หน้า: 1 [2] 3 4 ... 15
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สายตรงคนนิยมพระ ,เปิดกรุพระเครื่อง  (อ่าน 409634 ครั้ง)
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #15 เมื่อ: มีนาคม 06, 2010, 01:12:35 AM »


กราบพระเกจิดัง 'หลวงปู่แย้ม วัดตะเคียน'

ลอดโบส์ถเสือมังกร-นอนโลงสะเดาะเคราะห์

เป็นที่รู้กันว่า วัดตะเคียน ต.บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี  นั้นมีเกจิอาจารย์เลื่องชื่อเจ้าตำรับตะกรุดคอหมานั่นคือ “หลวงปู่แย้ม ปิยวัณโณ” หรือสมณศักดิ์ที่ “พระครูปิยนนทคุณ” ซึ่งมีอาวุโสถึง ๙๔ ปีแล้ว โดยท่านเป็นที่พึ่งทางใจของชาวเมืองนนท์และใกล้เคียงมาช้านาน  ไม่ว่าจะการให้ศีลให้พร ประพรมน้ำมนต์ เจิมรถ หรือนิมนต์ไปงานบุญ งานปลุกเสกพระเครื่อง ท่านจะให้ความเมตตาอย่างเท่าเทียมกันเท่าที่สังขารจะเอื้ออำนวย 
   
อดีตของวัดตะเคียนนั้น แทบจะไม่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เนื่องจากสภาพแวดล้อมยังเต็มไปด้วยทุ่งนาป่ารกชัฏ วัดแทบจะร้างเพราะบางปีไม่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนแปลงเมื่อมีพระภิกษุที่ชื่อ “หลวงปู่แย้ม ปิยวัณโณ” มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสในปี พ.ศ. ๒๔๘๙  ซึ่งขณะนั้นมีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่เพียงองค์เดียวและได้มรณภาพลง ส่งผลให้หลวงปู่แย้มซึ่งเดินทางมาเป็นพระคู่สวดลูกชายของโยมลุง ได้รับการร้องขอให้ช่วยปกครองดูแลวัดสืบแทน ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นบุญของวัดตะเคียนโดยแท้
   
นับจากวันนั้นถึงวันนี้รวมเวลากว่า ๖๐ ปีที่หลวงปู่แย้มได้อยู่เป็นเสาหลักของวัดตะเคียน ท่ามกลางความรัก ความศรัทธา ความเชื่อมั่นของชาวนนทบุรี ชาวกรุงเทพฯ ปริมณฑล และผู้คนจากหลายถิ่นฐานที่เดินทางมากราบนมัสการฝากตัวเป็นลูกศิษย์นับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสามัญชนคนธรรมดา หรือมหาเศรษฐี ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน นักการเมือง ครูอาจารย์ ทหาร ตำรวจ ฯลฯ 
   
หลวงปู่แย้มมีดีอะไรที่ทำให้ผู้คนศรัทธา  คำตอบง่าย ๆ ท่านเป็นพระที่ดำรงตนแบบสมถะ  ไม่ยึดติดในลาภยศสรรเสริญ เข้าพบง่าย เคร่งครัดในการปฏิบัติธรรม และยึดมั่นในกฎระเบียบของสงฆ์ มุ่งเน้นจรรโลงพระพุทธศาสนา ปลูกฝังคุณค่าแห่งพระธรรมคำสอนเข้าสู่จิตใจของพุทธศาสนิกชน บวกกับการสร้างพระเครื่อง และวัตถุมงคลให้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจดั่งเช่นอดีตบูรพาจารย์ได้สืบสานต่อกันมา
   
หลวงปู่แย้มมีความเชี่ยวชาญในวิชาแพทย์แผนโบราณอย่างยิ่งยวด สามารถช่วยเหลือชาว   บ้านให้รอดพ้นความทุกข์ทรมานจนมีชื่อเสียงโด่งดัง ส่วนในด้านวิชาอาคมได้รับการถ่ายทอดพุทธาคมจากหลวงปู่สาย วัดหนองสองห้อง เกจิอาจารย์ดังแห่งสมุทรสาคร โดยวิชาที่ถือว่าเรียนมาอย่างเจนจบครบถ้วนก็คือ การทำตะกรุด จึงไม่แปลกที่เครื่องรางของขลังส่วนใหญ่ในยุคแรก ๆ จะเป็นตะกรุด ทั้งนี้ ตะกรุดที่ดัง-ขลัง-ดีของท่านก็คือ“ตะกรุดโทนคอหมา” จนเป็นสมญานามเรียกขานท่านว่า “เจ้าตำรับตะกรุดคอหมา” 
     
พื้นเพของท่านเป็นชาว ต.เจ็ดริ้ว อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เกิดเมื่อวันที่ ๑๐ พ.ค. ๒๔๕๙ เป็นบุตรของนายเพิ่ม และนางเจิม นามสกุล “ปราณี” ประกอบอาชีพทำนา ในวัยเยาว์เรียนหนังสือจบแค่ชั้นประถมฯ ๑ เท่านั้นก็ต้องออกมาช่วยครอบครัวทำนา กระทั่งอายุครบบวชจึงเข้าอุปสมบทที่วัด  หลักสองราษฎร์บำรุง อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทร สาคร มีพระครูสมุทรคณานุรักษ์ (หลวงพ่อป่อง) วัดกำแพง เจ้าคณะอำเภอบ้านแพ้ว เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการเหลือ เจ้าคณะตำบลหลักสอง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ชื่น วัดหลักสอง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ปิยวัณโณ”
   
ท่านได้อยู่จำพรรษาที่วัดหลักสองฯ โดยตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างมุ่งมั่น พร้อมกับศึกษาสรรพวิชาและวิทยาคมจากหลวงพ่อสาย วัดหนองสองห้อง ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ได้รับการถ่ายทอดวิทยาคมจากหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า และยังเป็นศิษย์เอกของหลวงปู่รุ่ง วัดท่ากระบือ อีกด้วย  โดยวิชาหลักที่ได้จากหลวงปู่สายคือ วิชาทำตะกรุด ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ท่านได้ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดตะเคียนและปกครองดูแลวัดตะเคียนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
   
เมื่อครั้งที่หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษี เจริญ เดินทางจากสุพรรณบุรีมาจำพรรษาที่วัดโบสถ์บนจนค้นพบ วิชา “ธรรมกาย” ที่วัดแห่งนี้ หลวงปู่แย้มได้มีโอกาสฝากตัวเป็นศิษย์และได้รับการถ่ายทอดวิชาการทำผงพุทธคุณ และการลบผงอิทธิเจ จนมีความเชี่ยวชาญ ในด้านงานพัฒนาหลวงปู่แย้มได้สละแรงกาย แรงใจและแรงทรัพย์ร่วมมือกับญาติโยมช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์จนวัดตะเคียนเด่นสง่าขึ้นเป็นลำดับ 
   
แม้ร่างกายจะเสื่อมทรุด แต่จิตใจของท่านยังเข้มแข็ง เพราะตั้งปณิธานไว้ว่าจะสร้างวัดจนกว่าชีวิตจะหาไม่ แต่ทว่าการบูรณะวัดเก่านั้นไม่ใช่ทำกันได้ง่าย ๆ สิ่งสำคัญคือ ปัจจัยที่นำมาใช้เป็นทุนดำเนินการ แม้จะมีผู้ใจบุญร่วมบริจาคสมทบทุน แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ท่านจึงจัดสร้างพระเครื่องขึ้นเพื่อมอบเป็นที่ระลึกและเป็นขวัญกำลังใจให้ผู้มาบูชา 
   
ด้วยบารมีของหลวงปู่แย้ม ส่งผลให้ปัจจุบันวัดตะเคียน กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในวันหยุดสัปดาห์ไปแล้ว เพราะทางวัดมีกิจกรรมบุญหลายอย่าง เช่น “ตลาดน้ำ” ที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน อาหารการกินที่อร่อยถูกปากในราคาย่อมเยา พร้อมด้วยกิจกรรมล่องเรือชม  ทิวทัศน์สองฝั่งคลองบางคูเวียง สัมผัสวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และชมวัดวาอารามเก่าแก่ นอกจากนี้ ยังมีพิธีกรรม “นอนโลง” สะเดาะเคราะห์ หนึ่งในกิจกรรมสำคัญของวัดที่จัดขึ้นเพื่อญาติโยมอย่างแท้จริง เพราะไม่ได้กำหนดราคาค่าทำพิธีแต่อย่างใด ที่สำคัญ จุดประสงค์ใหญ่ของการจัดพิธีนอนโลง เพื่อให้ทุกคนระลึกนึกถึงความตาย ซึ่งไม่มีใครหนีพ้น  เปรียบเสมือนการฝึกตายก่อนตายจริง
     
ทั้งนี้ ในการทำพิธีจะใช้เวลาแต่ละครั้งประมาณ ๕ นาที โดยพระสงฆ์ที่นิมนต์มาจำนวน ๔ รูป จะสวดบังสุกุลตายให้ผู้ที่นอนในโลงศพซึ่งหันหัวไปทิศตะวันตก และกลับหัวมาทิศตะวันออก พระจะสวดบังสุกุลเป็น พร้อมให้ศีล ให้พร ทั้งนี้ ทางวัดได้นำโลงศพใบเก่าไปทำพิธีฌาปนกิจตามประเพณี เพื่อให้สิ่งชั่วร้าย และสิ่งไม่ดีทั้งหลายทั้งปวงมอดไหม้ไปกับกองไฟ จากนั้นจะเปลี่ยนโลงศพใบใหม่มาใช้ทำพิธีให้ญาติโยมตลอดปี
   
อีกหนึ่งพิธีกรรมดีที่วัดตะเคียนก็คือ “ลอดโบสถ์สะเดาะเคราะห์” ซึ่งเป็นแผนงาน ที่ทางวัดเตรียมการไว้นานแล้ว จนเมื่อการบูรณะโบสถ์เสร็จสิ้น หลวงปู่แย้มท่านจึงให้ดำเนินการทันที เนื่องจากโบสถ์หลังนี้มีองค์ประกอบถูกต้องตามเคล็ดความเชื่อ  คือต้องเป็นโบสถ์เก่าแก่ที่ได้รับการบูรณะโดยยกพื้นให้สูงขึ้น เส้นทางการเดินลอดโบสถ์ต้องผ่านใต้ฐานพระประธานบนพระอุโบสถ และการลอดโบสถ์หนึ่งรอบจะต้องปิดทองลูกนิมิตลูกเอก ที่อยู่ใจกลางพระอุโบสถหนึ่งแผ่น โดยทำพิธีเปิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๕ ก.ค. ๕๒
     
ที่สำคัญ โบสถ์หลังนี้มีความพิเศษตรงที่บริเวณทางเข้าเป็นหัวเสือขนาดใหญ่ ส่วนทาง ออกนั้นเป็นรูปหัวมังกรขนาดใหญ่ ซึ่งเกิดจากแนวคิดของพระครูสมุห์สงบ กิตฺติญาโณ พระเลขาฯหลวงปู่แย้ม ที่จัดสร้างขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคล มองดูโดดเด่นสะดุดตา โดยก่อนการลอดเดินเข้าทางหัวเสือให้ตั้ง นะโม ๓ จบ พร้อมตั้งจิตอธิษฐาน และระหว่างเดินลอดโบสถ์ ๓ รอบนั้น มีคำอธิษฐาน ๙ อย่างซึ่งทางวัดจัดพิมพ์ไว้ให้ใช้อธิษฐาน เมื่อครบ ๓ รอบแล้วก็เดินออกทางหัวมังกร
     
หลวงปู่แย้มสร้างวัตถุมงคลไว้หลายรุ่น  แต่ที่ได้รับความนิยมมากคือ เครื่องรางตะกรุดโทนคอหมา เสือปืนแตก และเหรียญรุ่นแรก ปี ๒๕๑๓ ซึ่งคนเมืองนนท์เชื่อมั่นในพุทธคุณ เพราะมีประสบ การณ์ดีทางด้านมหาอุด และแคล้วคลาด โดยพระเครื่องของท่านจะมียันต์เป็นเอกลักษณ์คือ “ยันต์มหาเบา” โดยเฉพาะ “เสือปืนแตก” ท่านจัดสร้างรวมแล้ว ๔ รุ่น 
     
ต่อมาพระครูสมุห์สงบ กิตฺติญาโณ พระเลขาฯ จึงขออนุญาตหลวงปู่จัดสร้างเครื่องราง “เสือปืนแตก รุ่น ๕” ขึ้น โดยคงรูปลักษณ์เดิมของเสือทุกรุ่นแบบงานหล่อโบราณ ในรูปลักษณะเสือกำลังกระโจนหรือกระโดด มีขนาดความยาว ประมาณ ๕.๕ ซม. สูงประมาณ ๑.๖ ซม. และขนาดเล็ก (แจกฟรี) มีเนื้อทองเหลือง และเนื้อทองแดง
   
ในการประกอบพิธีปลุกเสกได้นิมนต์สุดยอดคณาจารย์ดังแห่งยุคมาร่วมอธิษฐานจิตคือ หลวงปู่แย้ม วัดสามง่าม จ.นครปฐม หลวงพ่อเพี้ยน วัดเกริ่นกฐิน จ.ลพบุรี, หลวงพ่อพูน วัดบ้าน แพน, หลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว จ.พระนครศรี อยุธยา โดยมีพระธรรมรัตนดิลก เจ้าคณะภาค ๔ วัดสุทัศน์ กรุงเทพฯ เป็นประธานจุดเทียนชัย  ปรากฏว่า เสือปืนแตกรุ่น ๕ มีลูกศิษย์และผู้เลื่อมใสศรัทธาหลั่งไหลไปเช่าบูชากันมากมาย หากใครต้องการก็ต้องว่ากันที่ราคาไม่ต่ำกว่าเท่าตัว  ท่านใดสนใจรายละเอียดต่าง ๆ โทรฯไปสอบถามได้ที่ ๐-๒๕๙๕-๑๘๕๑ และ ๐๘-๑๙๒๑-๐๙๔๖.




* 1.jpg (39.67 KB, 500x362 - ดู 6563 ครั้ง.)

* 2.jpg (62.4 KB, 500x362 - ดู 6629 ครั้ง.)

* 3.jpg (9.62 KB, 220x70 - ดู 5845 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #16 เมื่อ: มีนาคม 06, 2010, 01:20:29 AM »


กราบพระศักดิ์สิทธิ์ 'หลวงพ่อปู่' ใส่แว่น

วัดโกรกกราก ตั้งอยู่เลขที่ ๑๘๘ ถนนธรรมคุณากร ตำบลโกรกกราก อำเภอเมือง  จังหวัดสมุทรสาคร สังกัดมหานิกาย สร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๓๗๕ และได้รับพระราชทาน   วิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๓ ตรงกับรัชสมัยของรัชกาลที่ ๒ ปัจจุบันมีเนื้อที่ประมาณ ๑๘๙ ไร่ ๒๕ ตารางวา ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ใส่แว่นตา เนื้อศิลาแลง สมัยสุโขทัย ซึ่งประชาชนทั่วไปเรียกท่านว่า “หลวงพ่อปู่” เป็นที่เคารพบูชา
   
 ในสมัยพระอธิการโต อดีตเจ้าอาวาส ได้เกิดเพลิงไหม้เสนาสนะต่าง ๆ จนหมดสิ้น เหลือแต่อุโบสถเท่านั้น หลักฐานต่าง ๆ ของวัดจึงถูกเพลิงเผามอดไหม้ไปด้วย อุโบสถจึงเป็นหลักฐานทางด้านโบราณคดี ลักษณะเป็นอาคารไม้ทรงไทย หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องสี มีชายคาปีกนกคลุมโดยรอบทั้งสี่ด้าน รองรับโครงหลังคาด้วยเสาไม้กลม ช่อฟ้าใบระกาไม้ประดับกระจก หน้าบันเรียบฝาผนังไม้ด้านหน้า และหลังมีประตูทางเข้าด้านละ ๒ ประตู ด้านข้างมีหน้าต่างด้านละ ๕ บาน บานประตูหน้าต่างไม้ ภายในพระอุโบสถมีฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นประทับนั่ง แสดงปางมารวิชัย ด้านหลังพระประธานมีตู้ขนาดใหญ่ ด้านในประดิษฐานพระพุทธรูป ปัจจุบันด้านหน้าตู้มีทองปิดทับเต็มหมด ไม่สามารถมองเห็นภายในได้
   
ในจดหมายเหตุ การเสด็จประพาสต้น  ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ปรากฏชื่อวัดโกรกกรากอยู่ด้วย คือเมื่อวันที่ ๓๐ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๘ เรือพระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ จอดเทียบท่าวัดโกรกกราก เมื่อครั้งเสด็จประพาสต้นที่ล่องเรือมาจากบ้าน   แหลม จ.เพชรบุรี แวะซื้ออาหารที่บ้านท่าฉลอม และมาแวะทำอาหารที่ศาลาท่าน้ำ โดยท่านสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ขึ้นมาบนวัดเพื่อให้พระรดน้ำมนต์ เนื่องจากเมาเรือ
   
ทั้งนี้ วัดที่พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสต้นในปี พ.ศ. ๒๔๔๗ มีอยู่ด้วยกันหลายวัด ได้แก่ วัดปรมัยยิกาวาส และวัดเขมาภิรตารามราชวร  วิหาร จ.นนทบุรี (ซึ่งทั้งสองวัดนี้ได้เสด็จอีกครั้ง  ในปี พ.ศ. ๒๔๔๙), วัดหนองแขม กท., วัดโชติ ทายการาม วัดเพลง วัดสัตนาถ จ.ราชบุรี, วัดประดู่ วัดพวงมาลัย วัดดาวดึงส์ และวัดอัมพวัน     จ.สมุทรสงคราม, วัดโกรกกราก วัดบางปลา  และวัดตีนท่า จ.สมุทรสาคร, วัดพระประโทน จ.นครปฐม, วัดบางบัวทอง วัดบางสาม วัดแค วัดมหาธาตุ วัดป่าเลไลยก์ และวัดบางยี่หน จ.สุพรรณบุรี
   
สำหรับองค์หลวงพ่อปู่ในอุโบสถนั้น เคยประดิษฐานอยู่ที่วัดช่องสะเดา เป็นวัดร้างเก่าแก่  ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ซึ่งสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ปรักหักพังหมดแล้ว ดังนั้นชาวรามัญบ้านกำพร้า จึงได้อัญเชิญมาทางเรือสององค์ องค์หนึ่งเนื้อสำริด  อีกองค์หนึ่งเนื้อศิลาแลง  ล่องเรือมาตามแม่น้ำท่าจีน พอเรือใกล้ถึงหน้าวัดโกรกกราก ได้เกิดลมพายุฝนตกหนัก ล่องเรือต่อไปไม่ได้ จึงนำเรือมาจอดหลบลมฝนริมคลองข้างวัด พอจอดเรือเรียบร้อย ก็ช่วยกันยกพระศิลาแลงขึ้นมาบนฝั่งเพื่อไม่ให้ถูกน้ำฝนเซาะ เมื่อลมฝนสงบแล้ว จึงยกพระศิลาแลงลงเรือ เพื่อจะล่องต่อไป แต่ปรากฏว่ายกไม่ขึ้น ทำอย่างไรก็ยกไม่ขึ้น และหนึ่งในจำนวนชาวรามัญบ้านกำพร้าที่อยู่ในเหตุการณ์ ได้อธิษฐานว่าถ้าพระศิลาแลงจะอยู่วัดโกรกกราก ก็ขออัญเชิญพระศิลาแลงไปประดิษฐานยังอุโบสถ ปรากฏว่ายกขึ้น นับแต่นั้นมาทางวัดจึงมีพระศิลาแลงเป็นพระประธานในอุโบสถตั้งแต่บัดนั้นจวบจนถึงปัจจุบัน
   
ส่วนสาเหตุที่ต้องใส่แว่นดำนั้น เนื่องจากครั้งหนึ่งได้เกิดโรคตาแดงระบาดไปทั่วบ้านโกรกกราก การแพทย์ยังไม่เจริญ  รักษากันตามมีตามเกิดแต่ก็ไม่หาย ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาองค์พระศิลาแลงกันมานาน จึงได้พากันมาบนบานศาลกล่าว ถ้าตาหายเจ็บหายแดง จะนำแผ่นทองมาปิดที่ดวงตาขององค์พระศิลาแลง ผลปรากฏว่าตาหายแดงกันทั้งหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงได้นำแผ่นทองมาปิดที่ตาขององค์พระศิลาแลงเต็มไปหมด
   
ครั้นพระครูธรรมสาคร ญาณวฒโน  หรือ หลวงปู่กรับ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส มาพบเห็นเข้าจึงหาอุบายเพื่อที่จะไม่ให้ญาติโยมปิดทองที่ดวงตาองค์พระศิลาแลง จึงได้นำแว่นตามาใส่ให้กับองค์พระศิลาแลง หลังจากองค์พระศิลาแลงใส่แว่นตาแล้ว ชาวบ้านโกรกกรากและใกล้เคียง จึงได้นำแว่นตามาถวาย แทนการปิดทองที่ดวงตา จนถือปฏิบัติเป็นประเพณีตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และได้ขนานนามท่านว่า “หลวงพ่อปู่” เล่าสืบกันว่าในอดีต บ้านท่าฉลอมและบ้านท่าจีน เป็นเมืองทำมาค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าของชาวจีนโพ้นทะเล สมัยนั้นใช้เรือสำเภาใบสองเสาบรรทุกสินค้าเข้ามา พอเรือแล่นผ่านหน้าวัดโกรกกราก ก็จุดประทัดไหว้หลวงพ่อปู่ เพื่อขอพรให้สินค้าขายดี พอสินค้าหมดเดินทางกลับก็จุดประทัดไหว้หลวงพ่อปู่ ขอให้เดินทางกลับถิ่นฐานด้วยความปลอดภัยซึ่งชาวจีนถือปฏิบัติเช่นนี้ตลอดการติดต่อค้าขายทางเรือ         
   
ต่อมาเรือประมง เมื่อจะออกทะเลหาปลา ก็มักจุดประทัดไหว้หลวงพ่อปู่ตามแบบอย่างชาวจีนด้วย รวมถึงการค้าขายทางบก พ่อค้าแม่ค้าก็มักยึดถือตาม ๆ กันมา แม้แต่สาธุชนที่มาไหว้หลวงพ่อปู่ในปัจจุบันส่วนมากก็จุดประทัดถวายหลวงพ่อปู่ เป็นประจำทุก ๆ วันเช่นเดียวกัน ส่วนคนในพื้นที่ถ้าขับยวดยานพาหนะผ่านโบสถ์หลวงพ่อปู่ก็จะบีบแตรถวายสักการะองค์หลวงพ่อปู่  ทุกครั้ง ซึ่งโบสถ์หลวงพ่อปู่จะเปิดให้ผู้มาทำการสักการะกราบไหว้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๖.๐๐- ๑๙.๐๐ น. ส่วนในทุกวันพุธ และวันเสาร์จะมีการจัดตลาดนัดนานาชาติ เป็นประจำทุกสัปดาห์ โดยรายได้ทั้งหมดนำมาบูรณปฏิสังขรณ์วัด
   
ทุกวันนี้คนที่เป็นโรคเกี่ยวกับตาทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นตาแดง ตากุ้งยิง ริดสีดวงตา ตาเจ็บ ตาอักเสบ สายตาสั้น ฯลฯ นอกจากรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว ทั้งผู้ที่เป็นโรคและญาติ ๆ  มักจะมาบนขอให้หายจากโรคตาที่เป็นอยู่ โดยมีคติความเชื่อว่าจะหายจากโรคตาที่เป็นอยู่ และเมื่อหายแล้วก็จะนำแว่นตามาถวายหลวงพ่อปู่ เมื่อมีการสร้างรูปหล่อหลวงปู่กรับ คนก็จะมาบนกับหลวงปู่กรับไปพร้อม ๆ กัน แว่นตาที่คนนำมาบนนั้นมีทุกประเภท ทั้งนี้เมื่อนำแว่นใหม่มาใส่ให้ก็จะลาแว่นเก่าของหลวงพ่อปู่ และของหลวงปู่กรับ นำไปใส่เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยแต่ละวันมีคนนำแว่นมาถวาย ๕-๑๐ อัน ถ้าเป็นช่วงเทศกาลสำคัญ เพิ่มเป็นหลายสิบอัน
     
ด้วยความอัศจรรย์ใจและศรัทธาในพุทธาภินิหาร จึงพร้อมใจกันจัดงานนมัสการขึ้น ตรงกับวันกลางเดือนยี่  (ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๒) ของทุกปีตลอดมา ครั้งหนึ่งมีหมอไสยศาสตร์จอมขมังเวท มองเห็นภายในองค์หลวงพ่อปู่เป็นทองคำเกิดความโลภอยากได้ทอง ในคืนหนึ่งได้เข้าไปลักลอบเจาะช่องท้องหลวงพ่อปู่ แต่ปรากฏว่าไม่พบทอง แต่พบอะไรไม่ทราบ ถึงกับเสียสติบ้าคลั่ง และตายในเวลาต่อมา
   
 หลวงปู่กรับ ท่านลงไปทำวัตรเช้าในโบสถ์ได้พบเข้า จึงนำทองคลุกรักอุดรอยเจาะนั้นไว้ และทำพิธีบวงสรวงสักการะ ซึ่งตรง  กับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย (ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑) และในวันนี้ของทุกปีจึงเป็นที่มาของ “วันไหว้หลวงพ่อปู่” ในอดีตเรียกวันนี้ว่า “วันแซยิดหลวงพ่อปู่”
   
ลำดับเจ้าอาวาสปกครองวัดตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ๑.พระอธิการแดง ๒.พระอธิการสิน ๓.พระอธิการเปรม ๔.พระอธิการโต จันทสโร ๕.พระครูธรรมสาคร (กรับ ญาณวัฑฒโน) เกจิอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมของวัด ผู้สร้างเหรียญหลวงพ่อปู่ รุ่นแรก ปี ๒๕๐๒ และพระสมเด็จ  วัดโกรกกราก ๖.พระครูสวาครกิตติคุณ (กมล คุณธัมโม) ๗.พระครูสังฆกิจจานุรักษ์ ๘.พระ   อธิการเหล็ง เขมจิตโต และพระครูวิสุทธิ์สิทธิคุณ     (พระมหาสัมฤทธิ์ วิสุทฺธสีโล) เจ้าคณะตำบลโกรกกราก ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโกรกกรากรูปปัจจุบัน
   
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ทางวัดได้จัดซื้อที่ดิน ขยายอาณาเขตของวัดออกไปอีก ๑๐ ไร่ เป็นเงิน ๒๐ ล้านบาท และถมดินไปประมาณ ๕ล้านบาท ซึ่งรายได้จากการซื้อที่ ทางวัดได้นำเงินมาจากการจำหน่ายวัตถุมงคล สมเด็จหลวงพ่อปู่ รุ่นสัมฤทธิ์ผล ๑ ซึ่งจัดสร้างเป็นรุ่นแรกของเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน และในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ทางเจ้าอาวาสได้ออกวัตถุมงคล สมเด็จหลวงพ่อปู่ และหลวงปู่กรับ รุ่นสัมฤทธิ์ผล ๒ ทรง กลม ขนาด ๕ เซนติเมตร และ ๓.๒ เซนติเมตร เนื้อทองคำ เนื้อเงิน เนื้อทองแดง เนื้อผง โดยนำรายได้จากการให้บูชาพระรุ่นนี้ และ การจัดงานประจำปีไปสมทบทุนก่อสร้างฌาปนสถานแห่งใหม่แทนของเดิมที่ชำรุดทรุดโทรม มาก โดยใช้งบประมาณ ๑๒ ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ได้ก่อสร้างไปประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ พร้อมทั้งปรับปรุงพื้นลานวัดให้ดีขึ้นเพื่อประโยชน์แก่พุทธศาสนิกชนที่มาจัดงานพิธีในวัด
   
ในเทศกาลตรุษจีนที่จะถึงนี้ พุทธศาสนิกชน ท่านใดหากต้องการกราบไหว้พระศักดิ์สิทธิ์สักองค์ ก็อยากแนะนำให้ไปเยือนวัดโกรกกรากสักครั้ง  เพราะเป็นอารามที่มีทั้งพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ และพระเกจิอาจารย์ทรงวิทยาคุณ เรียกว่าไปครั้งเดียวได้กราบไหว้พระพุทธรูป และพระสงฆ์เป็น สิริมงคลแก่ชีวิตตนเองและครอบครัว หากได้กราบไหว้บนบานแล้ว ไม่แน่ว่าสิ่งที่ปรารถนา  อาจจะเป็นจริงด้วยบารมีของหลวงพ่อปู่ และหลวงปู่กรับ อดีตเจ้าอาวาส สอบถามเส้นทางได้ที่  โทร. ๐-๓๔๔๒-๑๕๐๐ และ ๐๘-๑๖๕๘-๓๐๘๐


* p1.jpg (59.93 KB, 500x375 - ดู 6087 ครั้ง.)

* p2.jpg (43.11 KB, 500x384 - ดู 6524 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #17 เมื่อ: มีนาคม 06, 2010, 01:22:25 AM »


สืบสานตำนานพระเครื่องดังวัดห้วยเงาะ

วัดห้วยเงาะ หรือวัดหลวงพ่อศรีแก้ว เป็นวัดโบราณ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๒๐๐ สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทย ได้รับ       วิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๙ มีชื่อเป็นทางการว่า “วัดอรัญวาสิการาม” ตั้งอยู่หมู่ ๔ ตำบลทุ่งพลา อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ปัจจุบันมีพระปลัดอุดม อริโย เป็นเจ้าอาวาส
   
อย่างไรก็ดี หากกล่าวถึงวัดห้วยเงาะในยุคปัจจุบัน พุทธศาสนิกชนย่อมต้องนึกถึงนามของ “พระครูอนุศาสน์กิจจาทร” หรือ “พ่อท่านเขียว กิตติคุโณ” หนึ่งในพระเกจิอาจารย์ดัง ที่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้พุทธศาสนิกชนชาวใต้ได้กราบไหว้พึ่งพาบารมี ที่สำคัญ ท่านเป็นสหธรรมิกกับ “พระอาจารย์ทิม วัดช้างให้” ได้ร่วมสังฆกรรม สนทนาธรรมร่วมพิธีกรรมต่าง ๆกันเสมอ โดยเฉพาะเมื่อคราวที่พระอาจารย์ทิม สร้างพระหลวงปู่ทวดเนื้อว่านปี ๒๔๙๗ เพื่อแจกแก่ผู้ที่ร่วมสร้างอุโบสถวัดช้างไห้ พ่อท่านเขียว เป็นผู้หนึ่งที่คลุกเนื้อผสมว่าน และร่วมอยู่ในพิธีกรรมเจริญพุทธมนต์ ในระหว่างที่พระอาจารย์ทิมอัญเชิญดวงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่ทวดเพื่อปลุกเสกพระเครื่องเนื้อว่านในครั้งนั้น และร่วมพิธีกรรมปลุกเสกอีกหลายวาระ ๒๔๙๗  และร่วมพิธีกรรมปลุกเสกอีกหลายวาระ
   
พ่อท่านเขียว กิตติคุโณ ปัจจุบันท่านมีอายุ ๘๐ ปี พรรษา ๖๐ พื้นเพเป็นชาวจังหวัดยะลา เกิดเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ ณ ตำบลหน้าถ้ำ อ.เมือง จ.ยะลา เป็นบุตรคนที่ ๓ ในจำนวนพี่น้อง ๗ คนของนายทอง เพ็ชร ภักดี และ นางกิ๊ม นวลศรี ซึ่งประกอบอาชีพทำนาทำไร่  ช่วงชีวิตในวัยเด็กของ พ่อท่านเขียว ท่านก็เหมือนเด็กชาวบ้านในต่างจังหวัดทั่วไป หลังจากเรียนจบ ป.๔  บิดาได้ถึงแก่กรรม ท่านจึงต้องออกมาทำงานช่วยครอบครัว เพื่อเลี้ยงแม่และน้อง ๆ ซึ่งในเวลานั้นท่านก็สู้อดทนรับจ้างทำงานทุกอย่าง
   
 จนกระทั่งอายุได้ ๒๐ ปี จึงตัดสินใจบวชตามประเพณีนิยม ณ วัดนางโอ (ปัจจุบันคือวัดบุพนิมิตร) อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๒  โดยมี พระครูมนูญ   สมณการ วัดพลานุภาพ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการแดง ธมฺมโชโต วัดนาประดู่ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการทอง จนฺทโชโต    วัดภมรคติวัน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ พระอธิการดำ ติสสโร เจ้าอาวาส วัดนางโอในขณะนั้น เป็นประธานสงฆ์ พระสงฆ์หัตถบาส เป็นพระอาจารย์ ผู้ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ ให้พ่อท่านเขียวมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นฆราวาส
   
หลังจากครองผ้าเหลือง พ่อท่านเขียวได้จำพรรษาอยู่วัดนางโอ ศึกษาพระปริยัติธรรมและนักธรรม รวมทั้งในด้านการสวดมนต์พิธี รวมถึงการสวดภาณยักษ์ แบบฉบับของภาคใต้ กระทั่งพรรษา ๒ ท่านได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดสุนทรบัญชาราม อ.รามัญ จ.ยะลา ครั้นถึงพรรษาที่ ๓ ท่านได้กลับมาจำพรรษาที่วัดนางโออีกครั้ง ได้ศึกษาวิชาอาคมต่าง ๆ กับ “ตาเลี่ยม” ฆราวาสที่เชี่ยวชาญ ด้านวิปัสสนา รวมทั้งศึกษาสรรพวิชาต่าง ๆ จากผู้เรืองพระเวทย์วิทยาคมอีกหลายท่าน นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาในทางธรรม ท่านปฏิบัติเคร่งครัด ศึกษาด้านปริยัติธรรมบาลีไวยากรณ์และนักธรรม รวมถึงการสวดมนต์ สาธยายธรรม จนกระทั่งสามารถสวดปาฏิโมกข์ได้ตั้งแต่ในพรรษาที่ ๕ และสอบได้นักธรรมโท ต่อมาก็ได้รับตำแหน่ง รักษาการเจ้าอาวาส วัดนางโอ จนกระทั่งได้เป็นเจ้าอาวาสในลำดับต่อมา ซึ่งในช่วงนี้เองที่ท่านได้รู้จักและสนิทสนมกับพระอาจารย์ทิม วัดช้างให้
     
ประมาณ ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ท่านได้ตรวจสอบธรณีสงฆ์รอบวัดนางโอ พบการรุกล้ำที่วัดของชาวบ้านละแวกวัด ทำให้ชาวบ้านเหล่านั้นไม่พอใจ เกิดกระทบกระทั่งกันหลายวาระ ในที่สุด ท่านจึงตัดสินใจออกไปจำพรรษาที่วัดภมรคติวัน ปรากฏว่าก็มีปัญหาเดียวกันกับวัดนางโออีก   จึงย้ายวัดไปจำพรรษาที่วัดนาประดู่อีกครั้งและ   ในระหว่างนี้ เจ้าอาวาส วัดห้วยเงาะ ในเวลานั้นได้มานิมนต์ให้ท่านไปอยู่ด้วย เนื่องด้วยพรรษาท่านมากจะได้ดูแลและไม่ต้องพบกับภาระเหนื่อยหนักอีก
   
พ่อท่านเขียว หรือที่ชาวบ้าน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ขนานนามว่า เทพ เจ้าฝ่ายบู๊แห่งเมืองลังกาสุกะ ท่านเป็นพระสมถะ ไม่สะสมทรัพย์ ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไร ฉันก็ฉันง่าย ๆ บางทีก็แบ่งข้าวที่ท่านกำลังฉันให้สุนัขที่ท่านเลี้ยงกินด้วยกันท่าน มีเมตตากับทุก ๆ คน เดือดร้อนอะไรมาท่านก็ช่วยไม่เว้นแม้สุนัขที่ถูกทอดทิ้งท่าน  ก็รับมาเลี้ยงอย่างดี ท่านชอบสอนทุก ๆ คนที่ไปหาท่านให้ทำดี ละเว้นชั่ว ตั้งมั่นในความซื่อสัตย์กตัญญู อดออมทรัพย์สิน  ใช้จ่ายอย่างประหยัด   
   
สำหรับที่มาของฉายา “เทพเจ้าฝ่ายบู๊” นั้น เพราะท่านได้ทำนายเหตุการณ์ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ไว้ก่อนล่วงหน้า พร้อมกับสร้าง ตะกรุดพิศมรหลวงปู่ทวด แจกพี่น้อง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อนมีเหตุการณ์ และตั้งแต่มีเหตุการณ์ยังไม่มีผู้ใดแขวน เครื่องรางของขลังของพ่อท่านเขียวแล้วสังเวยชีวิต ให้กับเหตุการณ์ความไม่สงบเลย จึงเป็นที่มาของ “เทพเจ้าฝ่ายบู๊แห่งเมืองลังกาสุกะ”
   
แม้เหตุการณ์ความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้จะยังไม่น่าไว้วางใจ แต่ท่านตั้งปฏิปทามั่นในการอยู่ในพื้นที่อันตราย จ.ปัตตานีไม่คิดย้ายที่อยู่ไปแห่งใหม่ที่ปลอดภัยกว่า เพราะต้องการอยู่เป็นขวัญกำลังใจของทหารหาญ และพลเรือนในพื้นที่ รวมทั้งสั่งสอนธรรมะของพระพุทธองค์สืบไป
   
พ่อท่านเขียวท่านเป็นพระสงฆ์ที่มัธยัสถ์อดออมและรักสันโดษ ชอบการอ่านหมั่นศึกษาหาความรู้ในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎ หมายบ้านเมือง การเกษตรกรรม โหราศาสตร์ สมุนไพรกลางบ้าน รวมถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์  ในอันที่จะนำไปสงเคราะห์ผู้อื่นได้ ท่านมีเมตตาสูงกับเหล่าศิษย์ และผู้ที่ไปขอให้ท่านเสกเป่าบรรเทาทุกข์ แก้ไขสิ่งที่ขัดข้องในชีวิต โดยให้ความเมตตาเสมอเหมือนกันหมดโดยไม่แบ่งแยกไม่เคยเรียกร้องสิ่งใด ที่สำคัญ ท่านไม่จับ หรือรับเงินที่ถวาย
     
ผู้ที่ไปกราบ พ่อท่านเขียว มักจะได้รับวัตถุมงคล จากมือพ่อท่านเขียว ส่วนใหญ่จะเป็น ปลัดขิก ผ้ายันต์รับทรัพย์ ตะกรุดนิมิตพิสมร และหลวงพ่อทวดรุ่นต่าง ๆ รวมถึงข้าราชการ ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ปกครอง จะได้รับพร้อมกับคำสอนให้รักแผ่นดิน จากมือพ่อท่านเขียวนั่นคือ “วัตถุมงคล” ด้วยเหตุผลที่ต้องการให้ผู้รับได้มีกำลังใจ และเป็นเครื่องสร้างขวัญที่จะร่วมกันสู้ต่อเพื่อรอวันคืนอันเป็นปกติปรากฏขึ้นอีกครั้ง จึงมีคำกล่าวขานกันอย่างเซ็งแซ่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ว่า “ใครก็ตามได้รับเมตตาจากมือท่าน หากพูดถึงเรื่องบู๊แมลงวันไม่ได้กินเลือด หากพูดถึงเสน่ห์ก็หายห่วงค้าขายทำมาหากินคล่อง”
     
ในส่วนของพระเครื่องนั้น ส่วนใหญ่จะไม่มีการเช่าหาแต่อย่างใด ๆ จะมีก็แต่พระเครื่องและวัตถุมงคลที่ทางวัดสร้าง หรือลูกศิษย์สร้างขึ้นให้เช่าบูชา ซึ่งพระเครื่องและวัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมของพ่อท่านเขียวก็คือ ผ้ายันต์รับทรัพย์ ยันต์รับทรัพย์ และ ยันต์เพิ่มทรัพย์, ขุนช้างเจ้าทรัพย์, พระราหู, ปลัดขิก, หน้ากากพรานบุญ
   
ล่าสุด ทางคณะศิษย์ได้จัดสร้างวัตถุมงคล หลวงพ่อทวด พ่อท่านเขียว รุ่น “กิตติ  คุโณ ๘๒” เพื่อนำรายได้บูรณะวิหารและเสนาสนะต่าง ๆ ซึ่งเป็นวัตถุมงคลรุ่นแรกที่พ่อท่านลงนามให้จัดสร้าง และอนุญาตให้ใช้นามฉายา “กิตติคุโณ” ของเป็นชื่อวัตถุมงคลในรุ่นนี้ และทางวัดอนุญาตให้จัดสร้างตามขั้นตอนสมบูรณ์ทุกประการ รูปแบบที่สร้างประกอบด้วย เหรียญกลมหลวงพ่อทวด-พ่อท่านเขียว, เหรียญเสมาธรรมจักรหน้าหลวงพ่อทวด-หลังพ่อท่านเขียว, รูปหล่อลอยองค์ปั๊มหลวงพ่อทวด, กริ่งบัวรอบก้นลายเซ็นรุ่นแรกหลวงพ่อทวด ทั้งนี้ กำหนดพิธีพุทธาภิเษกวาระที่ ๑ ในวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๓ และวาระที่ ๒ ในวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ณ อุโบสถ วัดห้วยเงาะ ศิษยานุศิษย์และผู้ที่สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ โทร. ๐๘-๑๔๗๘-๘๘๖๓, ๐๘-๙๗๗๓-๔๑๒๑, ๐๘-๖๔๘๘-๕๒๘๑.



* 1.jpg (72.58 KB, 500x422 - ดู 6482 ครั้ง.)

* 2.jpg (59.98 KB, 500x413 - ดู 6212 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #18 เมื่อ: มีนาคม 07, 2010, 05:50:26 PM »


--@-- หันมาชม พระแท้พระสวย ที่นำเป็น องค์ครู ประเดิมด้วย พระพุทธรูปเชียงแสนสิงห์สาม ขนาดหน้าตัก ๑๔ นิ้ว ที่สร้างขึ้นในสมัย เมืองเชียงแสนรุ่งเรือง ด้วย โลหะสัมฤทธิ์ เมื่อประมาณ ๗๐๐-๘๐๐ ปี แต่องค์นี้ยัง สวยสมบูรณ์มาก เนื่องจากเจ้าของ โกเก้า ภูเก็ต นิมนต์บูชาใน ห้องพระ ประการเดียวสภาพจึงยังสวยเดิม ๆเพราะไร้การจับต้องนั่นเอง

--@-- องค์ที่สอง พระกริ่งน้ำท่วม ที่ สมเด็จพระสังฆราช (แพ วัดสุทัศน์) สร้างด้วย เนื้อทองผสม เมื่อปี ๒๔๘๕ ซึ่งเป็นปีที่ น้ำท่วมกรุงเทพฯ บรรดาเซียนจึงตั้งชื่อตามปีที่ น้ำท่วม อดีตราคาแพงมากแต่วันนี้ เหรียญหลวงพ่อคูณ กลับแพงกว่าเนื่องจากเซียนรุ่นใหม่ มองเมิน ราคาก็เลยยังคงที่แถมเป็น พระกริ่งหายาก ยิ่งสภาพสวยอย่างองค์นี้ของ อู๊ด สุพรรณ นาน ๆ จะเจอสักองค์

--@-- ชมพระกริ่งแล้วต้องให้ชม พระชัยวัฒน์ ที่ สมเด็จพระสังฆราช (แพ วัดสุทัศน์) สร้างไว้เช่นกันคือ พระชัยวัฒน์ปี ๘๓ องค์นี้เป็น เนื้อสัมฤทธิ์กลับดำ และสร้างเพียง ๑๐๘ องค์ ปัจจุบันหายากมากเนื่องจาก เซียนใหญ่ นิมนต์เป็นสมบัติเข้าชุด พระจิ๋วแต่แจ๋ว โดยเฉพาะที่สภาพสวยอย่างองค์นี้เซียนใหญ่ยิ่งชอบมากเลยของ อู๊ด สุพรรณ

--@-- และองค์นี้เพิ่งเปลี่ยนเป็น สมบัติผลัดกันชม เมื่อไม่กี่วันนี้เอง พระกริ่งสุจิตโต หรือ พระกริ่งบัวรอบ ที่ สมเด็จพระสังฆราชกรมหลวงวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศฯ สร้างขึ้นเมื่อปี ๒๔๘๗ ประมาณ ๓๐๐ องค์ จึงเป็นอีกพระกริ่งหายาก อู๊ด สุพรรณ เลยนิมนต์จาก เทพ กำแพง มาครอบครองตามประสาผู้นิยม วัตถุมงคล ที่หายากนั่นเอง

--@-- ส่วนองค์นี้ก็เป็นอีก พระปิดตายอดนิยม จากเมืองชลบุรีที่สร้างโดย พระอุปัชฌาย์ภู่วัดนอก ด้วย เนื้อผงคลุกรัก และเรียกว่า พิมพ์เศียรตัด ค่านิยมเป็นรองก็เฉพาะ หลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์ ราคาก็เลยแรงชนิดหายใจรดต้นคอ พระปิดตาหลวงพ่อแก้ว กันเลยองค์นี้   แม้จะผ่าน การใช้ มาบ้างแต่ก็  ยังดูดีของ นุ เพชรรัตน์

--@-- นาน ๆ จะมี ของแท้ ออกมาเคลื่อนไหว พระสมเด็จแช่น้ำ มนต์พิมพ์โพธิ์หก ที่ หลวงปู่โต๊ะวัดประดู่ฉิมพลี สร้างขึ้นในยุคต้นที่ สภาพสวยมาก และไม่ผ่านการใช้ด้วยเหตุนี้พระเอก ต้อ อัครนันท์ จึงนิมนต์เป็นสมบัติเนื่องจากเป็นอีกหนึ่ง ศิษย์หลวงปู่โต๊ะ เช่นกัน

--@-- พระใหม่วันนี้องค์แรก พระกริ่งขุนช้าง รุ่น ฐิตสัจโจให้รวย ที่ก่อนละสังขาร หลวงพ่อสิงห์วัดไผ่เหลือง บางใหญ่ นนทบุรี สร้างไว้ด้วยการนำ ชนวนพระกริ่งขุนช้างรุ่นแรก มาเป็นเนื้อชนวนจึงดีเด่นด้าน โภคทรัพย์และโชคลาภ ส่วน เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อสิงห์ ขณะนี้ยังพอมีให้บูชาสนใจสอบถามที่ วัดไผ่เหลือง เพียงแห่งเดียวเพราะเหลือน้อยเต็มที

--@-- นาน ๆ จะมี ของแท้ ผ่านมาให้เห็นจึงต้องให้ชมกัน พระผงรูปเหมือนหลวงปู่ทิมพิมพ์เศียรเล็ก ที่ หลวงปู่ทิมวัดระหารไร่ จ.ระยอง สร้างด้วย เนื้อผงพลายกุมาร แล้ว ทาบลอนด์ทอง ปัจจุบันสภาพสวยเดิม ๆ อย่างองค์นี้ หายากมาก ของพระเอก ต้อ อัครนันท์

--@-- พระใหม่น่าสนใจ เหรียญหลวงปู่แผ้ว ปวโร รุ่น เราสู้ ที่ วัดประชาราษฎร์บำรุง (รางหมัน) อ.กำแพงแสน จ.นคร ปฐม สร้างขึ้นแล้วมอบให้ ชมรมศิษย์เก่าพระปฐมวิทยาลัย หารายได้ใช้ในกิจกรรมการกุศลของ ชมรมฯ ด้านหลังเป็น ยันต์เพชรกลับ ซึ่งเป็นยันต์ประจำตัวของ หลวงปู่แผ้ว เข้มขลังด้าน ร้ายกลายเป็นดี




* 1.jpg (132.36 KB, 500x408 - ดู 7070 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #19 เมื่อ: มีนาคม 07, 2010, 05:52:29 PM »

 ตกใจ


* 22.jpg (51.05 KB, 400x291 - ดู 6764 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #20 เมื่อ: มีนาคม 07, 2010, 05:53:05 PM »

 ตกใจ


* 3.jpg (145.2 KB, 500x363 - ดู 6883 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #21 เมื่อ: มีนาคม 07, 2010, 05:53:30 PM »

 ตกใจ


* 4.jpg (160.65 KB, 300x429 - ดู 5980 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #22 เมื่อ: มีนาคม 14, 2010, 07:39:00 PM »


--@-- พระแท้พระสวย ที่นำเป็น องค์ครู ช่วงบ้านเมืองจะ ยับเยิน ยังไม่มีใคร ฟันธงได้ จึงนำ พระพุทธรูป ที่สร้างจาก แก้วเจียระไน ในสมัย รัชกาลที่ ๕ เพราะมีจารึกที่ด้านหลังองค์พระว่า “ข้าพระพุทธเจ้า หลวงพะเด็ดศึกสงคราม ฤทธิรณจักร ขอมอบถวายพระพุทธปฏิมากรแก้วจาระไน เพื่อความเป็นสิริมงคลจงบังเกิดกับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิเชษฐวรเบนทร์เทอญ”

--@-- จากนั้นยังมี วันที่บ่งบอก (ผู้เขียนอ่านไม่ออก) ซึ่งตรงกับ ร.ศ.๑๑๖ จึงน่าจะสร้างขึ้นในยุคนั้นหรือไม่ก็ต้อง สร้างมาก่อน เพราะมีการ ลงยาราชาวดี ได้สวยงามมากซึ่ง ศานิต สุวัณณะศรี ไปนิมนต์มาจาก ผู้เคารพนับถือ ที่คุ้นเคยกัน

--@-- เช่นกันพระพุทธรูปองค์นี้ ศานิต สุวัณณะศรี ก็นิมนต์จากเจ้าของเดียวกันกับองค์ แก้วเจียระไน แต่เป็น พระพุทธรูปปางสมาธิเนื้อสัมฤทธิ์ ที่สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ พร้อมลงรักปิดทองขนาด หน้าตัก ๙ นิ้ว และด้านหลังองค์พระจารึกไว้ว่า “พระพุทธปฏิมากรองค์นี้ สร้างถวายท่านพระอาจารย์วัดอู่ทองมะขามเฒ่า ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่” จึงนำมาให้ชมกันเพราะ ตามจารึก ที่ระบุบ่งบอกชัดเจนเป็นพระพุทธรูปที่มี คุณค่าตัวจริง ทั้งสององค์

--@-- ต้องให้ชมอีกองค์พระปิดตา หายาก คือ พระปิดตากรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์เนื้อผงคลุกรัก ที่ หลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า เป็นผู้ปลุกเสกองค์นี้ สภาพเดิม ๆ และไม่ผ่านการใช้จึง สวยมาก ของ ศานิต สุวัณณะศรี เช่นกัน

--@-- ส่วนองค์นี้ ยอดพระกรุเนื้อดิน จากเมือง กำแพงเพชร ที่เรียกว่า พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีกระหนก ไม่อุดไม่หักไม่ซ่อมเพราะ สภาพดี ที่ขอ  บอกให้ ทุกผู้อ่าน ได้รู้ใครมีของแท้ครอบครอง ไม่จนแน่ เพราะเวลานี้ราคา สุดแพง อย่างองค์นี้กว่า จุก อุตรดิตถ์ จะได้มาเป็นสมบัติก็ต้องใช้เงิน หลายล้าน เลยละกัน

--@-- พูดถึงพระสมเด็จวัดระฆังฯ ต้องให้ชม เหรียญหล่อวัดระฆังฯหลัง ค้อน เพราะเป็นอีกของดีราคาเยาวชนที่สร้างโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์เจริญ อดีตเจ้าอาวาสวัดระฆังฯองค์ต่อจาก พระพุทธบาทปิลันท์ ด้วยเนื้อทองผสมองค์นี้สภาพเดิม ๆ ของ สุชาย เอื้อนพสวัสดิ์ นักสะสมรุ่นเก่าจึงเหมาะที่จะนำเป็น องค์ครู เพราะนาทีนี้ ของปลอม มีเต็มเมือง

--@-- มีให้ชมอีกองค์พระแชมป์ หลวงปู่ทวดหลังเตารีดพิมพ์ใหญ่เอ ที่ เสด็จองค์ชายใหญ่ ทรงสร้างไว้เมื่อปี ๒๕๐๕ ด้วย เนื้อทองผสม ปัจจุบันราคามาแรงมากโดยเฉพาะพิมพ์ใหญ่เออย่างองค์นี้เพราะเป็นพิมพ์นิยมจะเป็นรองก็เฉพาะ เนื้อว่านรุ่นแรก ของ ต้น ท่าพระจันทร์

--@-- นาน ๆ จะพบเห็นสักองค์ พระเนื้อดินพิมพ์สมาธิหลวงพ่อรุ่งวัดดอนยายหอม และที่ด้านข้างมีเครื่อง อัฐบริขาร และ พัดยศ เป็นพิมพ์ที่สร้างไว้น้อยมากโดย หลวงพ่อรุ่ง อดีตยอดเกจิอาจารย์รุ่นพี่ของ หลวงพ่อเงิน องค์นี้ไม่ผ่านการใช้สภาพจึง สวยเดิม ๆ ที่เจ้าของ มนต์ วัดดอน ย้ำว่าเป็นพิมพ์ หายากตัวจริง

--@-- มาแรงเช่นกัน ท้าวเวสสุวัณ ที่ท่าน เจ้าคุณศรี (สนธิ์) วัดสุทัศน์ สร้างด้วยเนื้อ ทองผสม ส่วนใหญ่จะพบเห็นองค์เล็กซึ่งผิดกับองค์นี้ที่ ใหญ่กว่าทั่วไปเล็กน้อย พร้อมกะไหล่ทองอีกต่างหากเจ้าของ ศานิต สุวัณณะศรี เลยหวงมากเพราะพบเห็นยากนั่นแล

--@-- พระใหม่วันนี้องค์แรก หลวงปู่ทวดพิมพ์ปั๊มซ้ำหลังรางปืน รุ่น กันภัย ๕๓ ลังกาสุระ ที่ พระอาจารย์แดงวัดไร่ จัดสร้างพร้อมอธิษฐานจิต ปลุกเสกเดี่ยว เพื่อหารายได้สร้าง พระอุโบสถวัดไร่ จ.ปัตตานี สนใจสอบถามที่ ๐๘-๙๗๗๒-๗๑๔๕

--@-- ส่วนตะกรุดรุ่นนี้มาแรงแซงทุกสำนัก ตะกรุดพญาเสือ มหาเมตตา มหาบารมี หลวงพ่อตึ๋ง รุ่น ๑  แห่ง วัดหลวงพ่อปากแดง จ.นครนายก เพราะผู้นำติดตัวมีประสบการณ์ทั่วหน้าทั้ง เมตตา ค้าขายดี บันดาลโชค ขณะนี้เหลืออีกเพียงเล็กน้อยเพราะสร้าง จำนวนไม่มาก สอบถามที่ วัดหลวงพ่อปากแดง ได้เลย.


* 1.jpg (149.27 KB, 600x293 - ดู 6240 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #23 เมื่อ: มีนาคม 14, 2010, 07:43:40 PM »

 ยิ้ม


* 2.jpg (164.8 KB, 500x349 - ดู 7149 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #24 เมื่อ: มีนาคม 14, 2010, 07:44:08 PM »

 ยิ้ม


* 3.jpg (120.42 KB, 500x368 - ดู 5999 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #25 เมื่อ: มีนาคม 15, 2010, 12:30:31 PM »


เกจิชื่อดังร่วมอธิษฐานปลุกเสก
   
เมื่อ “วันมาฆบูชา” ที่ผ่านมา อาจารย์โหรพุทธพร แข็งแรง เจ้าพิธีโหรา ศาสตร์ชั้นสูง รางวัลเทพทองพระราชทาน ประธานผู้ก่อตั้งศูนย์ส่งเสริมศิลปินศิลปะและวัฒนธรรม  และประธานที่ปรึกษาเปรียญธรรมสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้สร้างกุศลด้วยการเป็นเจ้าภาพจัดงาน “วันมาฆบูชา” สุดยิ่งใหญ่ระหว่างวันที่ ๒๖-๒๗-๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ณ วัดแจ้งศิริสัมพันธ์ จังหวัดนนทบุรี โดยได้อัญเชิญ   พระบรมสารีริกธาตุ จาก ๙ ประเทศ มาประดิษฐานชั่วคราว ณ วัดแจ้งศิริสัมพันธ์
   
ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้กราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิตในวันสำคัญทางศาสนา รวมทั้งมีการถวายภัตตาหารเช้าและเพล แจกข้าวทิพย์มธุปายาส น้ำปานะ และ ยังนิมนต์พระสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป มา       เจริญจิตภาวนาถวายพระพรชัยมงคล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ตลอด ๓ วัน
   
นอกจากนี้ภายในงานยังได้นำ พระพุทธชินราช รุ่น “พ่อ” ที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้างขึ้นเมื่อปี ๒๕๕๐ และ พระสมเด็จอภิมหาเศรษฐีนวโกฏิ (พระเก้าหน้า) ที่เข้าพิธีปลุกเสกมาแล้วหลายครั้งมาเข้าร่วมพิธีดังกล่าวด้วย
   
สำหรับพระพุทธชินราช รุ่น “พ่อ” นี้เป็นพระเครื่องแบบรูปหล่อลอยองค์ ใต้ฐานมียันต์ “อกเลา” พร้อมทั้งโค้ดและหมายเลขกำกับไว้ทุกองค์ ประกอบพิธีเททองหล่อ     ณ บริเวณหน้าพระวิหารพระพุทธชินราช จ.พิษณุโลก โดยมี ดร.ศิวาวิทย์ สำเร็จผล จัดสร้าง พล.อ.นิพนธ์ สีตบุตร เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และพระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณพระธรรมกิตติเวที เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมทั้งพระเกจิ ๑๐๘ รูป ประกอบพิธีมหาพุทธาภิเษก และมอบเนื้อมวลสารศักดิ์สิทธิ์ผสมในการหล่อองค์พระพุทธชินราช รุ่น “พ่อ”
   
ที่สำคัญ ๒ เกจิชื่อดัง หลวงพ่อคูณแห่ง วัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา และหลวงปู่ทิม แห่งวัด พระขาว จ.พระนครศรีอยุธยา ก็ร่วมในพิธีครั้งนี้ด้วย
   
พระพุทธชินราช รุ่น “พ่อ” และพระสมเด็จอภิมหาเศรษฐีนวโกฏิ (พระเก้าหน้า) ได้นำมาทำพิธีปลุกเสกอีกครั้งเพื่อความเข้มขลังในวันที่ ๒๖-๒๘ กุมภาพันธ์ ณ วัดแจ้งศิริสัมพันธ์ โดยมีพระเกจิชื่อดัง อาทิ หลวงปู่เก๋ วัดปากน้ำ หลวงปู่แย้ม วัดอรัญ ญิกการาม (วัดสามง่าม) จ.นครปฐม หลวง พ่อรวย หลวงพ่อดี หลวงพ่อเพิ่ม หลวงพ่อพูน หลวงพ่อจำ เนียร และพระสงฆ์อีก ๑,๒๕๐ รูป นั่งอธิษ ฐานจิตปลุกเสกตลอด ๓ วัน ซึ่งถือได้ว่าเป็น ประวัติศาสตร์ในการจัดสร้างรูปหล่อลอยองค์พระพุทธชินราช รุ่น “พ่อ” ที่มีพิธีดี และมีเกจิอาจารย์ชื่อดังทั่วประเทศมาร่วมปลุกเสกมากที่สุด
   
สำหรับพระสมเด็จอภิมหาเศรษฐีนวโกฏิ (พระเก้าหน้า) มีนามเรียกขานกันหลายชื่อ เช่น พระเก้าหน้า, พระสมเด็จเก้าหน้า, สมเด็จเศรษฐีเก้าหน้า, พระเศรษฐีนวโกฏิ ฯลฯ เป็นพระ ๑ ใน ๓ พระปฏิมากรสำคัญซึ่งสถาปนาในอาณาจักรล้านนาฝ่ายอรัญวาสี (พระป่า) ผู้ทรงธรรมในวิปัสสนาแต่โบราณ โดยสร้างขึ้นเป็นรูปนิมิต สัญลักษณ์แห่งโชคลาภ เป็นรูปจำลองพระปฏิมากรปางสมาธิหรือปางพนมมือ มีเก้าหน้า ประทับนั่งสมาธิ
   
ในตำนานกล่าวว่าสมัยพุทธกาล มีมหาเศรษฐีใจบุญ ๙ คน เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงถวายตัวเป็นพุทธอุปัฏฐาก คอยช่วยเหลือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อมามหาเศรษฐีทั้งเก้า ก็ได้บรรลุธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอน จึงได้เป็นโสดาบัน ซึ่งถือว่าตำนานนี้แฝงไว้ด้วยปรัชญาธรรม ที่ว่าคนมีเงินควรสละทรัพย์เพื่อการทำความดี จึงจะได้ไปจุติยังชาติภพที่เหมาะสม และเป็นตัวอย่างในการแบ่งปันน้ำใจของคนในสังคม
   
“เก้าหน้า หรือ ก้าวหน้า” มีคำอธิบายในความหมายเป็นคำพ้องเสียง ที่มีความหมายเป็นมงคล ทั้งสองคำ ไม่ว่าจะเป็นเก้าหน้ามีผู้ดูแลคุ้มครองถึง ๙ ทิศ และเลข ๙ เป็นความเชื่อของคนไทยมานานแล้วว่าเป็นเลขมงคล ส่วนก้าวหน้ามีความหมายว่าเจริญไปข้างหน้า รุ่งเรือง ร่ำรวย
   
ทั้งนี้ ผู้ที่ศึกษาประวัติความเป็นมาของ “พระสมเด็จอภิมหาเศรษฐีนวโกฏิ” จนเข้าขั้นรู้ลึกรู้จริงคนหนึ่งก็คือ อาจารย์โหรพุทธพร แข็งแรง โดยได้สืบสานการสร้างพระเศรษฐีนวโกฏิ ให้ประชาชนคนไทยทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งผู้ที่เคารพนับถือได้บูชา สืบเนื่องมานานกว่า ๓๐ ปี   
   
ส่วนวัตถุประสงค์ของการจัดสร้างเพื่อนำรายได้ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิม พระชนมพรรษา เพื่อทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ที่ปฏิบัติหน้าที่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และนำรายได้ถวายวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหา วิหาร จ.พิษณุโลก เพื่อใช้ในการก่อสร้างวิทยาลัยสงฆ์พุทธชินราช และนำรายได้ถวายวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เพื่อใช้ในการปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ



* 1.jpg (37.8 KB, 400x218 - ดู 5555 ครั้ง.)

* 2.jpg (22.2 KB, 400x197 - ดู 5420 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #26 เมื่อ: มีนาคม 20, 2010, 01:04:41 AM »


หายเจ็บ หายจน เป็นจอมคน ยอดเศรษฐี

พระครูศีลทิวากร หรือ หลวงปู่ผล  อินฺทงกุโร แห่งวัดอินทาราม อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา มีนามเดิมว่า ผล ชมบุหงา เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๔ ณ ต.วัดตะกู อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นบุตร คุณพ่อโต๊ะ ชมบุหงา และคุณแม่บัว ชมบุหงา มีพี่น้องร่วมบิดา-มารดา ๕ คน
   
ท่านบรรพชาในวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ในสมัยที่ พระญาณไตรโลกาจารย์ (ฉาย) วัดพนัญเชิง เป็นเจ้าคณะจังหวัดฯ โดยมีพระเขม  เทพาจารย์ วัดหัวเวียง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูเมตตาธิคุณ (เกลี้ยง ติสโชโต) วัดตะกู เป็นพระอนุสาวนาจารย์ พระอธิการคง สุวรรณโชโต วัด อินทาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์
   
หลวงปู่ผล ได้เรียนวิชากับหลวงพ่อเกลี้ยง วัดตะกู อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยาซึ่งท่านมี ชื่อเสียงในด้านการอัญเชิญญาณฤาษี ทั้ง ๑๐๘ องค์ เทพ พรหม และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านมีชื่อเสียงขนาดได้รับนิมนต์ให้ไปปลุกเสกและตรวจสอบ ญาณทิพย์ในคราวงานไหว้ครูศิลปิน และจัดสร้างเหรียญไหว้ครูหรือเหรียญพ่อแก่ซึ่งเป็นเหรียญรูปพระฤาษีที่มีราคาเช่าหาแพงที่สุดในวงการ ของวัดพระพิเรนทร์ ย่านวรจักร กรุงเทพฯ ซึ่งจัดขึ้นโดยกลุ่มเพื่อนศิลปิน ใน ปี พ.ศ. ๒๕๑๓
   
หลวงปู่ผล เล่าถึงหลวงพ่อเกลี้ยง วัดตะกู องค์อาจารย์ของท่านว่า หลวงพ่อเกลี้ยงให้ความเอ็นดูท่านมาก สอนสรรพวิชาให้หมด และเวลาศิษย์หลวงพ่อเกลี้ยงจัดพิธีไหว้ครู ครอบครูที่ไหน หลวงพ่อเกลี้ยง จะต้องให้หลวงปู่ผลไปด้วยทุกครั้ง เพื่อจับมงคลคล้องคอให้กับศิษย์ หลวงปู่ผลเล่าติดตลกว่า ในงานไหว้ครูแต่ละครั้ง ศิษย์หลวงพ่อเกลี้ยง มีมากเหลือเกิน ต้องจับมงคลมากเป็นหลายร้อยเส้นเลยทีเดียว ไปงานไหว้ครูกับหลวงพ่อเกลี้ยงครั้งหนึ่ง ๆ เมื่อกลับมาถึงวัด ก็ปวดมือไปหลายวันเลยพานจะเบื่อไม่อยากไปกับหลวงพ่อเกลี้ยงอีกเลย
   
หลวงปู่ผลได้จัดสร้างวัตถุมงคลหลายแบบ ที่โด่งดังอย่างมากก็เช่น พระเศรษฐีนวโกฏิ ฐานปูปลา (บูชาแก้ดวงชง ปีขาล ดีมาก) พระมหาเศรษฐีนวโกฎินี้ ชาวบ้านเรียกว่า พระเก้าหน้า มีติดตัวบูชาแล้ว จะเจริญก้าวหน้า สมดังชื่อ เป็นเอกด้านโภคทรัพย์ ความอุดมสมบูรณ์ ทำมาหากินขึ้น ร่ำรวย เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี เสมอกับมหาเศรษฐีทั้ง ๙ ท่าน ผู้อุปถัมภ์พระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาล
   
หลวงปู่ผล ได้สร้างพระมหาเศรษฐีนวโกฎิ ฐานปูปลา ทั้งขนาดบูชา และขนาดห้อยคอ ขึ้นเพื่อหวังอานิสงส์ดลบันดาลให้ผู้บูชาบังเกิด  ความอุดมสมบูรณ์ ในทรัพย์สินเงินทอง, ให้ทำกิจการใด ๆ ประสบความสำเร็จดังใจหวังทุกประการ, ให้โภคทรัพย์น้อยใหญ่ จากทั่วทุกสารทิศ จงหลั่งไหลมาสู่ผู้บูชา, ให้บ้านเรือน ร้านค้า ห้างร้าน บริษัท ร่มเย็น เป็นสุข และเจริญก้าวหน้า มีลูกค้าแวะเวียนมาซื้อหาอยู่ประจำเงินทองเข้ามามิได้ขาด
   
ปีเสือ ๒๕๕๓ นี้ สุดยอดโหรดัง ต่างแนะนำ พระเศรษฐีนวโกฏิ บูชาแก้ดวงชง สำหรับคนเกิดปีขาล, วอก, กุน, มะเส็ง, มะเมีย คนเกิดวันอาทิตย์, พุธ, ศุกร์, เสาร์ คนดวงชง ทำอะไรติดขัด กิจการไม่ก้าวหน้า ค้าขายกำไรยาก ชักหน้าไม่ถึงหลัง มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน ทะเลาะเบาะแว้งกันตลอด ให้บูชาพระเศรษฐีนวโกฏิ ขนาดบูชา และแบบห้อยคอกันแล้วท่านจะโชคดี
   
เหรียญเสมา ยันต์นารายณ์แปลงรูป ด้าน หน้าเป็นรูปหลวงปู่ผล ด้านหลังลงยันต์ “นารายณ์แปลงรูป” ซึ่งมีพุทธคุณ “แปลง” และ “ปรับ” สิ่งที่ไม่ดี ดวงไม่ดี ชะตาชีวิตที่ทรงกับทรุด ฐานชีวิตที่ตก ฐานธุรกิจที่ต่ำให้สูงขึ้นได้ แปลงรูปร่างที่ไม่ สวยไม่งามให้กลับดูดี มีเสน่ห์ ในสายตาของผู้พบเห็นได้ แปลงอุปสรรค ปัญหาต่าง ๆ ให้กลายเป็นแรงผลักดัน แรงสนับสนุนชีวิตเราให้ก้าวหน้าได้ พระยันต์นารายณ์แปลงรูปจึงเป็นยันต์สำคัญที่สุดบท หนึ่งในสายพุทธาคมทุกสาย ขลัง และศักดิ์สิทธิ์ แปลงชีวิตให้เจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป
   
ตะกรุดปล้องไผ่ ทะลุตอ หลวงปู่ผล เรียนมาจากหลวงพ่อเกลี้ยง วัดตะกู ท่านสร้างโดยใช้ตะกั่วลงถม มาลงพระยันต์แสนวิเศษ อัดสอดไว้ในไม้ไผ่กลวงตลอดลำ จารยันต์ประ ทับไว้ที่ผิวไผ่ พร้อมตอกโค้ด เรียกว่า ตะกรุดปล้องไผ่ มีพุทธคุณ เยี่ยมยอดในทางอยู่ยงคงกระพัน กันเขี้ยวงา กันอาวุธ หยุดภัยพิบัติ ทั้งปวง เป็นมหาอำนาจ มหาราชศักดิ์ จะเข้าสู่ที่รณรงค์สงครามจะต่อสู้ชิงชัย ย่อมชนะเหนือกว่า   ผู้อื่น เขาทำอันตรายเรามิได้เลย เดินทางปลอดภัย ปราบภูตผี ปิศาจร้าย กันและแก้ผู้ต้องธรณีสาร (คือทำอะไรไม่ขึ้น ไม่เจริญ ทำอะไรมีแต่คนคอย  ขัดขวาง ขัดแข้ง ขัดขา มีศัตรูทั้งที่รู้ เห็น และไม่รู้ ไม่เห็น อยู่รอบตัว) เป็นมหาปราบ คือปราบปรามสิ่งเลวร้าย ดวงไม่ดี ดวงชง ดวงชวด เคราะห์หาม ยามร้าย พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก ราหูเสวยอายุ เสียเงินเสียทอง เจ็บไข้ ได้ป่วย อันเนื่องมาจากคุณคน คุณไสย ด้วยโบราณถือว่าไผ่ เป็นของกายสิทธิ์ เป็นพืชแทงดิน เป็นของเกิดเองโดยธรรมชาติ ใบคล้ายใบหอก เป็นดุจอาวุธคุ้มตัวเอง แผ่ขยายอาณาเขตได้อย่างรวดเร็วเหนือพืชอื่น จึงนิยมเอาปล้องไผ่มาทำเป็นตะกรุดคุ้มครองตัวกัน                         
   
ตะกรุดมหาบุรุษ ๘ จำพวก ตะกรุดบุรุษ ๘ จำพวกนี้ เป็นของเก่า ที่หลวงปู่เสกบรรจุพุทธคุณทุกวัน เช้าค่ำ พบเหลือตกค้างอยู่ในแท่นบูชาพระของท่านจำนวนไม่มาก จึงได้นำออกให้บูชา ตะกรุดนี้เป็นของวิเศษ ได้บรรจุหัวใจของ ๘ มหาบุรุษ
   
ลูกแก้วสารพัดนึก ตำราแก้วสารพัดนึก ของหลวงปู่ผล อ้างเอาบารมีของพระรัตนตรัยว่า คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ มีคุณดุจแก้วพระจักรพรรดิ เรียกว่าแก้วสารพัด มีพุทธคุณเป็นแก้วสารพัดนึก คืออธิษฐานสิ่งใด ได้สมดังความปรารถนา เป็นแก้ววิเศษพระจักรพรรดิบันดาลทรัพย์สมบัติ โภคทรัพย์เพิ่มพูล ประกอบกิจการใดสำเร็จสมดังใจหวัง การงานเจริญก้าวหน้า ค้าขายร่ำรวย เหมาะยิ่งนักสำหรับแก้ไขเศรษฐกิจตกต่ำ
   
เหรียญหล่อพิมพ์พระพุทธหยดน้ำ (ก้นแมลงสาบ) เนื้อนวโลหะ หลวงปู่ผลสร้างเหรียญหล่อพิมพ์ก้นแมลงสาบ ตามแบบหลวงพ่อขัน วัดนกกระจาบ พระเกจิอาจารย์ดังยุคสงครามโลก แห่งทุ่งบางบาล สร้างจากก้านชนวนนวโลหะของพระกริ่งเศรษฐีนวโกฏิล้วน ๆ โดยหลวงปู่ผลปลุกเสกก้านชนวนอย่างเต็มที่แล้ว จึงได้นำมาหล่อสร้างเป็นเหรียญหล่อพิมพ์พระพุทธก้นแมลงสาบ เนื้อนวโลหะชั้นครู สวยงามเข้ม
   
พระสิวลีเนื้อผงยาจินดามณี พระพุทธเจ้าทรงยกย่องพระสิวลี ว่า เป็นเลิศกว่าพระสาวกทั้งปวงในด้านมหาลาภ มหาสักการะ ด้านความเจริญรุ่งเรืองในโภคทรัพย์ทั้งปวง ความอุดมสมบูรณ์  พูนสุข ส่วน “ยาจินดามณี” เป็นโอสถทิพย์ มีหลักฐานการปรุงยามาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เชื่อว่า กินแล้วแก้โรคเวร โรคกรรม โรคร้ายที่หมอรักษาไม่หาย หรือโรคร้ายที่ไม่ทราบสาเหตุได้ เพียงแค่พกพาจะเจริญด้วยลาภ สักการะ มีสติปัญญาดี มีพละกำลังมาก มีร่างกายแข็งแรง จะมั่งคั่งร่ำรวยด้วยทรัพย์สินเงินตรา ทำมาค้าขายขึ้นดี มีลาภสักการะเป็นอันมาก และจะช่วยเสริมดวงชะตาผู้บูชาให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ ไม่มีตกต่ำ ไม่มียากจน
   
หลวงปู่ผล สร้างพระสิวลีมหาลาภด้วย  เนื้อผงยาจินดามณี โดยหวังพุทธคุณด้านมหาโภคทรัพย์ของพระสิวลี ผสานกับพุทธคุณในผงยาจินดามณี เพื่อให้เป็นสุดยอดพระ ที่ดีเด่นอย่าง   ที่สุดในเรื่องมหาโชค มหาลาภ มหาโภคทรัพย์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ดังคำพรของหลวงปู่ผล ที่เอ่ยหลังจากปลุกเสกพระสิวลีเนื้อผงยาจินดามณีนี้ว่า “หายเจ็บ หายจน เป็นจอมคน เป็นยอดเศรษฐี”
   
รูปเหมือนปั๊ม รุ่นสร้างกุฏิ ด้านหน้า  เป็นรูปหลวงปู่ผลครึ่งองค์ ด้านหลังประทับยันต์นารายณ์พลิกแผ่นดิน หลวงปู่ปลุกเสกนานนับปีเสกเช้า เสกเย็นจนพลังเต็มเปี่ยม จึงมีพุทธคุณสูง ใช้ได้สารพัดตามแต่จะนึกอธิษฐาน
   
พุทธศาสนิกชนท่านใดสนใจวัตถุมงคลเชิญแวะมาได้ทุกวัน ที่วัดอินทาราม ต.ทางช้าง อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา เส้นทางจากกรุงเทพฯ นั่งรถสายบ้านแพน มาลงรถที่ตลาดบ้านแพน ต่อรถสองแถวมาวัดอินทารามโดยสะดวก.




* 1.jpg (36.41 KB, 500x362 - ดู 5655 ครั้ง.)

* 2.jpg (26.5 KB, 500x362 - ดู 5643 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #27 เมื่อ: มีนาคม 21, 2010, 01:23:42 AM »


--@-- หันมาชม พระแท้พระสวย ที่นำเป็น องค์ครู ที่วันนี้มีข่าวมาบอกทั้งที่บ้านเมือง ส่อเค้าวุ่น จากม็อบเสื้อแดง ลุยกรุง แต่เซียนพระเจ้าของฉายา คนโตตัวเล็ก ที่ชื่อ เสี่ยเทพ กำแพง กลับหอบ เงินล้าน ไปลุย รังพระ อีกหนคราวนี้เป็นรังพระของ นักสะสมรุ่นเก่า (ขอสงวนนาม) ที่สะสมเฉพาะ พระกริ่งสายวัดสุทัศน์ กว่า ๒๐ องค์ ที่แต่ละองค์ล้วนสภาพ แชมป์เรียกพี่

--@-- ที่ไม่ทำให้ เสี่ยเทพ กำแพง ผิดหวังเลยนิมนต์ พระกริ่ง ที่ถึงวันนี้ สุดหายาก แต่ก็ต้องลงทุน หลายล้าน เนื่องจากเจ้าของยินยอมเปลี่ยนเป็น สมบัติผลัดกันชม จากเหตุเศรษฐกิจ ยับเยิน แต่คนทำการค้าก็ต้อง หมุนเงิน เพื่อพยุงธุรกิจจึงต้องนำ ของรักของหวง ที่สะสมมานาน กว่า ๓๐ ปี ให้ผู้อื่นไป เชยชมแทน

--@-- นี่ละคือผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ ไปไม่ถึงไหน เพราะสังคมไทย ไร้ความสามัคคี ทุกประการเลยเข้าทาง เสี่ยเทพ กำแพง ที่ใช้ยุทธวิธี เหมายกรัง ตามความถนัดจึงได้ พระกริ่งหายาก เป็นสมบัติอีกหลายสิบองค์ ตะวันบูรพา จึงนำเสนอให้เห็นกันเพราะมีให้ดูเฉพาะที่นี่เท่านั้นเอง

--@-- องค์แรก พระกริ่งธรรมโกษาจารย์ เพราะ สมเด็จพระสังฆราชแพวัดสุทัศน์ สร้างเมื่อครั้งยังสมณศักดิ์ที่ พระธรรมโกษาจารย์ ด้วย เนื้อนวโลหะ ในปี ๒๔๕๑ ซึ่งตรงกับ วันเพ็ญเดือน ๑๒ แต่สร้างไว้น้อยเพราะเป็นการสร้าง  พระกริ่งใน ยุคแรก ๆ ปัจจุบันจึง พบเห็นยาก องค์นี้ ช่างเชย เป็นผู้แต่งจึง งามจับตาดี

--@-- ถัดมา พระกริ่งพรหมมุนี ทั้งสององค์ที่ สมเด็จพระสังฆราชแพวัดสุทัศน์ เทหล่อด้วย เนื้อสำริด ที่มีทั้งเนื้อ แดง และ ดำ แถมเป็นการหล่อแบบ กริ่งในตัว เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๘ ขณะทรงครองสมณ ศักดิ์ที่ พระพรหมมุนี ที่นำ พระกริ่งใหญ่ มาเป็นแบบโดย พระปลัดจิ๋ว เป็นผู้แต่ง ความงามจึงอลังการดี ส่วนความหายากไม่แพ้องค์บน

--@-- ส่วนองค์นี้ พระกริ่งพรหมมุนี ที่วงการเรียกว่า พระกริ่งเขมรน้อยพิมพ์เล็ก เพราะ สมเด็จพระสังฆราชแพ สร้างเมื่อ ปี ๒๔๕๖ โดยนำพระกริ่งเขมรเป็นแบบและสร้างแบบนับองค์ได้ด้วย เนื้อนวโลหะ และเทหล่อแบบ กริ่งในตัว แต่งโดย พระปลัดจิ๋ว ที่เมื่อ ๒๐ ปีก่อน เซียนพระกริ่ง นิยมมากเลย

--@-- และองค์นี้สำคัญมากเพราะเป็น พระกริ่งหน้าไทย ที่ สมเด็จพระสังฆราชแพ สร้างในปี ๒๔๘๒ ด้วยการนำ เนื้อเมฆสิทธิ์ จาก หลวงปู่ทับวัดอนงคาราม เจ้าตำรับ เนื้อเมฆสิทธิ์ มาเทหล่อแบบ กริ่งในตัว ไม่กี่องค์ก็เลยเป็น พระกริ่ง ยอดหายาก เสี่ยเทพ ก็เลยนิมนต์เป็นสมบัติแถม หวงกว่าคนที่บ้าน เลยละกัน

--@-- อีกองค์ที่ต้องให้ชม พระกริ่งวัดช้าง ที่ สมเด็จพระสังฆราชแพ ไปเทหล่อด้วย เนื้อโลหะผสม ที่ วัดช้าง จ.นครนายก เมื่อปี ๒๔๘๒ ตามคำทูลขอของศิษย์ผู้ใกล้ชิด พระอาจารย์นิรันดร์ แดงวิจิตร หรือ อาจารย์หนู ยอดนักแต่งพระกริ่งชั้นครูเพื่อหารายได้ให้ วัดช้าง เนื่องจากเป็น วัดบ้านเกิด แถมสร้างเพียง ๔๐๐ องค์ แบ่งเป็นสองเนื้อ แดงและดำ พร้อมเจาะใต้ฐานบรรจุ ผงพุทธคุณ พร้อม เม็ดกริ่ง ซึ่งองค์นี้เป็น เนื้อดำ แต่งโดย อาจารย์หนู ส่งประกวดก็ต้อง คว้าแชมป์ชัวร์

--@-- นี่คือพระกริ่งบางส่วนที่ เสี่ยเทพ เหมายกรังมาล่าสุดส่วนที่เหลือจะทยอยให้ชมในโอกาสต่อไปเพราะ พระกริ่ง สาย วัดสุทัศน์ ที่เป็น ของแท้ ไม่ค่อยมีให้พบเห็นเนื่องจาก เซียนรุ่นเก่า ไล่เก็บกันหมดเพราะนอกจาก พิธีสร้าง ตาม ตำราโบราณแล้ว พิธีเทหล่อยังกำหนดขึ้นใน วันเพ็ญเดือน ๑๒

--@-- ความเข้มขลังจึง ครบถ้วน ตามแบบของ พระกริ่งชั้นดี ที่ปัจจุบันการสร้าง พระกริ่ง ไม่ค่อยยึดถือเรื่อง พิธีโบราณ เพราะอาศัย ความสะดวก เข้าว่าความนิยมจึง ถดถอย อีกทั้ง ของแท้ ไม่มีหมุนเวียน นักสะสมรุ่นใหม่ ก็เลยไม่รู้จัก พระกริ่งชั้นดี จึงแทบเป็น พระในตำนาน อีกตระกูล

--@-- ชมพระกริ่งชั้นดีจากวัดสุทัศน์แล้ว ๖ องค์ ต้องให้ชม พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ อีกองค์เพราะ สภาพสวยมาก แบบ แชมป์เรียกพี่ และเป็นองค์ที่ผ่านการรับรองจากเซียนใหญ่ ประจำ อู่อรุณ ว่าเป็น พระแท้ชัวร์ อีกทั้งอยู่ในความครอบครองของ พ.ต.อ.ไตรศูล เนียมทรัพย์ จึงเหมาะนำเป็น องค์ครู เพราะไม่ผ่านการใช้เลย

--@-- พระใหม่วันนี้เป็นวัตถุมงคล สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่มีทั้ง พระกริ่งพุทธนำชัย และ พระชัยวัฒน์ยอดหมวก ของ วัดถ้ำวัฒนมงคล จ.ระยอง ที่จะมีพิธีพุทธาภิเษก ณ ถ้ำวัฒนมงคล ถ้ำที่ พระเจ้าตากสินมหาราช ใช้เป็นที่ชุมนุมและรวบรวมไพร่พลสำหรับ บัญชาการรบ เพื่อกอบกู้อิสรภาพจาก พม่า ในวันอาทิตย์ที่ ๒๘ มี.ค.นี้ ๑๒.๓๐ น. สนใจร่วมพิธีสอบถามที่ น.อ.คมพันธ์ อุปลานนท์ ๐๘-๙๐๓๕-๓๕๘๙

--@-- และที่นี่ โรงเรียนวัดประดู่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม จัดทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อการศึกษา และจัดหา สื่อเทคโนโลยีวัสดุครุภัณฑ์ และ เครื่องเล่น ของนักเรียนปฐมวัยจึงสร้าง ล็อกเกตพระครูพิศาลจริยาภิรม (พระมหาสุรศักดิ์ อติสกฺโข) เจ้าคณะตำบลวัดประดู่พระอารามหลวงมีทั้ง พิมพ์จัมโบ้ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก ตอกโค้ดและหมายเลขกำกับทุกองค์สำหรับสมนาคุณผู้ร่วมบุญทอดผ้าป่า สอบถามที่ ๐๘-๔๑๑๐-๔๓๔๓ และ ๐๘-๖๙๗๓-๔๐๐๖.



* 1.jpg (103.15 KB, 400x302 - ดู 5432 ครั้ง.)

* 2.jpg (81.51 KB, 400x278 - ดู 5625 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #28 เมื่อ: มีนาคม 21, 2010, 01:24:24 AM »

 ยิ้ม


* 3.jpg (71.48 KB, 500x184 - ดู 5276 ครั้ง.)

* 4.jpg (77.25 KB, 500x198 - ดู 5269 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #29 เมื่อ: มีนาคม 21, 2010, 01:25:00 AM »

 ยิ้ม


* 5.jpg (72 KB, 500x185 - ดู 5219 ครั้ง.)

* 6.jpg (85.11 KB, 500x189 - ดู 5222 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 15
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: