาขอม ทั้งเฆี่ยนทั้งตี จนหลวงพ่อกลัวมาก ทำให้ตั้งใจเรียนจนมีความรู้มาถึงปัจจุบัน

ออกจากวัดสู่ชีวิตชาวนา

          เมือหลวงพ่อคูณ เรียนหนังสืออยู่ที่วัด  มีอายุครบ 16 ปี ได้ออกจากวัดมาอยู่ในความอุปการะของน้าชายชื่อ โหม น้าสะใภ้ชื่อน้อย  ศิลปชัย ซึ่งมีอาชีพทำนา หลวงพ่อได้ช่วยน้าชายทำนาด้วยความขยันหมั่นเพียรฤดูทำนาต้องก้มหน้าทำนาตลอดวันติดต่อกันหลายชั่วโมง จะเงยหน้าดูท้องฟ้าเพื่อแก้ปวดเมื่อยเท่านั้น จนอยู่มาวันหนึ่งร่างกายหลวงพ่อปวดระบม ทั้งหลัง เอว แขน และขา สุดที่จะทนได้ หลวงพ่อเลยนอนทอดกายพาดบนคันนาเป็นเวลานาน นางน้อย (น้าสะใภ้)เห็นหลานนอนเช่นนั้น จึงพูดเชิงเปรียบเทียบว่า "คูณไม่ไหวหรือหลาน ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ไปบวชเสียไป"  หลวงพ่อคูณได้ยินจึงตอบขึ้นว่า "น้าคอยดูเด้อ หากฉันได้บวชแล้ว ขอรับรองว่า ฉันจะไม่ยอมสึกเป็นอันขาด จะบวชจนตายเลยแหละ"

หลวงพ่อคูณ เป็นหมอเพลง (เพลงโคราช)

        สมัยหลวงพ่อคูณ อยู่ในวัยรุ่น อยากรู้อยากลอง เหมือนวัยรุ่นทั่วไป และอยากเป็นนักแสดงเพลงโคราช (ชาวโคราชเรียกหมอเพลง) เป็นศิลปพื้นเมืองของชาวโคราช แต่ครูเพลงในเขตอำเภอด่านขุนทดไม่มีหลวงพ่อคูณได้ชักชวนเพื่อนที่อยู่ในวัยเดียวกัน คือนายเล เพียมขุนทด ซึ่งทั้งหลวงพ่อคูณ และนายเล ต่างก็มีน้ำเสียงไพเราะก้องกังวาน บุคคลทั้งสองได้เดินทาง 5 วัน 5 คืน ไปสู่บ้านมะระ ต.ดอนชมพู       อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา เข้ากราบฝากตัวเป็นศิษย์ของครูสน ซึ่งเป็นครูเพลงที่มีชื่อเสียง ลูกศิษย์ทั้งชายและหญิงของครูสนทุกคนต้องพักอยู่กินหลับนอนที่บ้านครูสนทั้งหมด ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ระหว่างหัดเพลงต้องช่วยครูสนทำนา โดยไม่คิดค่าตอบแทนแรงงาน เวลาที่ใช้เรียน คนละ 2 - 3 ปี กว่าจะออกเล่น (แสดงได้) ขึ้นอยู่กับภูมิปัญญาของศิษย์แต่ละคน

ทางสองแพร่งแห่งชีวิต

        ในวัยรุ่นช่วงหนึ่งของหลวงพ่อคูณ คิดอยากเป็นนักเลง จึงคบค้าสมาคมนักเลงโตตามหมู่บ้านเพราะค่านิยมผิด ๆ ที่คิดว่าโก้เก๋ หากใครเป็นนักเลงหัวไม้ดื่มสุรา ลักขโมย เกะกะระรานผู้อื่นจะได้รับการยอมรับว่าเป็น "ผู้ยิ่งใหญ่"  ในสมัยนั้นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองฝ่ายปกครองมีน้อยไม่มีการสื่อสาร ไม่มีถนน ไม่มีรถยนต์  เทคโนโลยีเหมือนทุกวันนี้ ผู้กระทำความผิดกฏหมายไม่ค่อยได้รับโทษ คือ ผู้ร้ายมักลอยนวลเย้ยกฏหมาย การลักขโมยสมัยนั้น คือ การลักขโมย วัว ควาย ที่ทุกครอบครัวนิยมเลี้ยงเป็นฝูง ไม่น้อยกว่า 50 - 200 ตัว ในการดูแลถ้า วัว ควาย ตัวใดเคราะห์ร้ายพลัดหลงในเวลาออกหากิน พวกนักเลงชุดดังกล่าวพบเข้าจะเข้าไปต้อนเข้าคอกที่จัดเตรียมไว้ แล้วใช้หอกแหลนหลาว แทงจนถึงแก่ความตาย เมื่อถึงเวลาพลบค่ำ จะพาไปชำแหละเนื้อหนังแบ่งบันตามสัดส่วน  แต่เดชะบุญหลวงพ่อ ไม่ได้ถลำตัวดังเช่นเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่น จึงแสดงให้เห็นว่าในส่วนลึกของหลวงพ่อคูณมีจิตสำนึกที่ดีงาม สามารถแยกแยะความดี ความเลวได้อย่างถูกต้อง จึงสามารถรักษาตนได้รอดพ้นจากวัยอันตรายมาได้อย่างปลอดภัย  หลังจากนั้นหลวงพ่อคูณ จึงทราบได้อย่างถ่องแท้ว่า ชีวิตการครองเรือนอย่างฆราวาสวิสัย เป็นชีวิตที่สับสนวุ่นวาย เป็นชีวิตที่ยุ่งยากยุ่งเหยิงน่าเบื่อหน่าย

ชีวิตสมณะ

        เมื่อหลวงพ่อคูณอายุได้ 21 ปี เกิดมีจิศรัทธาที่จะบรรพชาอุปสมบทในบวรพุทธศาสนา ตามประเพณีเพื่อทดแทนพระคุณของ บิดา มารดา จึงบรรพชาอุปสมบท  ณ  พัทธสีมา วัดถนนหักใหญ่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2487 เวลา 11.00 น. โดยมีพระครูวิจารยติกิจ (อดีตเจ้าอาวาสวัดถนนหักน้อย เจ้าคณะอำเภอด่านขุนทด)

ศึกษาวิชาวิปัสสนากัมมัฏฐานกับหลวงพ่อแดง

        เมื่อครองเพศสมณะในช่วงเริ่มแรก หลวงพ่อได้จำพรรษาอยู่ ณ วัดถนนหักใหญ่ โดยมีหลวงพ่อคง พุทธสโร เป็นเจ้าอาวาส    หลวงพ่อคูณได้ศึกษาวิชากับหลวงพ่อคง ได้ไม่นาน หลวงพ่อคงได้นำไปฝากให้เป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดหนองโพธิ์ หลวงพ่อแดงมีชื่อสียงมากในด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน เรื่องญาณสมาธิ  หลวงพ่อแดงสอนว่า ”การทำสมาธิ” (เพ่งจิตให้นิ่งสงบเป็นหนึ่งเดียว)เมื่อจิตสงบจะเกิดญาณ (การหยั่งรู้) เมื่อมีญาณจะเกิดปัญญา (การรู้แจ้งเห็นจริง) "ผู้ใดฝึกสมาธิจนเกิดญาณก็จะได้ปัญญา ผู้นั้นก็จะใกล้นิพพาน (ดับสนิทไม่เกิดอีก)

วิชาอาคมไม่ใช่หนทางหลุดพ้น

       หลวงพ่อคง รู้สึกพอใจในการตั้งใจเรียนวิชาวิปัสสนากัมมัฏฐานของหลวงพ่อคูณมาก เพราะเท่าที่ผ่านมาศิษย์พระส่วนใหญ่มักจะขอเรียนวิชาอาคมกันแต่หลวงพ่อคงไม่สนับสนุน ไม่ใช่หนทางหลุดพ้นแนะนำว่าการเรียนวิชาวิปัสสนากัมมัฏฐานจะรู้แจ้งเห็นจริงได้ต้องหาวิเวก (สงบ) เจริญศีล (ข้อปฏิบัติ) ภาวนา (ปฏิบัติ) ให้จิตสงบยิ่งขึ้น พระสายวิปัสสนาควรถือธุดงควัตร (ข้อปฏิบัติในการอยู่ป่า) เป็นหลักและเพื่อเป็นการประกาศศาสนาให้คนทั่วไปได้ทราบด้วย

ธุดงค์

       หลวงพ่อคูณได้ออกธุดงค์เริ่มแรกกับหลวงพ่อคง หลวงพ่อคงได้สอนวิชาพุทธาคม และไสยเวทย์ (เรื่องอิทธิฤทธิ์ ฤทธิ์เดช) ควบคู่การเรียนวิชาวิปัสสนากัมมัฏฐาน  วิชา พุทธาคมที่หลวงพ่อคงสอนคือการฝังตะกรุด เมตตามหานิยมคงกระพันชาตรี แม้เรื่องนี้พระสายวิปัสสนากัมมัฏฐานควรหลีกเลี่ยง (เรื่องฤทธิ์เดชเป็นของเล่นไม่ควรยึดติด)  แต่หลวงพ่อคงมีเหตุอธิบายว่า "การกระทำใดที่ขัดกับหลักพุทธศาสนาและไม่มีในคำภีร์พระไตรปิฏก (คำสอน 3 เล่ม) หากเป็นการกระทำที่ช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากกรรม และเป็นประโยชน์สุขแก่สาธารณชนแล้วก็ปฏิบัติได้)

วัตรปฏิบัติของหลวงพ่อคูณ ในการเดินธุดงค์

  วัตรปฏิบัติ (ข้อปฏิบัติตามศีล) และข้อตกลงสำหรับพระที่ออกร่วมธุดงค์กับหลวงพ่อคูณ มี 4 ข้อ คือ                    

     1. ห้ามโดยสารรถโดยเด็ดขาด (เพราะได้อธิษฐานจิตก่อนออกธุดงค์แล้ว)

     2. ห้ามรับเงินจากญาติโยมโดยเด็ดขาด (เพราะระหว่างธุดงค์ ไม่มีการจับจ่ายใช้สอย ไม่มีการแสวงหาลาภสักการะ)   ต้องมีชีวิตอย่างพระคือ อยู่ง่าย ฉันง่าย บิณฑบาต มาพอได้ฉันมีชีวิตอยู่เท่านั้น

     3. ถ้าอยากกลับวัดก็กลับเลยห้ามชวนพระที่ธุดงค์ไปด้วย

     4.ถ้ามรณภาพตรงไหน ให้เผาตรงนั้น อย่านำศพกลับวัดโดยเด็ดขาด เพราะถือว่าได้อุทิศตนแล้ว

วิปัสสนากัมมัฏฐานเห็นอะไร
  มีผู้สงสัยถามหลวงพ่อเสมอ หลวงพ่อตอบว่า  “กูไม่เห็นอะไรดอกไอ้นาย ก็หลับตาจะเห็นอะไร ถ้าลืมตาจึงจะเห็นมึง กูเห็นมึงชัดเจนกว่ามึงดีหรือชั่ว มึงดำหรือขาวกูก็เห็น แต่เวลานั่งหลับตานั้นก็ทำจิตสงบนิ่งและสบาย ทำใจให้ผ่องใสแล้วจะเกิดปัญญา”

พรหมวิหารธรรมนำไปสู่ชัยชนะ

   การเดินธุดงค์ในป่าดงดิบ มักจะผจญกับสิ่งเร้นลับ โดยเฉพาะกับสิ่งนึกคิด ความวิตกกังวล ความหวั่นไหว ความสับสนต่าง ๆ นานาในจิตของตนท่ามกลางความเปล่าเปลี่ยววิเวกวังเวง ความมืด ความเงียบสงบ ที่ห่อหุ้มเสียงกู่ร้องคำรามโหยหวนของสัตว์ป่า อันน่าพรั่นพรึง แม้บางครั้งเส้นทางธุดงค์จะเสี่ยงภัยอันตรายแสนสาหัส พรานป่าหรือชาวบ้านไม่เดินกันแต่พระธุดงค์ก็ต้องเดิน  หลวงพ่อกล่าวว่าอาวุธที่พระพุทธองค์ทรงประทานให้สู้กับสิ่งเร้นลับดังกล่าวข้างต้น คือพรหมวิหาร 4 ประการ (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา)สัตว์ป่าที่ดุร้ายมันก็กลัวเราเหมือนกัน สำคัญที่จิตใจใครจะเข้มแข็งและมีสมาธิแน่วแน่กว่ากัน เมื่อจิตอยู่ในสมาธิแผ่เมตตาให้กับมัน ต่างฝ่ายก็จะแยกย้ายกันไป  หลวงพ่อย้ำว่า พระธุดงค์จะต้องครองศีลให้บริสุทธิ์ตัดอาสวะกิเลสทั้งปวง ปฏิบัติตนให้มีศีลมีธรรม อย่างเคร่งครัด เทวาอารักษ์ในป่าเขาจะช่วยคุ้มครอง ในการธุดงค์ไปรอดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง

เพิ่มพูนบารมีธรรม

    พุทธศักราช 2492 หลวงพ่อได้ถือธุดงค์เพื่อแสวงหาโมกธรรม แนวความคิด ประสบการณ์ คำแนะนำสั่งสอนแบบแปลก ๆ ใหม่ ๆ ของครูบาอาจารย์ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย และประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง ในการเดินธุดงค์ของหลวงพ่อ มีหลายสถานที่และหลายครั้ง ในแต่ละครั้งอาจจะธุดงค์รูปเดียวหรือมีสหธรรมมิก (พระร่วมธุดงค์)  ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ สหธรรมมิกที่หลวงพ่อกล่าวถึงเสมอ คือ หลวงพ่ออาน สน.ตจิต.โน แห่งวัดมหาโพธิ์ จ.ลพบุรี

สถานที่เคยธุดงค์

    หลวงพ่อได้ธุดงค์หลายสถานที่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2492 – 2512 ดังนี้

- ในแนวเขตภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เดินทางจากนครพนมสู่ประเทศลาว จำพรรษาที่ถ้ำเขาควาย และสีทันดร ประเทศกัมพูชา  

- จำพรรษาที่เมืองโพธิสัตว์ วัดบ้านไร่ วัดสระแก้ว จ.นครราชสีมา

- ในเขตภาคกลาง พ.ศ.2514 กรุงเทพฯ จำพรรษาที่วัดใหม่พิเรนทร์ วัดสิงหาราม จ.ลพบุรี

- ในเขตภาคใต้ พ.ศ.2520 จำพรรษาที่วัดสว่างอารมณ์ หาดราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต

- ในเขตภาคเหนือ พ.ศ.2524 จำพรรษาที่วัด พันอ้น อ.เมือง จ.เชียงใหม่

- ในเขตภาคตะวันออก พ.ศ.2525 จำพรรษาที่วัดเขาถ้ำ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี

คำสอนช่วงธุดงค์

  หลวงพ่อ ได้อบรมสั่งสอนจริยธรรมและการประกอบสัมมาชีพ โดยให้ญาติโยม พี่น้อง ลูกหลาน ปฏิบัติตามพุทธวจนะที่ว่า “ไม่ให้ยึด ไม่ให้ติด ให้ถือความสันโดษ ความมักน้อยเป็นสรณะ”

สนองคุณแผ่นดินเกิด

    หลวงพ่อ รับนิมนต์กลับแผ่นดินบ้านเกิดใน พ.ศ.2495 จิตสำนึกที่ยังผังแน่น นัยน์ตาแฝงไปด้วยความครุ่นคิด “ทำยังไงกูจะช่วยคนเหล่านี้ให้พ้นทุกข์ได้” มองปัญหาของชาวบ้านตั้งแต่จำความได้จนบัดนี้ตามคติที่ตั้งมั่นไว้ตลอดเวลา “กูเป็นพระต้องออกบิณฑบาตพระพุทธเจ้าท่านยังออกเป็นกิจวัตร กูจะนอกคอกไปได้อย่างไร มันเป็นกิจอันพึงกระทำของสงฆ์ เป็นการโปรดสัตว์ กูก็ได้บุญ ญาติโยมก็มีโอกาสทำบุญ พระที่ไม่บิณฑบาตถือว่าบกพร่องในหน้าที่” “พระต้องไม่ขอบิณฑบาตข้าวชาวบ้านฉันอย่างเดียว แต่จะต้องตอบสนองให้กับชาวบ้านอีกด้วย” แผ่นดินเกิดมีแต่ความแห้งแล้ง พี่น้องญาติโยมลูกหลานมีแต่ความยากจน วัดวาอาราม ศาลาก็ทรุดโทรม ลูก หลาน เหลน โหลน ที่เรียนก็ไม่มี ถึงหน้าแล้งน้ำในคลองก็แห้งขอด ขุดบ่อลงไปก็มีแต่น้ำเค็ม “น่าอดสูกูไม่ทำแล้วใครจะมาทำให้”

กูทนดูไม่ได้

    สิ่งแรกที่หลวงพ่อต้องทำคือ การดูแลวัดวาอาราม ที่สำคัญที่สุดของวัดคือ อุโบสถ ต่อมาคือการสร้างโรงเรียน ปี พ.ศ.2508    ความแห้งแล้วได้สะกิดความทรงจำ ความเจ็บช้ำจากการขาดแคลนน้ำอย่างแสนสาหัส นำความทุกข์มาสู่ชาวด่านขุนทด เป็นอย่างมาก หลวงพ่อเกิดความคิดว่า “ถ้ามัวรอเทวดาฝ่ายเดียวเห็นทีจะไม่รอด” จึงชักชวนลูกหลานศิษย์ยานุศิษย์ทั่วประเทศร่วมทำบุญกับหลวงพ่อเพื่อสร้างแหล่งน้ำถาวรใช้สอยให้เพียงพอให้ได้

 “กูจะขุดสระให้ใหญ่ ที่ดินวัดกว้างขวางพอจะทำได้ กูจะสร้างทั้ง ๆ ที่ไม่มีเงินนี่แหละ ก็ขุดมันเองเดี๋ยวก็คงจะเสร็จสักวัน กูจะทำให้ชาวบ้านเพื่อตอบแทนข้าวน้ำที่เขาให้กูกินทุกวัน” ดังนั้น ปี พ.ศ.2509 ก็เกิดสระน้ำขนาด 35 ไร่ 3 งาน 92 ตารางวา ขึ้นที่วัดบ้านไร่

 

ทานบารมีเริ่มแผ่ไพศาล

    หลวงพ่อ ได้เล่าว่าได้พูดคุยสนทนาแนวความคิดในการบริจาคหรือให้ทานกับพระเถระผู้ใหญ่รูปหนึ่งว่าอยากหาเงินสร้างศาสนาสถาน สร้างโบสถ์ สร้างศาลา พระเถระรูปนั้นกล่าวกับหลวงพ่อว่า “บารมีหลวงพ่อคูณมีพอเพียงแล้ว จะทำอะไรก็สำเร็จ”

กลับสู่มาตุภูมิอีกครั้งหนึ่ง

    หลังจากหลวงพ่อออกจากวัดบ้านไร่ ซึ่งเป็นภูมิลำเนาไปสร้างสมบุญบารมี หาความรู้ ประสบการณ์ เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2512 เป็นเวลา 16 ปี หลวงพ่อไปอยู่ทั้งในถ้ำ เหว ป่าดงพงไพร ถิ่นทุรกันดาร ในเมืองถิ่นที่เจริญ ญาติพี่น้องพุทธศาสนิกชนชาวด่านขุนทด มีความคิดเห็นตรงกันว่า น่าจะไปนิมนต์หลวงพ่อกลับสู่มาตุภูมิ มาอยู่บ้านเกิดเมืองนอนให้ญาติโยมลูกหลานได้มีโอกาสร่วมทำบุญกับหลวงพ่อ  เมื่อหลวงพ่อพิจารณาดูแล้วได้มีจิตเมตตารับปากและตกลงว่าจะกลับมาอยู่ประจำ ณ วัดบ้านไร่ เพื่อทำหน้าที่แสดงความกตัญญูต่อถิ่นกำเนิด ได้ตั้งหลักในการเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นเสาหลักในการดำรงบวรพระพุทธศาสนาให้เจริญมั่นคงสืบไป (หลวงพ่อจึงกลับมาจำพรรษาและอยู่ที่วัดบ้านไร่ ตั้งแต่วันที่ 10 พ.ย.2538 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน)
 

เอกลักณ์ของหลวงพ่อ

จริยาวัตรเฉพาะตัวของหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ที่เป็นเอกลักณ์ของท่านนั้นมีหลายประการ ลักษณะที่หลวงพ่อแสดงออกมา มีเหตุ มีผล มีคำตอบอยู่ในตัว

การพูดมึง-กู

  “กู” “มึง” เป็นภาษาไทยตั้งเดิมตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช กาลต่อมามีการพัฒนาด้านภาษา คำว่า มึง กู ไม่นิยมและถือเป็นคำไม่สุภาพ หลวงพ่อให้เหตุผลว่า

   “กูแสดงให้รู้ว่า กูมีความจริงใจ แสดงความเป็นกันเองรักใคร่ ไม่ต้องมีพิธีรีตอง ตรงไปตรงมา “คำว่าไอ้นาย” หมายถึงกูรักกูเอ็นดูเหมือนลูกหลาน ไม่เกี่ยวกับยศฐาบรรดาศักดิ์ใด ๆ “ แต่กรณีที่พูดกับบุคคลที่มีอายุมากกว่า หลวงพ่อจะใช้คำว่า “อาตมา” และโยมแทนคำพูดเสมอ”

การนั่งยอง ยอง

  คนสมัยก่อนโดยเฉพาะคนชนบทชอบนั่งยอง ยอง เนื่องจากไม่มีเก้าอี้ ไม่มีที่นั่งไม่มีเบาะ จริยาวัตรนี้ หลวงพ่อปฏิบัติมาแต่เยาว์วัยจนเคยชิน และถนัดที่จะนั่งเช่นนี้จนป็นปกตินิสัย หลวงพ่อบอกว่า “การนั่งยอง ยอง มันคล่องตัว จะนั่งเดินก็สะดวก กูนั่งมาจนชินรู้สึกสบายดี”

การรับบริจาคปัจจัยเพียงใบเดียว

  เมื่อมีผู้ถวายปัจจัยครั้งละหลายใบ หลวงพ่อจะรับเพียงใบเดียวและเป็นใบที่มีมูลค่าน้อยที่สุด แต่ถ้าถวายใบเดียวหลวงพ่อจะจับปัจจัยแล้วคืนให้ หลวงพ่อให้เหตุผลว่า “กูให้มึงรู้จักพอ อย่าโลภมาก รู้จักเอาชนะใจตนเอง”

การฝังตะกรุด

  หลวงพ่อ บอกว่า การประกอบพิธีกรรมฝังตะกรุดทองคำ กระทำในวันเสาร์ ตะกรุดทองคำทำจากทองคำสวิสฯ บริสุทธิ์ 99 % ขนาด 10x8 มิลลิเมตร ม้วนเล็ก ๆ สอดใต้ผิวหนังบริเวณต้นแขนด้านใน โดยดึงหนังออกมาแล้วใช้เหลักแหลมคมสะอาดผ่านการฆ่าเชื้อตอกบริเวณนั้น ตะกรุดถือเป็นวัตถุมงคล เป็นเพียงเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจให้มั่นคง

ข้อห้ามสำหรับผู้มาฝังตะกรุด

  หลวงพ่อให้เหตุผลว่า “กูให้มันมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ มีความมั่นใจในตนเอง ที่สำคัญกูจะฝึกให้มันรู้จักการอดทน รู้จักความซื่อสัตย์ ไม่ประพฤติชั่ว ประพฤติผิดทางเพศ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่ด่าผู้อื่น เป็นคนดี เป็นคนมีระเบียบวินัย สงบเสงี่ยม”

การเหยียบเอกสาร
  เกิดในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู พ.ศ.2530 มีการซื้อขายเกี่ยวกับธุรกิจที่ดิน  ผู้ขายขอความเมตตาให้หลวงพ่อเหยียบเอกสารต่าง ๆ โดยตั้งความหวังว่าจะทำให้ขายได้ราคาดี ขายคล่อง ทำให้เจ้าของมีกำลังใจขึ้น เมื่อมีความหวังก็จะเกิดความสุข

การเคาะหัว

  หลวงพ่อ เคาะหัวเพื่อเป็นศิริมงคลและอธิษฐาน ให้ไม่เจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ หลวงพ่อให้เหตุผลว่า “ก่อนจะเคาะจะต้องใช้สมาธิ กำหนดจิต และอธิษฐานว่า สจจจ* สจจจ* อธิฏามิ”

การตีหลัง

  ผู้ที่มีโรคภัยต่าง ๆ ไม่ว่าปวดหลัง ปวดเอว ปวดหัว อัมพาต อัมพฤกษ์ และโรคอื่น ๆ จะขอความเมตตาให้หลวงพ่อตี ณ จุดที่เจ็บปวด เพื่อให้สบายใจและมั่นใจ มีกำลังใจ ไม่วิตกกังวล จิตใจแจ่มใส สุขภาพจิตดี ร่างกายสดใส ปราศจากโรคภัย ทำสิ่งใดก็จะทำได้ดีมีความราบรื่น

การเป่ากระหม่อม

  ให้หลวงพ่อเป่ากระหม่อม เชื่อกันว่าทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า เลื่อนยศ ตำแหน่ง หรือชนะการแข่งขัน สอบ  หลวงพ่อจะเป่ากระหม่อมอวยพรเพื่อเป็นศิริมงคล  

ก้นบุหรี่

  ค่านิยมสังคมไทยชนบทสมัยก่อน ชายวัยรุ่นส่วนใหญ่จะสูบบุหรี่พื้นบ้านที่ทำปลูกเองนำมามวนกับใบตองแห้งแล้วสูบหลวงพ่อสูบ  ตามกระแสสังคมตั้งแต่วัยรุ่น การสูบบุหรี่มวนโตจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ก้นบุหรี่ที่เหลือลูกศิษย์ขอหลวงพ่อไปเพื่อเป็นศิริมงคล    (หลวงพ่อบอกว่าขณะสูบ จะกำหนดจิตจนกว่าจะหมดมวน แต่ปัจจุบันหลวงพ่อเลิกสูบบุหรี่แล้ว ตั้งแต่ พ.ศ..2541)

ในวันที่ 4 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันเกิด พระเทพวิทยาคม ( หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ) ซึ่งในปีนี้จะมีการจัดงานแสดงมุทิตาสักการะ พระเทพวิทยาคม เนื่องในโอกาสอายุครบ 81 ปี ในวันที่ 3 – 4 ตุลาคม พ.ศ.2547 ณ วัดบ้านไร่ ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา จะมีคณะศิษยานุศิษย์ และประชาชนผู้เลื่อมใสศรัทธาเดินทางมากราบนมัสการและร่วมงานเป็นจำนวนมาก และในวันดังกล่าวจะมีการแสดงมหรสพสมโภช การประกอบพิธีทางศาสนา การจัดพิธีประดิษฐานรูปเหมือนหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ พิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคล หลวงพ่อจะมีการบริจาคเงินเพื่อทำประโยชน์ จำนวน หลายล้านบาท การทำบุญบริจาคทานของลูกศิษย์ กิจกรรมรวมพลังสร้างสุขภาพ รวมทั้งมีบุคคลสำคัญ รัฐมนตรี นักการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ เดินทางมากราบนมัสการและร่วมปฏิบัติภารกิจเป็นจำนวนมาก



(รวบรวมโดย จ.ส.ต.สุนทร สายจันทร์)
http://sites.google.com/site/sitluangporkoon/Home/luangporkoon-history-2
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 04, 2010, 07:19:43 PM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 25023


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 04, 2010, 07:36:25 PM »


ประสบการณ์เล่าขาน


* k2.jpg (183.71 KB, 750x1050 - ดู 6224 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 25023


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 04, 2010, 07:42:39 PM »

ประสบการณ์เล่าขาน


* k5.jpg (131.39 KB, 750x1050 - ดู 5871 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 25023


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #4 เมื่อ: มกราคม 04, 2010, 07:43:25 PM »

ประสบการณ์เล่าขาน


* k6.jpg (173.33 KB, 750x1050 - ดู 5819 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 25023


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #5 เมื่อ: มกราคม 04, 2010, 07:50:13 PM »

ประสบการณ์ปาฏิหารย์


* k9.jpg (173.99 KB, 750x1050 - ดู 5722 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 25023


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #6 เมื่อ: มกราคม 04, 2010, 07:51:01 PM »

ประสบการณ์ปาฏิหารย์


* k10.jpg (178.44 KB, 750x1050 - ดู 5633 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 25023


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #7 เมื่อ: มกราคม 04, 2010, 07:57:22 PM »


ประเภทเครื่องราง สร้างเป็นรุ่นมาตรฐาน


มีดหมอหลวงพ่อคูณไม้งิ้วดำ (ข้อมูล คุณไก่ โคราช)
ตะกรุด ลูกสะกดปี 17 รุ่นแรก
ผ้ายันต์หลวงพ่อคูณปี 2526


* m.jpg (49.41 KB, 600x433 - ดู 5895 ครั้ง.)

* 0159.jpg (29.62 KB, 600x400 - ดู 5625 ครั้ง.)

* 0032.jpg (48.32 KB, 450x600 - ดู 5916 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 25023


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #8 เมื่อ: มกราคม 04, 2010, 07:58:25 PM »

ผ้ายันต์รอยเท้าหลวงพ่อคูณ

ดูรูปใหญ่คลิกที่รูป
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 12, 2011, 10:56:11 PM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 25023


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #9 เมื่อ: เมษายน 05, 2010, 01:22:01 AM »

ตะกรุด..เครื่องรางอมตะ หลวงพ่อคูณปลุกเสกรุ่นสุดท้าย

ตะกรุด...บางครั้งอาจเรียกเพี้ยนเป็น กะตุด หรือ กะตรุด ก็มีความหมายเดียวกันในลักษณะ ใช้แผ่นโลหะจารยันต์  หรือ  อักขระแล้วม้วนเป็นแท่งกลม เหมือนดินสอ...ใช้เป็น เครื่องรางของขลัง

ปัจจุบัน...แม้ว่าจะมีการ พัฒนาปรับรูปแบบ ไปบ้างตามยุคและ ค่าความนิยม แต่ก็ ยังเป็นที่ต้องการสำหรับนักสะสมกันอย่างต่อเนื่อง  ไม่ว่าจะเป็นของเก่า หรือใหม่

(สงฆ์ทางสายเหนือใช้หนังควายทำตะกรุด มีการสืบสานกันต่อมาหลายเกจิอาจารย์  ของอาจารย์นอง วัดทรายขาว ปัตตานี เอาปลอกลูกปืน 2 ปลอกลงอักขระแล้วสวมอัดเข้าเป็นแท่งเดียว เรียกว่าตะกรุดนารายณ์ แปลงรูป ปัจจุบันมีหลายสำนักเอาอย่าง)

และ...ที่ว่า สุดยอดแห่งความต้องการ ยังคงเป็น ตะกรุดหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง เชื่อว่าคงกระพันเป็นเยี่ยม ชั่วโมงนี้ราคาที่เปลี่ยนมือกันอยู่ที่เลข 6 หลักไม่มีต่ำกว่านั้น ส่วนที่โด่งดังอื่นๆก็รองลงไปตามความนิยม....อย่างของ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ก็อยู่ติดอันดับ Top Ten

สำหรับ  เกจิอาจารย์รุ่นใหม่  ที่มีผู้ แสวงหากันมากคือ ตะกรุดหลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ เพราะหลายคนมีประสบการณ์เชื่อว่า แคล้วคลาด ยิงไม่เข้า (คือถ้าไม่เข้าไปในเหตุการณ์ก็รอดปลอดภัย หลวงพ่อคูณบอกอย่างนั้น)

นายสมศักดิ์ เติมประทีป เจ้าของ ร้านบารมีราชสีมา  เป็นผู้หนึ่งที่ได้สัมผัสกับตะกรุดหลวงพ่อคูณโดยตอกเข้าไปใต้ท้องแขน   ด้วยที่ว่าหากใช้แขวนคอหรือคาดเอว บางครั้งอาจถอดออกในช่วงที่อาบน้ำหรือเที่ยวในที่ อโคจร...แล้วลืมทิ้งหาย

การที่ ตอกฝังเข้าในร่างกาย ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่สูญหาย พลังแห่งอานุภาพที่ทำให้แคล้วคลาดจะติดตัวอยู่อย่างนั้น ซึ่งเมื่อปี 2517 หลวงพ่อคูณยังอยู่ที่วัดสระแก้ว ยังอยู่ในวัยรุ่น อยากตอกใต้แขนทั้ง 2 ข้าง แต่ท่าน ทำให้เพียงข้างเดียว บอกให้โตพอที่จะรับผิดชอบในอารมณ์เสียก่อน   จึงค่อยมาตอกอีกข้างก็...เคยมีประสบการณ์ด้วยตนเอง แล้ว เชื่อว่ามีความ ขลังยิงไม่เข้า จริงๆ

O O O

หลวงพ่อคูณ เริ่มในทางไสยเวทหลังจากผ่านพ้นเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ได้ 7 พรรษา ด้วยการ สร้างวัตถุมงคลตะกรุดโทน แล้วตามด้วยการ ฝังตะกรุด ทองคำเข้าใต้ท้องแขน ราวๆปี 2493

ประสบการณ์ปาฏิหาริย์กับผู้ฝังตะกรุดทองคำเป็นที่ร่ำลือชื่อเสียงของ หลวงพ่อคูณจึงกระฉ่อนเกรียงไกรเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป  ใช่ว่าจะนับถือ เฉพาะกลุ่มคนไทยโคราชเท่านั้น

เมื่อครั้งที่ ไทยเป็นฐานทัพ แห่งหนึ่งของ สหรัฐฯ ใน สงครามเวียดนาม ชื่อ ฟาเธอร์คูณ ยัง เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในหมู่ของนักรบจีไอ ที่ฐานบินโคราช อุดรธานีและตาคลี

...หากอยากจะรู้ว่ามีการฝังตะกรุดทองคำมีจำนวนมากน้อยเท่าใด ก็ให้นับจำนวนรอยตะปูบนท่อนไม้ ที่ใช้แทนเขียงเอาก็แล้วกัน ยังมีจารึกเป็นหลักฐานอยู่

O O O

ก็อย่างที่ว่า การฝังตะกรุดอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องหวาดเสียว สำหรับบางท่าน หลวงพ่อ คูณจึงหยุด หันมาสร้างเหรียญห้อยคอ เพื่อสร้างความมั่นใจมิให้ผู้เลื่อมใสต้องเจ็บท่อนแขน

การสร้างเหรียญจึงได้เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี  2509  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นที่ระลึก  จ่ายแจกหาทุนสร้างวัด  สร้างโบสถ์  สร้างศาลา  ฯลฯ  แม้ว่า  หลวงพ่อคูณ  จะโด่งดังจากการที่เป็นเกจิอาจารย์ผู้มีอาคมแก่กล้า วัตถุมงคลก็หาได้รับความนิยมเลื่อมใสไม่ บางครั้งแจกก็ยังไม่อยากจะได้

...มาได้รับความสนใจเอาเมื่อตอนไฟไหม้ โรงงานตุ๊กตา แห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม ซึ่ง เหยื่อพระเพลิงกระโดดตึก 4 ชั้นรอดตาย ปลอดภัยไม่ บาดเจ็บแม้แต่น้อย...จึงเรียกเหรียญนั้นว่า  รุ่นเคเดอร์ ตามชื่อของโรงงาน

O O O

ความฮือฮายังไม่จาง ...โรงแรมโรยัลพลาซ่า โคราช พังถล่มฝังกลบคนทั้งเป็นนับร้อย มีผู้รอด ชีวิตบาดเจ็บเล็กน้อยเพราะ ห้อย  เหรียญหลวงพ่อคูณ จึงดังระเบิด ถนนทุกสาย มุ่งสู่ความศรัทธาและเลื่อมใสต่อหลวงพ่อคูณ

จากนั้น จึงมีการสร้างวัตถุมงคลของหลวงพ่อคูณขึ้นมากมาย  หลาย รุ่น ทั้งที่เป็น ของจริง และ ของปลอม (เลียนแบบ) ซึ่ง หลวงพ่อผู้มีเมตตา ว่า...

...ช่างมันเถอะ มันเลื่อมใสศรัทธา   ปลอมอย่างไรก็เป็นเหรียญของกู   ใครอยากจะทำอย่างไรก็ทำไป   ไปโกรธอะไรมัน มันจะได้มีช่องทางทำมาหากิน   มันได้เงินกูได้ บารมี...

...ไอ้ของที่ได้ (ปลอม) อยู่ที่ศรัทธา เอาไปด้วยความเคารพ ก็ไช้ได้ครือกั๋น มันอยู่ที่ใจ ถ้าไม่นับถือแม้นได้ของที่กูทำเองไป มันก็ไม่มีความหมายดอก

O O O

คนที่ได้ของกูไปจะมีความขลัง มันต้องเป็นผู้มีพรหมวิหาร 4 ติดตัว ต้องมีเมตตาแก่มวลมนุษย์ และสัตว์ที่อยู่ร่วมโลก  และ  ต้องมีความกตัญญูฝังใน กระแสจิต

ความกตัญญูจึงเป็นแรงและพลัง ด้วย วัดถนนหักใหญ่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด เมื่อปี 2487 เป็น สถานที่แห่งแรกและแห่งเดียว ที่ ใช้เป็นที่เปลี่ยน ชื่อจาก นายคูณ ฉัตรพลกรัง มาเป็นนาม คูณ ปริสุทฺโธ

จากอดีตที่ยาวนานกว่า 6 ทศวรรษ จนถึงปัจจุบัน วัตถุต่างๆได้   ชำรุดทรุดโทรมลงเป็นอย่างมากจนแทบจะใช้ประกอบศาสนกิจไม่ได้

หลวงพ่อคูณ จึงได้สร้างวัตถุมงคล รูปหล่อ ลอยองค์ของหลวงพ่อคูณเองกำลังแจกเงิน ด้วยเนื้อผงพุทธคุณ ผงว่าน ผงยาสูบ ผสมเกศา กับ ตะกรุดทองคำตอกท้องแขน เป็นการปลุกชีวิตขึ้นมาใหม่หลังจากเลิกสร้างไปหลายปี

และทำพิธีกรรม ปลุกเสกเดี่ยวด้วยตนเองเมื่อวันเสาร์ 5 เดือน 5 ที่ผ่านมา (20 มีนาคม) เพื่อเรียกศรัทธาหาทุนปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ อันเป็น ปฐมภูมิหลวงพ่อคูณเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์...เป็นการตอบแทนบุญคุณ

และ....จะทำพิธีตอกให้กับผู้ศรัทธา ในวันที่ 10 เมษายน...เป็น รุ่นสุดท้าย แค่ วันเดียว เท่านั้น..!!!


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 12, 2011, 10:56:47 PM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: