หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 ... 15
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สายตรงคนนิยมพระ ,เปิดกรุพระเครื่อง  (อ่าน 239214 ครั้ง)
มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #60 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2010, 01:55:53 PM »

หลวงพ่อแก่นจันทน์


* 3.jpg (96.32 KB, 500x278 - ดู 11268 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #61 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2010, 04:37:36 PM »


--@-- และหลังประกาศ ยุติการชุมนุม ของแกนนำ คนเสื้อแดง กรุงเทพฯแดนศิวิไลซ์ของ แผ่นดินไทย ก็กลายเป็น ทะเลเพลิง จากการวางเพลิงของ ม็อบเสื้อแดง ที่วางแผน ก่อการร้าย อย่างเป็นระบบพร้อมออก ปล้นสะดม  ทั่วกรุงกระทั่ง ศูนย์พระเครื่อง บนชั้น ๓ ห้าง พันธุ์ทิพย์งามวงศ์วาน ก็เป็นเป้าหมายให้ คนเสื้อแดง เข้าปล้นและเผาทำลาย

--@-- เพราะมูลค่า พระเครื่อง-พระบูชา ที่อยู่บนห้างพันธุ์ทิพย์ฯไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ ล้านบาท จึงเป็นที่หมายปองของ ม็อบเสื้อแดง หวังหยิบฉวย ติดไม้ติดมือ ก่อนสลายตัว ดีแต่ ผู้บริหารศูนย์ฯ ไหวทันสั่งปิดตัวเอง เลยรอดตัว โอ้หนอ คนเสื้อแดง ไฉนจึง โหดอำมหิต ผิดมนุษย์นัก หากได้ ปกครองประเทศ คนไทยจะเป็นสุข ได้อย่างไรกัน

--@-- บรรทัดนี้ “ตะวันบูรพา” และชาว พระเครื่องทั่วไทย ขอส่งกำลังใจถึงท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พร้อมรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ และผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา สิ่งที่ท่านกระทำ ชอบด้วยกฎหมาย ทุกกรณีฉะนั้น ก้าวต่อไป จงร่วมกัน เก็บกวาดขยะเสื้อแดง ที่บัดนี้คือ ผู้ก่อการร้ายขนานแท้ อย่าให้ ลอยนวล เพราะหากปล่อยไว้เป็น อันตราย ต่อแผ่นดินโดยแท้เลย


--@-- หันมาชม “พระแท้พระสวย” ที่นำเป็น “องค์ครู” ในช่วงบ้านเมืองตกอยู่ในช่วง “พฤษภาวิปโยค” นักสะสมพระรุ่นเก่า หลายราย จึงต้องระบาย ของดี ที่เก็บไว้นานเปลี่ยนเป็น สมบัติผลัดกันชม เพราะหากเก็บไว้อีกเศรษฐกิจก็ ไม่อำนวย เลยต้องหมุนเงินเพื่อพยุงธุรกิจให้อยู่รอด เป็นยอดดี

--@-- โดย ๔ องค์แรก ที่ทำให้ รักษ์ ศรีเกตุ ผู้ได้ชื่อเป็น “เซียนพันธุ์แท้ตัวจริง” ก้าวสู่ตำแหน่ง “นักซื้อมือทอง” ในช่วงเศรษฐกิจตกคลองเพราะ ม็อบเสื้อแดง อาละวาดคือ “พระสมเด็จจิตรลดา” หรือ “พระกำลังแผ่นดินเนื้อผง” องค์ต่อมา “ยอดพระหล่อโบราณ” จากเมืองพิจิตร “พระรูปหล่อหลวงพ่อเงินวัดบางคลานพิมพ์ ขี้ตา”

--@-- อีกสององค์เป็น “เหรียญจอบเล็กหลวงพ่อเงินวัดบางคลาน” และ “พระปิดตาแร่บางไผ่” ที่ถือเป็น “องค์ครู” ของตระกูลแร่บางไผ่เพราะมีภาพปรากฏใน หนังสือพระเครื่อง หลายเล่มด้วยกันเนื่องจากสภาพ สวยดูง่าย ซึ่งทั้ง ๔ องค์ เป็นยอดของดีที่นักซื้อมือทอง รักษ์ ศรีเกตุ นิมนต์ออกมาจากรังเดียวกันช่วงก่อนหน้า เสื้อแดงเผายับเยิน ไม่กี่วันเอง

--@-- ส่วนองค์นี้ต้องให้ชม “พระปิดตาหลวงปู่ไข่เนื้อผงคลุกรัก” ซึ่งองค์นี้ถือเป็น “พิมพ์พิเศษ” เพราะปีกกว้างพร้อม จาร อัขระยันต์ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ประการสำคัญเป็นองค์สภาพสวยชนิด “แชมป์เรียกพี่” เลยเป็นองค์สุดหวงของ วศิน ถาวรธวัช เจ้าของร้านอาหาร  จัสมินไทม์สแควร์

--@-- และเหรียญนี้ก็จัดเป็น เหรียญหายาก ในบรรดาเหรียญราคาแพงของตระกูล “หลวงพ่อเดิมวัดหนองโพ” เพราะเป็น “เหรียญฉลุเนื้อเงินลงยา” ที่ด้านหลังมี จารอักขระยันต์ ส่วนสภาพก็ยังเดิม ๆ ที่มีเพียงความเก่าบดบังความงามเท่านั้น และไม่ผ่านการใช้เลยของ อรรถวัติ สิริสิทธิธงไชย

--@-- เหรียญนี้ก็ต้องให้ชมเพราะเป็น “เหรียญหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดเนื้อทองแดง”    ที่สภาพสวยระดับแชมป์ ส่วนด้านหลังเป็น “พระครูวิสัยโสภน” หรือ   “อาจารย์ทิม วัดช้างให้” ซึ่งเป็นผู้สร้างขึ้น รุ่นแรก จึงเป็นอีกเหรียญสุดหวงของ “เซียนเต่าเขย่าดวง”

--@-- พระใหม่วันนี้ขอแนะ “พระกริ่งนเรศวรเสาร์ห้ามหาราช” ที่สร้างเป็นที่ระลึกครบ ๓๕ รอบนักษัตร (๔๒๐ ปี) แห่ง การครองราชย์ และ “เหรียญสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” หลังประทับซ้อน “หลวงปู่ทวดวัดช้างให้” และ “ทรงพระแสงทวน หลังไก่ชนพระองค์ดำ” เพื่อหารายได้ปรับปรุง อาคารประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จ.พิษณุโลก

--@-- โดยมีท่านแม่ทัพภาคที่ ๓ พลโททะนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน เป็นประธานทั้ง พิธีเททองและบวงสรวง ณ มณฑลพิธี พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ พระพี่นางสุพรรณกัลยา ภายในกองทัพภาคที่ ๓ สอบถามที่ ๐๘-๑๙๓๙-๕๘๗๘ หรือที่ ๐๘-๙๕๖๘-๐๖๓๕

--@-- และเหรียญพุทธคุณนี้คือ “เหรียญหลวงพ่อแก่นจันทร์ ๑๐๐ ปีเสือป่ามหามงคล” ที่ “ศูนย์อนามัยที่ ๔ ราชบุรี” จัดสร้างเพื่อหารายได้สมทบทุนจัดตั้ง พิพิธภัณฑ์การส่งเสริมสุขภาพ และพัฒนา อาคารสโมสรเสือป่า สอบถามที่ ศูนย์อนามัยที่ ๔ ราชบุรี ๐-๓๒๓๑-๐๔๐๔-๕

--@-- ปิดท้ายด้วยข่าวดีที่ต้องบอกกล่าว ศิษยานุศิษย์ ของ “พระพรหมวชิรญาณ” (ประสิทธิ์ เขมงฺกโร) กรรมการมหาเถรสมาคม วันนี้และพรุ่งนี้ (๒๓-๒๔ พ.ค.) ขอเชิญร่วมงาน ทำบุญอายุวัฒนมงคลครบ ๗๓ ปี ของ หลวงพ่อประสิทธิ์ และงาน ทำบุญอุทิศอดีตเจ้าอาวาสและบุพการีวัดยานนาวา ณ อาคาร มหาเจษฎาบดินทร์ ชั้น ๓ วัดยานนาวา

--@-- “พระราชพิพัฒน์โกศล” เจ้าอาวาส วัดศรีสุดารามวรวิหาร แจ้งมากรณีเตรียมเปิดบูชา “พระ ๒๕ พุทธศตวรรษ” ปี ๒๕๐๐ เพื่อหารายได้บูรณะอาคาร พิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนาพุทธมณฑล เพื่อจัดแสดง หุ่นขี้ผึ้งพระสังฆราช ๑๘ องค์ วันที่ ๒-๖ มิ.ย. ณ สวนอัมพร ขอเลื่อนจัดงานไปก่อน เพราะสถานการณ์ไม่ปกติ สงสัยสอบถามที่ ๐-๒๔๓๓-๒๒๒๙.




* 1.jpg (194.45 KB, 500x372 - ดู 11757 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #62 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2010, 04:41:30 PM »


23 พ.ค.53


* 2.gif (66.45 KB, 400x285 - ดู 10882 ครั้ง.)

* 3.gif (86.35 KB, 300x393 - ดู 10749 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #63 เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2010, 12:32:12 AM »

สุดยอดพระดี-เหรียญดัง 'หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ'

หากเอ่ยนามพระภิกษุผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแถบลุ่มแม่น้ำโขงในแผ่นดินอีสาน นับตั้งแต่  อดีตจนถึงปัจจุบันมีหลายรูป หนึ่งในนั้นคงไม่มีใครปฏิเสธว่า หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ อดีตเจ้าอาวาสวัดธาตุมหาชัย บ้านมหาชัย ต.มหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม เป็น “พระดี-พระแท้” ที่น่ากราบไหว้ได้อย่างสนิทใจอีกรูปหนึ่ง
    
จริยวัตรอันงดงามและแนวทางปฏิบัติตั้งแต่เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ล้วนผ่องใส ปราศจากมลทิน จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นภิกษุผู้เรืองธรรม เก่งกาจปฐวีกสิณ เล่นแร่แปรธาตุจนลือลั่นทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง ได้รับขนานนามว่า “เทพเจ้าลุ่มแม่น้ำโขง”
    
อัตโนประวัติ หลวงปู่คำพันธ์ มีนามเดิมว่า คำพันธ์ ศรีสุวงศ์ เกิดเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๘ ตรงกับวันจันทร์ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๒ ปีเถาะ ณ บ้านหมู่ ๔ ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม โยมบิดามารดาชื่อ นายเคน และ นางล้อม ศรีสุวงศ์ มีพี่น้องร่วมอุทรเดียวกันรวม ๒ คน คือ ๑.พระสุนทรธรรมากร (คำพันธ์ ศรีสุวงศ์) ๒.นายพวง ศรีสุวงศ์ (ถึงแก่กรรม) โดยท่านเป็นบุตรคนโต
    
นอกจากนี้ท่านยังมีพี่น้องร่วมมารดา แต่ ต่างบิดากันอีก ๔ คน  คือ ๑.นางสด วงษ์ผาบุตร (ถึงแก่กรรม) ๒.ด.ช.บด แสนสุภา (ถึงแก่กรรม) ๓.ด.ญ.สวย แสนสุภา (ถึงแก่กรรม) ๔.นางกดชา เสนาช่วย (ถึงแก่กรรม)

    
บริบทในวัยเด็ก ด.ช.คำพันธ์ เป็นคนขยันขันแข็ง ช่วยโยมบิดามารดาทำนาทำไร่เสมอ เป็นคนเรียบง่าย พูดน้อย เล่าเรียนจนจบการศึกษา     ชั้น ป.๔ โรงเรียนบ้านโพนคู่ ต.พุ่มแก อ.นาแก   จ.นครพนม
    
อายุ ๑๗ ปี ก็หันเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์  บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ณ วัดศรีบุญเรือง บ้านหนองหอย ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม มีพระอาจารย์เชื่อมเป็น พระอุปัชฌาย์ จากนั้นได้มุ่งมั่นศึกษาภาษาบาลี อักขระเลขยันต์ และสรรพวิชาต่าง ๆ ควบคู่กับวิปัสสนากัมมัฏฐานจาก พระอาจารย์เสาร์ กันตฺสีโล ที่วัดโพนเมือง จ.อุบลราชธานี นาน 1 ปี
    
ครั้นเป็นสามเณร ๓ พรรษา ก็ธุดงค์ไป จ.เลย พร้อมพระภิกษุ ๒ รูป คือ พระบุญ และพระวัน ระหว่างอยู่กลางป่าได้ศึกษาวิปัสสนากัม มัฏฐานเพิ่มเติมจากชีปะขาวชื่อ “ครุฑ” นานถึง 3-4 เดือน ก่อนไปจำพรรษาที่วัดใน จ.เลย เป็นเวลา  1 ปี ก็ออกธุดงค์ไป จ.เชียงราย 3-4 เดือน ระหว่างนั้นโยมบิดาสิ้นบุญ สามเณรคำพันธ์จึงกลับมา  งานศพบิดา จากนั้นก็ธุดงค์ไปทั่ว จ.นครพนม สกลนคร อุดรธานี หนองคาย ข้ามไปฝั่งลาวนานพอ สมควร กลับมาจำพรรษาที่วัดป่าบ้านเดิม 3 ปี  ก็ธุดงค์ไปโปรดญาติโยมสองฝั่งแม่น้ำโขง
    
เมื่ออายุ ๒๔ ปี มารดาสิ้นบุญ สามเณรคำพันธ์ จึงลาสิกขา รับภาระเลี้ยงดูน้อง ๆ จนอายุ ๓๐ ปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ก็กลับมาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดโพธิ์ชัย บ้านพุ่มแก ต.พุ่มแก อ.นาแก จ.นคร พนม ได้รับฉายาว่า “โฆสปัญโญ” แปลว่า “ผู้มีปัญญาระบือไกล” แล้วไปจำพรรษาที่วัดป่า เป็นอาจารย์สอนวิปัสสนากัมมัฏฐานควบคู่  พระปริยัติธรรมที่วัดพระพุทธบาทจอมทอง บ้านหนองหอยใหญ่ ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม จนปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้นำญาติโยมประมาณ ๕ ครอบครัวมาสร้างหมู่บ้านและวัดใหม่ที่บ้านมหาชัย ต.มหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม ชื่อ “วัดโฆษ  การาม” และเปลี่ยนชื่อ  เป็น “วัดธาตุมหาชัย”   เจริญรุ่งเรืองเรื่อยมา
    
นอกจากเชี่ยวชาญวิปัสสนากัมมัฏฐานแล้ว หลวงปู่คำพันธ์มุ่งมั่นเรียนด้านปริยัติธรรม สอบไล่ได้นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก ศึกษาอักขระขอม ภาษาบาลี ภาษาไทยน้อย ท่องพระปาฏิโมกข์ได้ครบถ้วน ยังแสดงธรรมเทศนา เทศแหล่ภาษาอีสาน บรรยายธรรมได้เก่งจนชื่อ เสียงโด่งดังทั่วอีสาน
    
ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ หลวงปู่คำพันธ์ได้รับ  แต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดโฆษการาม (วัดธาตุมหาชัยปัจจุบัน) พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นเจ้าคณะตำบลมหาชัย พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นรองเจ้าคณะอำเภอปลาปาก พระครูสัญญาบัตรชั้นตรีที่    “พระครูสุนทรธรรมโฆษิต” พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นพระอุปัชฌาย์และเจ้าสำนักศาสนศึกษา ธรรม-บาลี พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโทที่ “พระครูสุนทรธรรมโฆษิต” พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอกที่ “พระครูสุนทรธรรมโฆษิต” พ.ศ. ๒๕๓๑ เป็นเจ้าคณะอำเภอปลาปาก พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ราชทินนาม “พระสุนทรธรรมากร” และ พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอปลาปาก
    
ตลอดชีวิต หลวงปู่คำพันธ์อุทิศตนเพื่อ  พุทธศาสนาและพัฒนาท้องถิ่น ตั้งสำนักเรียนแผนกธรรม-บาลี ตั้งมูลนิธิการศึกษาพระปริยัติ ธรรม มอบทุนการศึกษาพระภิกษุ สามเณร ตั้งกองทุนให้นักเรียนยากจนในท้องถิ่นทุรกันดาร แจกทุนอาหารกลางวันเด็กนักเรียน สร้างโรงเรียน   หลายแห่ง จวบจนท่านมรณภาพ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๖ เวลา ๐๑.๕๙ น. ที่วัดธาตุมหาชัย สิริรวมอายุ ๘๙ ปี พรรษา ๕๙ สร้างความโศกเศร้าให้ศิษยานุศิษย์และผู้เคารพศรัทธาทั่วกัน
    
สมัยยังมีชีวิตอยู่ หลวงปู่คำพันธ์สร้าง  วัตถุมงคลไว้หลากหลายรุ่น ที่โดดเด่นก็มี เหรียญรุ่นแรก ปี ๒๕๒๖ เหรียญมหาปรารถนา ปี ๒๕๓๑ พระกริ่งโฆสปัญโญ รุ่นแรก ปี ๒๕๓๔ เหรียญพุ่มข้าวบิณฑ์ ปี ๒๕๓๕ เหรียญจันทร์เพ็ญมหาปรารถนา ปี ๒๕๓๕ เหรียญชิวอิค ปี ๒๕๓๖ เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ ปี ๒๕๓๖ เหรียญนั่งพานอภิมหาทรัพย์ ปี ๒๕๓๗ เหรียญ “อุดมความสุข” ปี ๒๕๔๐ และเหรียญรุ่นสุดท้าย ปี ๒๕๔๖
    
ในพิธีพุทธาภิเษกทุกครั้ง หลวงปู่คำพันธ์ มักใช้พระคาถาพระพุทธเจ้าบริกรรมว่า “ทิตะ ศิรา ทันนันฑะ โลกะ ลิลากะ ลาสติโป จะติโห คะหะตะเน” วัตถุมงคลทุกรุ่นจะใช้ “ยันต์สมปรารถนา” ที่ท่านคิดค้นจากอักขระโบราณ ๗ ภาษารวมเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือจุดกำเนิดของ  “สุดยอดมหายันต์” แห่งยุค
    
อานุภาพ “ยันต์สมปรารถนา” ครอบจักรวาล คิดสิ่งใดได้สมประสงค์ จึงไม่แปลกใจที่วัตถุมงคลของท่านได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเหรียญรุ่น “อุดมความสุข” ปี ๒๕๔๐  ที่วัตถุประสงค์ดีเพื่อหาทุนทรัพย์ช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้และสนับสนุนกิจกรรมโรงพยาบาลสันป่าตอง จ.เชียงใหม่  ซึ่งนายธงชัย อุดมความสุข มาขออนุญาตสร้างเมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งหลวงปู่พูดว่า “ฉันอนุญาต เจตนาเขาบริสุทธิ์” และยังเมตตาปลุกเสกเป็นพิเศษ โดยรุ่นนี้ประกอบด้วยเนื้อทองคำ ๒๙ เหรียญ เนื้อเงิน ๑,๐๐๐ เหรียญ นวโลหะ ๑,๐๐๐ เหรียญ เนื้อทองแดงรมดำ ทองแดงผิวไฟ ทองเหลืองรวมกัน ๒๐,๐๐๐ เหรียญ นอกจากนี้ยังมีเหรียญเม็ดกระดุมรุ่นอุดมความสุขเนื้อเงิน นวโลหะ และทองแดงอีกด้วย
    
ปัจจุบันเหรียญรุ่น “อุดมความสุข” เนื้อทองคำ เงิน นวโลหะ ราคาค่อนข้างสูง แต่เนื้อทองแดงผิวไฟ ทองแดงรมดำ และทองเหลือง ยังไม่ไกลเกินเอื้อม แต่อนาคตไม่แน่ เพราะที่มาดี มีประสบการณ์เป็นที่โจษขานกันมาก.  
 

อ่านอิทธิบารมี เหรียญหลวงปู่คำพันธ์ ได้ที่ลิงค์ล่างนี้
http://www.nightsiam.com/forum/index.php?topic=1576.0


* 1.jpg (45.5 KB, 411x284 - ดู 10703 ครั้ง.)

* 2.jpg (35.88 KB, 430x284 - ดู 10610 ครั้ง.)

* 3.jpg (43.55 KB, 407x284 - ดู 10937 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 29, 2010, 12:36:08 AM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #64 เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2010, 12:33:16 AM »


'หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ'


* 4.jpg (42.88 KB, 408x284 - ดู 10937 ครั้ง.)

* 5.jpg (41.49 KB, 405x284 - ดู 10515 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #65 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2010, 12:47:22 AM »

30-5-53

--@-- หันมาชม “พระแท้พระสวย” ที่นำเป็น “องค์ครู” เพราะช่วงก่อนหน้าจะมีการ เผาเมือง เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวมีการสะดุดจาก เสื้อแดงป่วนเมือง ส่งผลให้ “ยอดพระ” ทะลักออกมาเปลี่ยนเป็น “สมบัติผลัดกันชม” หลายระลอกก็เลยปรากฏ “นักซื้อมือทอง” เพิ่มในวงการอีกหลายคน

--@-- โดยนักซื้อมือทองนอกจาก “รักษ์ ศรีเกตุ” แล้วยังมี “พระเอกละคร” นักสะสมพระเครื่องฯตัวยง “อัครนันท์” ที่มีโอกาสนิมนต์ “พระชั้นดี” ราคาแรงมา หลายสิบองค์ ที่นี่จึงนำ  มาให้ชมชัด ๆ เพราะนอกจาก สวยสมบูรณ์ แล้วแต่ละองค์ล้วน  “ติดรางวัล” แทบทั้งนั้นเลย

--@-- องค์แรก “พระเบญจภาคีเนื้อดิน” ที่สร้างขึ้นเมื่อ กว่าพันปี มาแล้วโดย “ฤาษี” เป็นผู้สร้างถวาย “พระนางจามเทวี” เจ้าผู้ครอง นครหริภุญไชย ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น เมืองลำพูน จึงเรียกว่า “พระรอดวัดมหาวันลำพูน” องค์นี้เป็น “พิมพ์เล็ก” ที่ผ่านการใช้มาบ้างเนื้อเลย “จัดมาก” จึงทำให้ดูง่ายสบายตาประการสำคัญเป็น “เนื้อสีเขียว” ที่หายากสุดของพระตระกูลนี้อีกด้วย

--@-- องค์ที่สองเป็นพระหาชมยากแล้ว “พระสมเด็จอรหังพิมพ์ฐานคู่” ที่สร้างโดย “สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๔” แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งก็คือ “สมเด็จพระสังฆราชสุกไก่เถื่อน” ที่อาคมเป็นเลิศด้าน มหานิยม ขนาด “ไก่ป่า” ที่สมัยก่อนเรียกว่า “ไก่เถื่อน” ยังเชื่องหลังได้กิน “ข้าวเสก” ของท่าน ส่วนสภาพ ติดที่หนึ่ง มาแล้วหลายงาน


--@-- องค์ต่อมา “พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยมวัดสะพานสูงพิมพ์ตะพาบ” ที่ “หลวงปู่เอี่ยมปฐมนาม” ยอดเกจิฯผู้เก่งฉกาจด้านคงกระพันแห่ง “วัดสะพานสูงนนทบุรี” สร้างด้วย   “เนื้อผงคลุกรัก” ติดรางวัลที่สองจากงานยักษ์ ไบเทคบางนา จึง รับประกันความแท้พันเปอร์เซ็นต์

--@-- อีกองค์ที่ต้องให้ชมเพราะ   “นักสะสมรุ่นใหม่” แทบไม่รู้จักเนื่องจากหาชมยากอีกทั้งเป็น พระกรุเนื้อดิน ที่มีน้อยมากของเมืองกำแพงเพชรคือ “พระกำแพง   ยืนตอ” และองค์นี้ถือเป็น “องค์ดารา” เนื่องจากภาพปรากฏ    ใน หนังสือพระเครื่องฯ ทุกสำนักพิมพ์เลยละกัน

--@-- กลับมาชม “ยอดพระ” ที่นักซื้อมือทองรายแรก “รักษ์ ศรีเกตุ” นิมนต์มาในช่วงก่อนมีรายการ เผากรุง วันนี้ให้ชมยอดพระที่เรียกว่า “พระชัยวัฒน์” ที่สร้างโดย “หลวงปู่เอี่ยมวัดหนัง” ผู้เป็นสุดยอดพระเกจิฯ ในสมัย “รัชกาลที่ ๕” องค์แรก “พระชัยวัฒน์เนื้อดำ” สร้างเมื่อประมาณ ปี ๒๔๕๔ ปัจจุบันหาชมยากมากชนิด นักสะสมรุ่นใหม่ แทบไม่รู้จักส่วนเหตุที่เรียกเนื้อดำก็เพราะสร้างด้วย เนื้อสัมฤทธิ์ที่กลับดำ ก็เลยเรียกตามสภาพที่เป็นไปและองค์นี้ “รักษ์ ศรีเกตุ” ต้องใช้เงิน ล้านขึ้น จึงได้มาครอบครอง

--@-- องค์ที่สอง “พระชัยวัฒน์โคนจันทน์” เหตุที่เรียกเช่นนี้ก็เพราะจัดพิธี เททองหล่อพระ ที่โคนต้นจันทน์ในวัดหนังเมื่อประมาณ ปี ๒๔๕๔ เช่นกัน ปัจจุบันหายากไม่แพ้องค์ “เนื้อดำ” ราคาก็เลยต้องใช้เงิน หลักแสนปลาย จึงมีสิทธิได้ครอบครอง

--@-- องค์ที่สาม “พระชัยวัฒน์พิมพ์เขื่อนเล็ก” ที่สร้างประมาณ ปี ๒๔๖๓ ด้วย เนื้อทองผสม เพื่อหารายได้ สร้างเขื่อนหน้าวัด ป้องกันน้ำท่วมนั่นเอง องค์นี้ สภาพเดิม ๆ ไร้การตกแต่งจึงน่ารักไปอีกแบบ

--@-- และเหรียญนี้ถือได้ว่า มาแรงตัวจริง โดยแท้ “เหรียญรุ่นแรกหลวงปู่ชอบ” ที่สร้างด้วย เนื้ออัลปาก้า เมื่อ ปี ๒๕๑๔ ในโอกาสเป็นที่ระลึกสร้าง โบสถ์น้ำวัดสัมมานุสรณ์ อ.วังสะพุง จ.เลย เนื่องจากสร้างเพียง ๑๐๐ เหรียญ ถึงวันนี้ “รักษ์ ศรีเกตุ” จึงต้องจ่ายไปด้วยตัวเลข หกหลัก จึงมีสิทธิได้มาเชยชมเพราะ นักสะสมสายอีสาน นิยมมากเลย

--@-- หันมาชม “ของดี” ที่สร้างขึ้นในโอกาสทำบุญประจำปีในวาระ “๑๑๑ ปีชาตะเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต” โดยคณะศิษย์ “อาภรโณ” ที่ประกอบด้วยผู้มีศรัทธาต่อ วัดเทพศิรินทราวาส สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรเถระ) หลวงพ่อธรรมวิมวิตักโก (เจ้าคุณนรรัตนราชมานิต) สมเด็จพระวันรัต (นิรันดร์ นิรนฺตโร) สมเด็จพระญาณวโรดม (ประยูร สนฺตงฺกุโร) และ หลวงปู่อำพัน (อาภรโณ บุญ-หลง)

--@-- ในโอกาสนี้ได้จัดสร้าง “พระผงรูปเหมือนเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต” รุ่น “กตัญญู” ด้วยการอัญเชิญ มวลสารศักดิ์สิทธิ์ ในกุฏิ หลวงปู่อำพัน ที่เก็บรักษามานาน กว่า ๕๐ ปี เป็นชนวนการจัดสร้างเมื่อ วันจันทร์ที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ (วันจันทร์เดือนสิบสอง) ณ วัดเทพศิรินทราวาส โดยมี สมเด็จพระญาณวโรดม เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์ เป็นประธานและ สมเด็จพระวันรัต พร้อมด้วย พระมหาเถราจารย์กรรมฐาน นั่งปรกอธิษฐานจิต

--@-- จากนั้นได้มอบให้กับ มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดี ในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปีพระราชวังพญาไท เพื่อมอบให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาค สมทบทุนบูรณะพระราชวังพญาไท สนใจสอบถามที่ สำนักงานชมรมคนรักวัง ๐-๒๓๕๔-๗๙๘๗ และ ๐-๒๓๕๔-๗๗๓๒ ในวันเวลาราชการรับประกันได้ ของดีจริง ไว้บูชา.




* 1.jpg (158.4 KB, 500x356 - ดู 10340 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #66 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2010, 12:48:30 AM »

30-5-53 พระเครื่อง


* 2.jpg (157.19 KB, 500x353 - ดู 10257 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #67 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2010, 12:49:27 AM »

30-5-53 พระเครื่อง


* 3.jpg (98.81 KB, 500x373 - ดู 10276 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #68 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2010, 04:06:49 PM »


พระผงรูปเหมือนเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต รุ่นกตัญญู



หากเอ่ยชื่อวัดเทพศิรินทราวาส แล้วนักนิยมพระเครื่องร้อยทั้งร้อยต้องนึกถึงท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต พระภิกษุที่ได้รับการยกย่องจากพุทธศาสนิกชนว่า เป็นอริยะสงฆ์ผู้สำเร็จในยุคกึ่งพุทธกาล ด้วยจริยาวัตรอันงดงามของท่านที่เคร่งครัด และไม่ยึดติดในลาภ ยศ ชื่อเสียง แม้ในช่วงที่ท่านอยู่ในเพศฆราวาส (ก่อนอุปสมบท) มียศถึงเจ้าพระยา กลับได้ชื่อว่าเป็นมหาดเล็กที่สมถะมักน้อยที่สุด เช่นการแต่งกาย ของท่านก็เป็นไปอย่างเรียบง่าย ชอบสงบ ยามว่างท่านจะนั่งสมาธิตามลำพังเสมอ นับได้ว่าท่านเป็นผู้ถือศีล บริสุทธิ์ มาตั้งแต่สมัยเป็นฆราวาสทีเดียว และเมื่อท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุท่านก็ไม่ปรารถนาชื่อเสียง แต่กลับเป็นภิกษุที่มีชื่อเป็นอมตะจนทุกวันนี้ ผู้ที่ได้รับใช้ใกล้ชิดท่านนั้นเชื่อกันว่า ท่านน่าจะสำเร็จญาณชั้นสูง แต่จะถึงอรหันต์หรือไม่นั้น ไม่มีใครตอบได้เพราะท่านเป็นพระที่ไม่โอ้อวด แต่ที่แน่ใจได้อย่างหนึ่งก็คือ ท่านรู้วันมรณะของตนเอง
   
ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต หรือพระภิกษุธัมมวิตกโกภิกขุ เดิมชื่อ ตรึก จินตยานนท์ เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๐ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๓ ปีระกา เวลาประมาณ ๐๗.๔๐ น. (ตรงกับวันมาฆบูชา) เป็นบุตรคนโตของคุณพระนรราชภักดี (ตรอง จินตยานนท์) มารดาชื่อ ภุก จินตยานนท์ ส่วนสถานที่กำเนิดของท่านคือ บ้านเลขที่ ๙๒ ถนนพะเนียง หลังวัดโสมนัสวิหาร อ.ป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ
   
เมื่อเจริญขึ้นท่านก็ได้เข้าศึกษาวิชาเบื้องต้นที่โรงเรียนวัดโสมนัส จนจบชั้นประถม (ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดในสมัยนั้น) และได้เข้าศึกษาชั้นมัธยมที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมด้วยการสอบได้ที่ ๑ ของสนามสอบ (การ  สอบในสนามสอบ ในสมัยนั้นเป็นการสอบรวมกันหลาย ๆ โรงเรียนโดยใช้ข้อสอบเดียวกัน ฉะนั้นอาจจะกล่าวได้ว่า ท่านสอบได้ที่ ๑ ของประเทศในสมัยนั้น) และได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนข้าราชการพลเรือน (ปัจจุบันคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) โดยเลือกเรียนวิชารัฐศาสตร์ ซึ่งไม่ค่อยตรงกับที่ท่านตั้งใจไว้เพราะแต่เดิมท่านสนใจในวิชาแพทย์ แต่ด้วยบิดาท่านเป็นนักปกครอง อยากจะให้ท่านเป็นนักปกครองตามท่านจึงเลือกเรียนตามความประสงค์ของบิดา และในขณะที่ท่านศึกษาอยู่เมื่อมีเวลาว่าง ท่านก็จะเข้าเรียนพิเศษภาษาอังกฤษกับครูเฉลิม สำหรับการเรียนวิชารัฐศาสตร์ของท่านนั้นท่านจบด้วยการสอบไล่ได้ที่ ๑ ของชั้นเรียน
   
ภายหลังจากการที่ท่านศึกษาอยู่ในปีสุดท้าย นักศึกษาในปีนั้นต้องเข้ารับการซ้อมรบเสือป่า ในฐานะนักเรียนเสือป่ารักษาพระองค์ และในการซ้อมรบครั้งนี้เองทำให้ชีวิตของท่านเปลี่ยนแปลงไป เดิมนั้นต้องการเป็นข้าราชการปกครองกลับต้องมาเป็นข้าราชการในสำนักฯ เพียงเพราะล้นเกล้า รัชกาลที่ ๖ เห็นท่านรูปร่างเล็กจึงทรงรับสั่งถามว่า “ตัวเล็ก ๆ อย่างนี้ถ้าเกิดข้าศึกดักทำร้ายแล้วจะสู้เขาไหวหรือ” ท่านจึงกราบบังคมทูลว่า “ต้องขอลองสู้ดูก่อน ส่วนจะไหวหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งขอรับ” ถ้อยคำกราบบังคมทูลในครั้งนั้นเป็นที่พอพระราชหฤทัยของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ มาก หลังจากซ้อมรบเสือป่าเสร็จสิ้นแล้วก็ทรงโปรดให้ ท่านเป็นฝ่ายในและโปรดเกล้าให้ท่านเข้าไปรับใช้ประจำห้องบรรทมในที่สุด และด้วยความจงรักภักดีที่ท่านมีต่อล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ ท่านจึงปฏิบัติรับใช้ด้วยความขยันและซื่อสัตย์จนเป็นที่โปรดปรานของล้นเกล้าฯ จนได้รับโปรดเกล้าพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาพานทองที่พระยานร รัตนราชมานิต เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๒
   
ภายหลังล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ สวรรคตแล้ว ท่านจึงตัดสินใจบวชอย่างเงียบ ๆ เป็นการถวายพระราชกุศลต่อรัชกาลที่ ๖ ในวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ โดยครั้งแรกนั้นท่านลาบวชเพียงพรรษาเดียว จากนั้นท่านก็ผลัดเป็น สองพรรษา สามพรรษา แม้กระทั่งรัชกาลที่ ๗ ทรงเห็นว่า พระยานรรัตนราชมานิต เป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ มั่นคงทั้งสูงด้วยความกตัญญูกตเวที ทั้งเป็นผู้ที่มีความรู้สูง สมควรที่จะแต่งตั้งให้รับราชการต่อไป แต่ท่านก็ไม่ยอมลาสิกขาออกไปรับตำแหน่ง คงยังยืดการลาสิกขาออกไปอย่างไม่มีกำหนดจนกระทั่งถึงแก่กาลมรณภาพ ในวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๑๔ สิริรวมอายุ ๗๔ ปี ๔๖ พรรษา
   
เนื่องในโอกาสพิเศษครบวาระ ๑๑๑ ปี ชาตะ เจ้าคุณนรฯ และ ๑๐๘ ปี หลวงปู่อำพัน คณะศิษย์อาภรโณ ประกอบด้วยผู้ที่มีศรัทธาต่อวัดเทพศิรินทราวาส สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรเถระ) หลวงพ่อธัมมะวิตักโก (เจ้าคุณนรรัตนราชมานิต) สมเด็จพระวันรัต (นิรันดร์ นิรนฺตโร) สมเด็จพระญาณวโรดม (ประยูร สนฺตงฺกุโร) และท่านเจ้าคุณพระภาวนาปัญญาวิสุทธิ์ หรือ หลวงปู่อำพัน (อาภรโณ บุญ-หลง) ได้ร่วมทำบุญประจำปี พร้อมจัดสร้างพระรูปเหมือนเจ้าคุณนรฯ โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้
   
-เพื่อสืบสานหลักธรรมคำสอนของหลวงปู่อำพัน บุญหลง “กตัญญูกตเวที เป็นรากแก้วของคนดี”
   
-เพื่อช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และองค์กรที่บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม อาทิ มูลนิธิวังพญาไท โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
   
-เพื่อร่วมถวายผลบุญกุศลในการจัดงานครั้งนี้ ขอจงอภิบาลองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ทรงเป็นศูนย์รวมความรัก ความเคารพสักการะของปวงชนชาวไทยตลอดกาล
   
-เพื่อทำบุญและสร้างของที่ระลึกอนุสรณ์  ในวาระ ๑๑๑ ปี ชาตะเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต และ ๑๐๘ ปี หลวงปู่อำพัน บุญ-หลง (อาภรโณ)

   
ในการนี้ท่านเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส ได้อนุญาตให้เปิดพระอุโบสถวัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันจันทร์ที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ (วันจันทร์เพ็ญ เดือนสิบสอง) เพื่อใช้เป็นที่ประกอบพิธีพุทธาภิเษก อธิษฐานจิต และสวดมนต์ และท่านยังรับเป็นประธานหล่อพระพุทธรูป (ประจำศาลาปฏิบัติธรรม) และจุดเทียนชัยพุทธาภิเษก ส่วนประธานดับเทียนชัย ได้รับความเมตตาจาก พระพรหมมุนี วัดบวรนิเวศ ส่วนประธานฝ่ายฆราวาสได้แก่นายแพทย์ธำรงรัตน์ แก้วกาญจน์ และนายแพทย์  ยศวีร์ สุขุมาลจันทร์
   
พระเถราจารย์ผู้ใหญ่หลายรูป ได้เมตตารับนิมนต์มาร่วมบุญบารมีอธิษฐานจิต เช่นหลวงปู่บุญมา สกลนคร หลวงพ่อไพบูลย์ พะเยาหลวงปู่สรวง ยโสธร หลวงปู่หวาน สงขลา หลวงปู่คูณ สุเมโธ อุดรธานี หลวงปู่บุญ ชลบุรี หลวงพ่อเฉลิม พระนครศรีอยุธยา หลวงพ่อเอียด พระนครศรีอยุธยา หลวงพ่อรวย พระนครศรีอยุธยา หลวงพ่อหวล พระนครศรีอยุธยา
   
พระผงรูปเหมือนเจ้าคุณนรฯ รุ่นนี้ ตั้งชื่อว่า รุ่นกตัญญู ผู้ดำเนินการเป็นผู้ใหญ่ของคณะ ศิษย์ อาภรโณ โดยอัญเชิญมวลสารศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวพันกับวัดเทพศิรินทราวาส เจ้าคุณนรฯ และ ครูบาอาจารย์ของหลวงปู่อำพัน ที่หลวงปู่อำพันบูชาภายในกุฏิ ซึ่งเป็นมวลสารมงคลศักดิ์สิทธิ์  แท้ ๆ และเดิม ๆ เก็บรักษาบูชามาเป็นเวลามากกว่า ๕๐ ปี มาสร้างพระรูปเหมือนเจ้าคุณ นรฯ โดยคณะศิษย์จะนำพระรุ่นนี้ไปมอบให้องค์กรการกุศลที่เกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว มูลนิธิมหาวชิราลงกรณ (กองทุนบูรณะพระราชวังพญาไท) มูลนิธิอนุรักษ์พระราช วังพญาไท ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดี ในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี พระราชวังพญาไท องค์กรที่ช่วยเหลือพระภิกษุอาพาธ และองค์กรที่ช่วยเหลือการศึกษาของเด็กและสังคม เป็นต้น เพื่อให้ประชาชนทำบุญและได้รับพระรุ่นนี้เป็นที่ระลึก เสมือนหนึ่งหลวงปู่อำพันนำพาประชาชนไปทำบุญยังองค์กรการกุศลนั้น ๆ


* 2.jpg (138.39 KB, 500x447 - ดู 10036 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #69 เมื่อ: มิถุนายน 06, 2010, 12:20:26 AM »


6-6-53

** “พระแท้พระสวย” ที่นำเป็น “องค์ครู” ยังมีพระชั้นดีให้ชมตามแบบฉบับสังคมไทยยิ่ง “ยับเยินหนัก” ก็ยิ่งมี “ยอดพระ” ของนักสะสมเก่าเก็บทะลักออกมาเป็น “สมบัติผลัดกันชม” มากขึ้นเพราะเมื่อธุรกิจ “อับเฉา” ไปตามภาวะบ้านเมืองที่ “วุ่นวายไม่จบ” สักที จึงต้อง“หมุนเงิน” เพื่อพยุงธุรกิจให้ “อยู่รอด” เลยจำต้องนำ“ของดีของหวง” ออกมากอบกู้แบบจำยอมนั่นแล

** องค์แรกวันนี้ประเดิมด้วย “พระกริ่ง” ที่ถูกบันทึกเป็น “พระกริ่งประวัติศาสตร์” ที่เรียกว่า “พระกริ่งพระชินสีห์วัดบวรฯ” หรือ “พระกริ่ง ๗ รอบ” ที่ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช” เสด็จฯ ทรงประกอบพิธีเททองขณะ “ทรงผนวช” เมื่อปี ๒๔๙๙ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ด้วยเนื้อ “ทองผสม” องค์นี้สวยมาก  ราคาเลย แรงมาก ที่พระเอกนักซื้อมือทอง  “อัครนันท์” นิมนต์มาจากรังเก่าเก็บช่วง ก่อนกรุงเทพฯถูกเผา พอดี

** สององค์ต่อมา“พระหลวงปู่บุญวัดกลางบางแก้วพิมพ์เจ้าสัว” ที่ “หลวงปู่บุญวัดกลางบางแก้ว” สร้างขึ้นประมาณ ปี ๒๔๗๗ องค์แรกเป็น “เนื้อเงิน” องค์ที่สอง“เนื้อทองผสม” สภาพยังเยี่ยมและดูง่ายทั้งคู่ที่นักซื้อมือทอง “รักษ์ ศรีเกตุ” นิมนต์มาพร้อมกันจากรังเก่าเก็บด้วยราคา กว่าสี่ล้าน ตามสภาพนั่นแล

** องค์นี้ก็ต้องให้ชมเพราะมาแรงแบบเงียบ ๆ “พระพิมพ์สิบทัศน์” ที่สร้างด้วย “เนื้อดินสีแดง” ประการสำคัญองค์นี้ที่ด้านหลังมีการปั๊มด้วย “เหรียญหลวงพ่อเงิน” ซึ่งสร้างไว้ไม่กี่องค์จึงถือเป็นองค์พิเศษที่ หายากมาก โดยเฉพาะองค์นี้สวยสมบูรณ์ระดับ “แชมป์” ด้วยเหตุนี้เซียนสายตรง “หลวงพ่อเงิน” เมืองนครปฐม “บอย สามพราน” จึงหวงมากเลย


** ออกมาเคลื่อนไหวเป็น“สมบัติผลัดกันชม” ช่วงก่อนเซ็นทรัลเวิลด์ “ถูกเผา” อีกองค์ “พระรูป  หล่อหลวงพ่อเงินวัด บางคลานพิมพ์นิยมเนื้อทองผสม” และเพราะสภาพสวยสมบูรณ์ระดับ “แชมป์” เลยทำให้ “เสี่ยจรัญ บ้านชานกรุง” อดใจไม่ไหวจึงนิมนต์ มาครอบครองเป็น องค์ที่เท่าไหร่ เจ้าตัวเองก็จำไม่ได้แล้วเพราะมี หลายองค์

** ส่วน “เหรียญหลวงพ่อเดิมวัดหนองโพ ปี ๒๔๘๒ เนื้อทองแดง” เหรียญนี้สภาพก็ “งามสุดยอด” เพราะสภาพเดิม ๆ เหมือนชื่อหลวงพ่อแถมเป็นบล็อก “หลังแตก” ที่นิยมสุดพระเอกนักซื้อมือทอง “อัครนันท์”เห็นปุ๊บรีบนิมนต์ปั๊บเนื่องจากเหรียญสภาพนี้ หาไม่ง่ายเลย

** อีกองค์ที่ออกมา เคลื่อนไหวช่วงก่อน กรุงเทพฯยับเยิน คือ “พระเนื้อดินหลวง พ่อปานวัดบางนมโคพิมพ์ขี่ไก่หางพวง” สภาพที่เห็นก็ต้องระบุได้เลยว่า “แชมป์” ประการเดียวด้วยเหตุนี้พระเอกนักซื้อมือทอง “อัครนันท์” จึงนิมนต์มาเป็นสมบัติพร้อม  “พระกริ่ง ๗ รอบ” เพราะสวยระดับแชมป์หากมัวโอ้เอ้เป็นได้ หมดสิทธิเชยชม

** อีกองค์ที่พระเอก “อัครนันท์” นิมนต์มาครอบครองพร้อมกับสององค์แรก “เหรียญทรงผนวชเนื้อทองแดงกะไหล่นาก” สภาพสวยไร้ที่ติตามแบบฉบับ “เหรียญงาม” ตามตำราแถมดูง่ายไร้กังวลเรื่อง “เก๊” ราคาก็เลยแรง ตามสภาพ ที่ขอบอกว่าใครมีครอบครอง สุดโชคดีมากเลย

** อีกเหรียญที่ต้องให้ชมเพราะนาน ๆ จะเจอ “ของแท้” คือ“เหรียญหลวงพ่อจั่นวัดบางสงบ” (บางมอญ) ที่บรรดาเซียนเหรียญจัดเป็น เหรียญยุคเก่า ของกรุงศรีอยุธยาเพราะสร้างเมื่อปี ๒๔๖ กว่า ด้วย “เนื้อทองผสม” ส่วนสภาพถือว่าสวยจัด “รักษ์ ศรีเกตุ” จึงต้องนิมนต์มาเป็นสมบัติตามประสาเหรียญที่ไม่ค่อยมีให้เจอง่าย ๆ นั่นแล

** ปิดท้ายด้วย “เหรียญพระอริยะสีทันดร หลวงพ่อเดินบนน้ำ” แห่ง “วัดนาท่าม จ.ตรัง” หรือ “พ่อแก่สีทันดร” แห่ง “วัดลิง จ.พัทลุง” ที่สร้างโดย “ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชุมชน จ.ตรัง” ที่ให้สิทธิพิเศษเฉพาะ ศิษยานุศิษย์ ที่บูชา “๑๐ เหรียญ” แถมฟรีอีก “๑ เหรียญ” สอบถามที่ ๐-๗๕๒๒-๐๑๔๘ และที่ ๐๘-๗๘๘๗-๘๑๒๔ ได้ของดีชัวร์.


* 1.jpg (82.79 KB, 500x369 - ดู 10294 ครั้ง.)

* 2.jpg (92.21 KB, 500x374 - ดู 10975 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #70 เมื่อ: มิถุนายน 06, 2010, 12:21:19 AM »

พระเครื่อง


* 3.jpg (76.72 KB, 500x345 - ดู 11349 ครั้ง.)

* 4.jpg (74.46 KB, 500x374 - ดู 10406 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #71 เมื่อ: มิถุนายน 06, 2010, 12:22:00 AM »

พระ


* 5.jpg (88.79 KB, 500x342 - ดู 9601 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #72 เมื่อ: มิถุนายน 06, 2010, 01:33:53 AM »


นพ.มาณพ โกวิทยา เป็นลูกหลานของคหบดีชาวปัตตานี  สมัยเด็กเรียนหนังสือชั้นประถมที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนจิตรลดา ชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท จากนั้นสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อที่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แล้วไปศึกษาต่อช่วงเวลาหนึ่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนกลับมารับราชการในสำนักงานแพทย์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นเวลา ๑๔ ปี จึงได้ลาออกมาทำธุรกิจซื้อขายพระจนถึงทุกวันนี้


"ผมเริ่มสนใจเรื่องพระเครื่องตั้งแต่สมัยที่เรียนอยู่ชั้น ม.๕ ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ขณะอายุ ๑๗ ปี ได้อ่านข่าวที่เจ้าพ่อคนหนึ่งโดนถล่มยิงด้วยอาวุธสงคราม ขณะที่เจ้าพ่อเมื่อรู้ตัวว่าถูกยิงก็เอาพระสมเด็จอมไว้ในปาก แม้ว่าเจ้าพ่อคนนั้นตาย แต่ก็ได้สร้างปาฏิหาริย์ที่กระสุนนับร้อยนัดไม่ระคายผิวหนังเจ้าพ่อเลย มีเพียงนัดเดียวเท่านั้นที่ยิงเข้าปลิดชีพเจ้าพ่อคนดัง ตรงนี้ทำให้ผมเกิดความสนใจในเรื่องพระเครื่องขึ้นมา และเชื่อว่าพุทธคุณในองค์พระมีจริง ตั้งแต่นั้นมาผมก็หาหนังสือพระเครื่องมาอ่าน และเริ่มหาเช่าพระ โดยตั้งใจว่าจะเก็บสะสมเอาไว้เพื่อสักการบูชา และเพื่อการศึกษาต่อไป พระองค์แรกที่เช่า (เมื่อปี ๒๕๓๐ เศษ) คือ พระหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค พิมพ์ทรงนก ราคา ๔ พันบาท สวยคมชัดมาก โดยซื้อมาจากสมาน คลองสาม เซียนพระชื่อดัง ซึ่งเปิดร้านอยู่ที่สวนจตุจักร ที่ได้ซื้อพระองค์นี้เพราะบังเอิญผมเกิดวันที่และเดือนเดียวกับหลวงพ่อปาน ท่านเป็นพระหมอ มีเมตตามหานิยมสูง จึงชอบและเคารพศรัทธาท่านมาก นอกจากนี้ยังได้เที่ยวซื้อพระตามที่ต่างๆ อีกหลายแห่ง  ก็โดนของเก๊มาเหมือนกัน เพราะยังดูพระไม่เก่ง" คุณหมอมาณพ เล่าย้อนอดีตที่ผ่านมา


ต่อมา เมื่อได้เข้าเรียนแพทย์อยู่ที่ศิริราช ด้วยความสนใจพระเครื่องที่มีอยู่ก่อนแล้ว พอมีเวลาว่างก็มักนั่งเรือข้ามฟากมาที่สนามพระท่าพระจันทร์ เพื่อชมพระตามแผงต่างๆ จนได้รู้จักกับ เฮียตี๋เหล้า ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือมาก ใจดี ให้ความเป็นกันเองกับทุกคน และที่สำคัญคือท่านเล่นพระดีมีแต่พระแท้จึงขอซื้อพระจากเฮียตี๋เหล้าเป็นประจำ สมัยนั้นตั้งใจซื้อพระเพื่อเก็บอย่างเดียว ไม่ได้คิดจะขายต่อแต่อย่างใด การศึกษาเรื่องพระของผมจึงได้อาศัยพระแท้องค์จริงเป็นหลัก ศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลต่างๆ จากพระทุกองค์ที่ซื้อมา จนจำพระได้ทุกองค์ทุกหน้า อะไรที่สงสัยก็สอบถามจากเฮียตี๋เหล้า ท่านก็จะเมตตาสอนให้ และชี้แนะทุกอย่างให้เราจนเข้าใจ อีกคนหนึ่งที่เล่นพระดีมีพระแท้ คือ  คุณตี๋ วัดไทร ได้รับคำแนะนำบ่อย ตรงไปตรงมาดี พูดง่าย นอกจากนี้ก็ได้ความรู้จากการพูดคุยกันในวงการพระด้วยกัน รวมทั้งศึกษาจากหนังสือตำราพระเครื่องบ้าง และจากนิตยสารพระเครื่องต่างๆ ก็มี


คุณหมอมาณพ กล่าวว่า "การซื้อพระช่วงระยะ ๑๐ ปีแรก แม้ว่าจะซื้อไว้มาก แต่ก็เป็นพระทั่วไป ไม่สวยคมชัดเท่าที่ควร ต่อมาผมได้เบนเข็มซื้อแต่พระแชมป์สวยจริงเป็นหลัก เพราะเห็นว่า อัตราราคาขึ้นของพระสวยจริงมีมากกว่าพระทั่วๆ ไปมากมาย อย่างเช่น เหรียญเจ้าสัว หลวงปู่บุญ เนื้อเงิน เมื่อไม่กี่ปีก่อนซื้อขายกันที่แสนเศษ แต่เหรียญเจ้าสัวอันนี้ผมซื้อมา ๒.๙ แสนบาท เพราะเป็นเหรียญสวยคมชัดและดูง่าย ทุกวันนี้หากจะเปิดราคา ๓ ล้านบาทก็มีคนเอา แต่ผมไม่ขาย และยังใช้ติดตัวจนทุกวันนี้  จึงเห็นได้ชัดว่า พระสวยจริงมีโอกาสขายได้ง่ายกว่า และได้ราคามากกว่า"


เมื่อได้ตั้งใจทำธุรกิจพระเครื่องอย่างจริงจัง คุณหมอมาณพจึงเปิดตัวซื้อขายพระครั้งแรกขึ้นตามนิตยสารพระเครื่องต่างๆ โดยนำพระทั่วไปที่มีอยู่เปิดราคาขายขึ้นก่อน ขณะเดียวกันก็หาซื้อแต่พระสวยแชมป์เข้ามาแทนที่ ต่อมาเมื่อมีเว็บไซต์พระท่าพระจันทร์ (www.thaprachan.com) คุณหมอมาณพได้เช่าพื้นที่ลงรายการซื้อขายพระเครื่องอย่างหลากหลาย มีจำนวนพระที่ลงภาพเปิดราคาขายไว้กว่า ๒๐๐ รายการ ครบถ้วยพระทุกประเภท โดยมีการปรับเปลี่ยนความเคลื่อนไหวทุกวัน

 
คุณหมอมาณพ กล่าวว่า "พระทุกองค์ที่นำมาลงขายทางเว็บ จะต้องผ่านการตรวจสอบมาแล้วว่า ต้องเป็นพระแท้พระสวยสภาพเดิมๆ ไม่มีชำรุดอุดซ่อม หรือเสริมเติมแต่งแต่ประการใด และส่วนใหญ่จะเป็นพระที่ได้รับรางวัลจากงานประกวดพระครั้งใหญ่ๆ ที่สมาคมพระให้การสนับสนุนมาแล้วทั้งนั้น  โดยผมจะมีใบรับประกันพระแท้ตลอดกาลให้ด้วย ถ้าหากคิดว่าเป็นพระเก๊ นำไปขายที่สนามพระท่าพระจันทร์แล้วไม่มีคนรับชื้อ หรือสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทยไม่ออกใบรับรองพระแท้ให้ หรือส่งพระเข้าประกวดแล้วกรรมการไม่รับตัดสิน ผมยินดีคืนเงินสดเต็มจำนวนทันที ขณะเดียวกัน พระทุกองค์ที่ซื้อจากผมไปหากจะขายคืนก็ยินดีรับซื้อด้วยเงินสดตลอดเวลา ในกรณีพระที่ซื้อไปนั้นมีราคาสูงขึ้น ผมจะซื้อคืนในราคาจริงในขณะนั้น คือให้กำไรเท่าที่ลูกค้าพอใจ"


นอกจากนี้ คุณหมอมาณพยังเปิดรับจำนำพระเครื่องทุกองค์ที่เช่าบูชาไป ด้วยเงินสด ไม่จำกัดวงเงิน และไม่จำกัดระยะเวลา รวมทั้งยังมีบริการลูกค้าที่มีความตั้งใจจริงที่จะเช่าบูชาพระจากทางร้าน แต่ไม่ต้องการจ่ายเงินเต็มจำนวนทันที ลูกค้าสามารถเลือกผ่อนจ่ายได้อีกด้วย ถ้าหากเป็นลูกค้าขาประจำ เอาพระไปใช้ก่อน แล้วค่อยจ่ายเงินทีหลังก็ยังได้ ตรงนี้ทำให้ลูกค้าของคุณหมอสนใจกันมาก และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นที่กล่าวถึงของคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งหันมาสะสมพระเครื่องในทุกวันนี้


อีกสิ่งหนึ่งที่คุณหมอมาณพได้เปิดบริการขึ้นเป็นแห่งแรกของวงการพระเครื่องก็คือ การเปิดศูนย์พระเครื่องข้ามชาติ ที่คุณหมอเรียกว่า OVERSEAS FRIENDS BUDDHIST AMULETS CENTER ทางเว็บไซต์พระท่าพระจันทร์ บริการให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าในต่างประเทศ โดยเฉพาะมาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง ฯลฯ เป็นจุดเด่นที่สร้างความสนใจอย่างกว้างขวาง จนเมื่อเขาเกิดความเชื่อถือคุณหมอมากขึ้นแล้ว ก็ได้ติดต่อสั่งซื้อพระเครื่องเป็นประจำ เริ่มจากพระที่มีราคาไม่แพงมาก ต่อมาก็เพิ่มเพดานการซื้อสูงขึ้นเรื่อยๆ  จนทุกวันมีการสั่งซื้อพระหลักแสนหลักล้าน จนบางครั้งมากถึงกว่าสิบล้านบาทก็มี


ความศรัทธาสนใจในพระเครื่องเมืองไทยของลูกค้าในต่างประเทศ คุณหมอมาณพ กล่าวว่า ส่วนหนึ่งน่าจะได้มาจากการติดตามอ่านเรื่องราวต่างๆ ของพระหลักยอดนิยมกว่า ๔๐ รายการ ที่คุณหมอได้ลงเผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษทางอินเทอร์เน็ต โดยได้เขียนถึงประวัติความเป็นมาของพระแต่ละองค์ อานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ ตลอดจนการพิจารณาพระแท้พระปลอมเป็นอย่างไร ทำให้ลูกค้าได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และน่าศรัทธาเชื่อถือ


"พระเครื่องเป็นประติมากรรมขนาดเล็ก ที่มีทั้งพุทธศิลป์ และพุทธคุณ มีอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งยังเป็นพุทธพาณิชย์ ที่สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนกันได้ สำหรับผมแล้ว พระเครื่องยังเป็นสื่อสัมพันธ์ที่ทำให้มีคนรู้จักผมมากขึ้นอีกด้วย ธุรกิจการซื้อขายพระของผมไม่ได้มุ่งมั่นที่จะเอาแต่กำไรเท่านั้น แต่ผมจะมองว่า ในเรื่องของน้ำใจไมตรีจิตมิตรภาพก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน" คุณหมอเซียนพระกล่าว

 
ทุกวันนี้ คุณหมอได้เปิดร้านพระชื่อ มาณพ บนชั้น ๒ ชมรมพระเครื่องมณเฑียรพลาซา บริเวณโรงแรมมณเฑียร ถนนสุรวงศ์ โทร.๐๘-๑๙๘๖-๖๗๖๕ เวลา ๑๗.๐๐-๒๑.๐๐ น. (หยุดวันเสาร์-อาทิตย์)



จากคอลัมน์ "เส้นทางนักพระเครื่อง"

โดย ตาล ตันหยง / นสพ.คม ชัด ลึก

ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๓


* 3.jpg (80.64 KB, 400x478 - ดู 10108 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #73 เมื่อ: มิถุนายน 12, 2010, 01:57:06 AM »


'หลวงพ่อใหญ่' วัดเขาแดง

คุ้มครองแคล้วคลาด ปลอดภัย บันดาลทรัพย์ร่ำรวย

ท่ามกลางวิกฤติการณ์ความขัดแย้งในบ้านเมืองยามนี้ แม้สถานการณ์จะคลี่คลายผ่านพ้นไปแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ชาวพุทธอย่างเราๆท่านๆใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจยังไงก็คงไม่พ้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ไม่ว่าสำนักไหนดัง อาจารย์ที่ไหนเด็ด มักมีผู้คนหลั่งไหลไปกราบไหว้ขอพรกันแน่นขนัด ทั้งนี้เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองและครอบครัว
   
เหนือลิขิต ประกาศิตฟ้าดิน เสาร์นี้ขอนำพุทธศาสนิกชนทุกท่านไปเยือนนครนายก เมือง น้ำตกสาริกา สถานที่แห่งมรดกทางธรรมชาติ  งดงาม ต้นไม้สวย น้ำตกใส และก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมาย หนึ่งในจำนวนนั้นที่น่าศรัทธาและน่า  สนใจก็คือ วัดเขาแดง หมู่ ๑๑ ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก
   
วัดเขาแดง เป็นวัดเก่าแก่มีอายุหลายร้อยปีคู่บ้านคู่เมืองอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดนี้   มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ปางประทานพรชื่อ  “พระพุทธนิมิตมงคล” หรือ “หลวงพ่อใหญ่” ประดิษฐานเด่นเป็นสง่าอยู่ในวิหาร สร้างจากเนื้อปูนปั้นมีความสูงประมาณ ๔ เมตร ทุกวันจะมีผู้คนจากทั่วสารทิศแวะเวียนมากราบไหว้ ขอพร ขอโชคลาภ บนบานศาลกล่าวให้ได้สิ่งพึงประสงค์ต่าง ๆ
   
ที่น่าสนใจคือทุกคนที่มากราบไหว้หลวงพ่อใหญ่วัดเขาแดงไม่เคยผิดหวังในสิ่งที่ต้องการ เลยแม้แต่รายเดียว หลายคนเคยชีวิตตกต่ำ เครียดปัญหาชีวิต ลงทุนทำกิจการค้าขายขาดทุนสิ้นเนื้อประดาตัว มาขอบารมีหลวงพ่อใหญ่ช่วยเหลือปรากฏว่ารับโชคก้อนใหญ่ในพริบตา เสี่ยงโชคถูกหวยรับทรัพย์กระเป๋าตุงเป็นล้าน ๆ มาแล้ว

   
เรื่องราวความเข้มขลังและศักดิ์สิทธิ์ได้รับการเล่าขานปากต่อปาก ทำให้ทุกวันนี้ผู้คนจากทั่วสารทิศ ไม่เว้นแม้ ดารา นักร้อง นักแสดง และศิลปินใหญ่น้อยก็ศรัทธาดั้นด้นเดินทางไปกราบไหว้ขอพร เช่น สุนารี ราชสีมา เป็นต้น
   
เคล็ดลับในการบูชา “พระพุทธนิมิตมงคล” หรือ “หลวงพ่อใหญ่” ก็ไม่ยากเย็นเลย เพียงนำ ไข่ไก่หรือไข่เป็ดต้มสุกแล้ว ผลไม้ ๕ อย่าง หมากพลู พวงมาลัย ดอกไม้และธูปเทียน เดินเข้าไปภายในวิหารตั้งจิตอธิษฐานขอพรตามความต้องการ หรือบางคนอยากมีโชคลาภก็เสี่ยงเซียมซีตามความสะดวก จากการสอบถามคนเฒ่าคนแก่ แถวนั้น ต่างยืนยันว่า มักได้รับพรภายใน ๓ วัน ไม่เกิน ๗ วันกันทุกคน
   
พระครู รัตตคีรีรักษ์ หรือ หลวงพ่อพล เจ้าอาวาสวัดเขาแดง ซึ่งเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบรูปหนึ่ง ได้ชื่อว่าเป็น “พระนักพัฒนา” เล่าว่า ภูมิประเทศของวัดเขาแดงอยู่ติดกับเทือก เขาแดงหรือเขาตะขาบหรือเขาหล่น (เขาโล้น) เพราะถูกลักลอบตัดไม้กันจนเตียนโล่งเป็นเขา หัวโล้นและดินก็เป็นสีแดง จึงเป็นที่มาของชื่อ “วัดเขาแดง”
   
“ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แห่งกรุงธนบุรี ประมาณปี พ.ศ. ๒๓๒๑-๒๓๒๒ ได้เกิดศึกสงครามระหว่าง ไทยและกรุงศรีสัตนาคนหุต หรือนครเวียงจันทน์ ซึ่งยุคนั้นพระวอเป็นเจ้าครองนคร หลังรบทัพ จับศึกกันไปพักใหญ่ ฝ่ายเวียงจันทน์สู้ไม่ได้ พระวอหลบหนีไปซ่อนตัวแถวนครจำปาสักและพาพรรคพวกไปตั้งรกรากอยู่ จ.อุบล  ราชธานี ก่อนถูกสังหารสิ้นชีพ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จึงรับสั่งให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกและเจ้าพระยาสุรสีห์ยกกองทัพไป ตีนครเวียงจันทน์ ใช้เวลา ๔ เดือนเศษ ก็ได้ชัยชนะ ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตกลับมาประดิษฐานที่กรุงธนบุรี พร้อมกวาดต้อนชาวเวียงจันทน์มาด้วยจำนวนมาก ส่วนหนึ่งมาอยู่ ต.บ้านใหญ่ อ.เมือง จ.นครนายก และอพยพมาอยู่บริเวณวัดเขาแดงและช่วยกันสร้างวัดขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน”
   
เจ้าอาวาสวัดเขาแดง เล่าต่อว่า การสร้าง วัดเขาแดงน่าจะอยู่ราวปี พ.ศ. ๒๓๔๖ ตามเอกสารสิทธิครอบครองที่ดิน (สค.๑) หรือประมาณ ๒๐๐ ปีล่วง มาแล้ว มีเจ้าอาวาสหลายรูป แต่เป็นใครบ้างนั้นไม่มีข้อมูลบันทึกไว้ จวบจน พ.ศ. ๒๕๒๐ พระสุพล ภัทรทเสวี ดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาส ถึง พ.ศ. ๒๕๔๙ ก็แต่งตั้งให้อาตมาเป็นเจ้าอาวาสจนทุกวันนี้ ก็พยายามทุ่มเทพัฒนาวัดรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ มีประชาชน ทั่วสารทิศมากราบไหว้หลวงพ่อใหญ่ทุกวัน ทางวัดก็ไม่ขัดศรัทธา และจัดทำพิธีลอดโบสถ์   สะเดาะเคราะห์ให้ด้วยตามความเชื่อโบราณที่ว่า หากใครลอดโบสถ์แล้วจะบันดาลให้ชีวิตยืนยาว ประสบความสำเร็จและมีความสุขตลอดไป
   
ทางด้าน น.ส.พัชราภรณ์ (สงวนนามสกุล) จากกรุงเทพฯ ที่มาสักการะหลวงพ่อใหญ่บอกว่า เพิ่งมาเป็นครั้งแรก กับเพื่อน ๆ ขอพรให้เจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานและเรื่องส่วนตัว โชคลาภไม่ได้ขออะไรเป็นพิเศษ เชื่อว่าหากเราหมั่นทำความดีแล้ว สักวันหนึ่งโชควาสนาก็จะมาหาเราเอง
   
นายสมาน มีสอน จาก จ.กาญจนบุรี ก็เป็น อีกผู้หนึ่งที่ศรัทธาหลวงพ่อใหญ่ เล่าว่า ประกอบอาชีพขายของชำมาหลายปี ญาติคนหนึ่งมีอาชีพรับจ้างเคยมากราบไหว้และทำพิธีลอดโบสถ์ กลับไปบ้านมีงานเข้ามาไม่ขาดสาย ก็เลยมาลองบ้างของขายดีเหมือนเทน้ำเทท่า จึงแวะมาขอพรอีกหลาย ครั้ง ตั้งใจว่าถ้าว่าง ๆ จะมาทุกครั้ง อย่างน้อยก็สบายใจและชีวิตครอบครัวก็ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเลย
   
นายพรเทพ (ขอสงวนนามสกุล) ภูมิลำเนาอยู่ จ.สุพรรณบุรี ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มากราบไหว้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ กล่าวว่า เคยมาแล้วหลายครั้งและร่วมทำพิธีลอดโบสถ์ด้วย มาครั้งแรกกลับไปก็มีโชคถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๕ มาแล้ว ๒ คู่ ได้เงิน ๔ หมื่นกว่าบาท ถัดมาไม่นานก็เสี่ยงโชคถูกหวยได้เงินไปหลายแสนบาท ตอนนี้ครอบครัวเจริญรุ่งเรืองและมีความสุขมาก ส่วนตัวเชื่อมั่นในบารมีของหลวงพ่อใหญ่มากและว่างเมื่อใดก็จะแวะมาเรื่อย ๆ
   
นั่นเป็นส่วนหนึ่งของผู้ศรัทธา ใครไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ แต่เป็นความจริง มีหลายคนที่กล้าการันตีความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อใหญ่ ซึ่งทางวัดเขาแดงก็ได้จัดสร้างวัตถุมงคล “พระพุทธนิมิตมงคล” หรือ “หลวงพ่อใหญ่” ให้เช่าบูชา ให้ผู้ศรัทธาคล้องติดตัวเพื่อความเป็น   สิริมงคลและส่งเสริมโชคลาภ หนุนชีวิตให้เจริญรุ่งเรือง พุทธลักษณะเป็นวงกลม มวลสาร ประกอบด้วย ผงพุทธคุณ เกสรว่านมงคล ๑๐๘ ไคลเสมาจากโบสถ์เก่า และดินเวชนียสถานจากประเทศอินเดีย ผ่านพิธีพุทธาภิเษกจากพระเกจิ ๙ รูป อธิษฐานจิตอย่างเข้มขลัง โดดเด่นเมตตามหานิยม ค้าขายยอดเยี่ยม และคุ้มครองอันตรายทุกด้าน พุทธคุณครอบจักรวาล
   
วัตถุมงคลหลวงพ่อใหญ่ไม่ธรรมดา เคย  มีนักท่องเที่ยวรายหนึ่งพาครอบครัวไปเที่ยว จ.นครนายก ขากลับแวะเช่าบูชาพระผงหลวงพ่อใหญ่คล้องติดตัว วันหนึ่งระหว่างขับรถยนต์เกิดหลับใน รถเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ข้างทางพังยับเยินแถว จ.ชลบุรี เหลือเชื่อคนขับไม่เป็นอะไรเลย ไม่มีบาดแผลแม้แต่แมวข่วน หากใครเจอกับตัวเองไม่เชื่อในปาฏิหาริย์แล้วก็คงไม่มีอะไรอธิบายได้ดีกว่านี้อีกแล้ว
   
ที่น่าแปลกคือเคยมีคนทดสอบความขลังด้วยการถือ พระหลวงพ่อใหญ่ในมือ ยืนขาเดียวแล้วให้คนอื่นลองผลักเต็มแรง ปรากฏว่าไม่ล้ม คล้ายมีพลังบางอย่างมายึดเหนี่ยวร่างกายไม่ให้ขยับเขยื้อนเป็นที่น่าอัศจรรย์
   
หากใครว่าง และอยากไปทำบุญไหว้พระ “หลวงพ่อใหญ่” วัดเขาแดง ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลย.


* 2.jpg (61.58 KB, 500x362 - ดู 9399 ครั้ง.)

* 3.jpg (70.57 KB, 500x318 - ดู 9588 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #74 เมื่อ: มิถุนายน 13, 2010, 12:07:29 AM »


วันที่ 13 มิถุนายน 2553

** หันมาชม “พระแท้พระสวย” ที่นำเป็น  “องค์ครู” แม้ช่วงนี้วงการพระฯ ยัง เงียบ ๆ เหงา ๆ เพราะเดินไปสนามไหนมีแต่คนนำ  “พระมาขาย” จึงยังมี “ยอดพระ” ให้ชมกันไม่ขาดประเดิมด้วย “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์สังฆาฏิ” หรือ “ฏิตูม” องค์แชมป์ที่ “สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี” เป็นประธานสร้างที่ วัดบางขุนพรหม เมื่อปี ๒๔๑๕ ซึ่งเป็นองค์ที่คนในวงการ ต้องการมาก เลยเป็นองค์หวงของ “เสี่ยวศิน ร้านจัสมิน” หรือ “เสี่ยเหม่ง” ของวงการนั่นเอง

** อีกองค์ที่ “เสี่ยวศิน ร้านจัสมิน” หวงมากคือ “พระรอดเนื้อดินสีขาวพิมพ์ต้อ” ที่นอกจาก หู ตา กะพริบ แล้วยังเป็น เนื้อหายากสุด ของตระกูล “พระรอดวัดมหาวัน” ด้วยเหตุนี้ “เสี่ยเหม่ง” จึงดับเบิ้ลหวงอีกองค์

** ส่วนสององค์นี้เป็น “ยอดพระ” แห่งเมืองพิจิตรที่นักสะสม มองข้าม เพราะเป็น “พระสมเด็จพิมพ์พระเจ้าห้าพระองค์” และ “พระสมเด็จพิมพ์ข้างอุ” ที่ “หลวงพ่อเงินวัดบางคลาน” สร้างขึ้นด้วย “เนื้อดิน” และหลังจากทำการแจกแก่ ญาติโยมแล้ว ส่วนที่เหลือจึงนำไป บรรจุกรุ ตามวัดต่าง ๆ ใน จังหวัดพิจิตร ที่หลวงพ่อเป็น “องค์อุปัฏฐาก” พร้อมสั่งไว้ว่า “หากหลวงพ่อเงินละสังขารแล้ว วัดใดต้องการปัจจัยเพื่อการบูรณะวัด  ให้นำขึ้นจากกรุเพื่อสมนาคุณแก่ผู้บริจาคทรัพย์”

** ดังนั้นเมื่อวัดต่าง ๆ ชำรุดทรุดโทรม ไปตามกาลเวลา เจ้าอาวาส ยุคต่อ ๆ  มาจึงนำ ขึ้นจากกรุ สมนาคุณแก่ผู้บริจาคทรัพย์ บูรณะวัด เรา ๆ ท่าน ๆ จึงได้เห็นและได้รู้ “หลวงพ่อเงินวัดบางคลาน” ก็สร้างพระไว้ หลายรูปแบบ แต่นักสะสมส่วนใหญ่หันไปนิยม “เนื้อโลหะ” ค่านิยม “พระเนื้อดิน” จึงราคาไม่แรงทั้งที่ “ประสบการณ์” ก็สุดยอดไม่แพ้เนื้อโลหะ ฉะนั้นเจอที่ไหน “นิมนต์ได้เลย” เพราะเป็น “ของดีราคาเบาตัวจริง”


** ส่วนองค์นี้เป็น “เหรียญหลัก” ในวงการอีกตระกูล “เหรียญหลวงพ่อขันวัดนกกระจาบเนื้อเงินกะไหล่ทอง” ที่สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ปัจจุบัน หาชมยากมาก ทั้งนี้ก็เพราะ“คณาจารย์ยุคเก่า” มักสร้างไว้ไม่มากนั่นเองของนักซื้อมือทอง “รักษ์ ศรีเกตุ”

** และองค์นี้ “พระนางพญาหลวงปู่โต๊ะ” ที่สร้างด้วย เนื้อดิน เมื่อปี ๒๔๗๒ ปัจจุบันหาชมของแท้ยากมากเพราะ “นักสะสมศิษย์หลวงปู่โต๊ะ” นิมนต์เก็บกันหมดรวมทั้ง  “ท่านพระครูพิมลสรพาน” แห่งวัดสุทัศน์ที่กำลังต้องการปัจจัยสำหรับบูรณะวัด จึงเปิดกรุให้ผู้สนใจบูชาสอบถามได้ที่ ๐๘-๕๙๕๔-๕๖๐๘ และ ๐๘-๙๖๙๔-๔๘๙๙ หันมาชม“เครื่องรางของขลัง” ที่คนโบราณยึดถือเป็น “ยอดของดี” ที่คุ้มครองชีวิตได้ดีนักชิ้นแรก“เขี้ยวเสือแกะหลวงพ่อปานวัดบางเหี้ย” ขนาดจิ๋วสูงประมาณ เซ็นเศษ สภาพสวยน่ารักมากของนักซื้อมือทอง “รักษ์ ศรีเกตุ” ที่ช่วงนี้กลายเป็น นักซื้อคนสำมะคัญ ของวงการอีกคน

** ชิ้นต่อมา “งาแกะราชสีห์ทรงเครื่องอาจารย์เฮงวัดเขาดิน” สังเกตได้ที่ “ลูกตา” เป็น พลอยสีแดง ทั้งสองข้างอีกชิ้นเป็น “เขาควายเผือกแกะเป็นรูปแพะ” ที่สร้างโดย “หลวงพ่ออ่ำ วัดหนองกระบอกระยอง” ทั้ง ๒ ชิ้นสภาพ สวยสมบูรณ์ ของ “ศัตราวุธเครื่องราง” ยอดนักสะสมเครื่องรางแห่ง เมือง  ย่าโม

** วางแผงให้ชมกันแล้วหนังสือ รวมภาพพระเครื่อง และ ประวัติ ของ พระเกจิอาจารย์ดัง แห่งเมืองนครสวรรค์ “หลวงพ่อลออวัดหนองหลวง” ซึ่งเป็นศิษย์เอกอีกรูปของ “หลวงพ่อเดิมวัดหนองโพ” ที่จัดทำโดยศิษย์สายตรง  “อ้วน ดอนเมือง” อยากรู้วัตถุมงคลของ “หลวงพ่อลออ” มีรุ่นใดบ้างที่ ควรสะสม หาอ่านได้ทุกแผงทั่วไทย

** ปิดท้ายด้วย “ข่าวดี” จาก “อาจารย์จัสติน รัตนมงคล” ผู้มีญาณหยั่งรู้ “โชคชะตามนุษย์” ดีหรือร้ายด้วย “จิตสัมผัส” ที่ฝากถึง บรรดาศิษย์ และ ผู้เคารพนับถือ ๒๐ มิ.ย.นี้จะนำ “ผ้าป่าสามัคคี” ไปทอด ณ วัดสวนอธิษฐาน อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก เพื่อนำรายได้สมทบทุนสร้าง “บันไดนาคหอพระรัตนตรัย (หอประดิษฐานพระแก้วเขียวส่อง)


* 1.jpg (16.32 KB, 500x174 - ดู 9103 ครั้ง.)

* 2.jpg (26.76 KB, 500x183 - ดู 9086 ครั้ง.)

* 3.jpg (20.15 KB, 384x284 - ดู 9104 ครั้ง.)

* 4.jpg (37.78 KB, 396x284 - ดู 9244 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 ... 15
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: