หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องเล่าจากแดนประหาร  (อ่าน 37002 ครั้ง)
มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24919


YOU HAPPY AND I HAPPY


« เมื่อ: มีนาคม 08, 2010, 08:04:58 PM »


นักโทษประหาร
โดย แสง จันทร์งาม


เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม 2508 เรา 3 คน คืออ. บุพพัณห์ นิมมานเหมินท์ นายกยุวพุทธิกสมาคมเชียงใหม่ ร.อ.เสาร์ สุวิทยาลังการ อนุศาสนาจารญ์ประจำค่ายกาวิละและกรรมการยุวพุทธิกสมาคม และข้าพเจ้า ได้รับเชิญจากคุณเชาวน์ เจริญพงษ์ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางจังหวัดเชียงใหม่ ให้ไปทำการอภิปรายปัญหาไขข้อข้องใจต่าง ๆ แก่นักโทษ ซึ่งมีจำนวน 900 คนเศษในเรือนจำนั้น วิธีการอภิปรายของเราเป็นแบบให้นักโทษถามปัญหาแล้วเราช่วยกันตอบ ปรากฏว่านักโทษสนใจถามปัญหากันมาก ปัญหาที่ถามก็มีทุกชนิด แต่เมื่อประมวลดูแล้ว มีเกี่ยวกับเรื่องไสยศาสตร์ เรื่องผี เรื่องกรรม และเรื่องวิปัสสนาเป็นส่วนมาก เราอภิปรายได้เพียง 4 - 5 ปัญหาก็ต้องยุติด้วยเวลา ท่ามกลางความเสียดายของบรรดาผู้ต้องขังทั้งหลาย

ท่านผู้บัญชาการเรือนจำได้เล่าให้เราฟังว่า นักโทษที่อยู่ในเรือนจำนั้น ต้องโทษตั้งแต่ 10 ปี ลงมา ถ้ามีนักโทษเกิน 10 ปี ก็ส่งไปกรุงเทพฯ ความผิดส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวดับทรัพย์ทางการเรือนจำให้อาหารและเสื้อผ้า แก่นักโทษ และมีระเบียบบังคับให้กิน นอน ทำงาน เล่นตามเวลา ภายในเรือนจำมีห้องสมุด มีการเปิดสอนวิชาชั้นประถมศึกษาให้แก่นักโทษที่สนใจสมัครเรียน นับว่าทางเรือนจำได้เอาใจใส่ต่อสวัสดิการและการบริการแก่ผู้ต้องขังเป็นอย่างดี ทำให้ผู้ต้องขังมีความสะดวกสบายตามสมควรแก่อัตตภาพ

แต่แม้จะมีความสบายกาย นักโทษทุกคนก็หาได้ลืมไม่ว่าตนเป็นผู้ต้องขัง ไร้อิสรภาพซึ่งเป็นยอดปรารถนาของทุกคน ข้าพเจ้าสังเกตเห็นผู้ต้องขังทั้งนั้นมีหน้าตาหม่นหมอง ไร้ราศี ขาดแววแห่งความสุขสดชื่น แม้จะยิ้มด้วยความพอใจต่อวาทะของผู้อภิปรายบางท่าน ก็เป็นการยิ้มแหย ๆ เฉพาะที่มุมปาก ไม่ใช่การยิ้มอย่างเบิกบานทั่วใบหน้า ทุกคนปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะออกไปให้พ้นจากเนื้อที่ 2 ไร่เศษ แวดล้อมด้วยกำแพงสูงทั้ง 4 ด้านนั้น เฉพาะอย่างยิ่ง อยากออกไปสู่อ้อมกอดอันอบอุ่นของภรรยาและบุตรซึ่งตั้งตาคอยอยู่ทางบ้าน

เมื่อได้เห็นสภาพของนักโทษแล้ว ข้าพเจ้าเกิดความสงสารอย่างจับใจ สงสารเห็นใจเพื่อนมนุษย์ที่กำลังได้รับความทุกข์ ข้าพเจ้าได้ปรารภกับอ. บุพพัณห์ว่า ถ้าเป็นไปได้ เราควรหาทางเข้ามาทำธรรมสงเคราะห์แก่นักโทษเหล่านี้เป็นการประจำ เพราะเขาเหล่านี้เป็นคนป่วยที่กำลังต้องการยาอย่างแท้จริง การเผยแผ่ธรรมในเรือนจำเป็นการยิงลูกศรถูกเป้าหมาย เพราะการเผยแผ่มีจุดประสงค์สำคัญ คือ ทำคนชั่วให้เป็นคนดี เรือนจำอาจถือได้ว่าเป็นที่อยู่ของคนชั่ว ถ้าเราสามารถกลับจิตกลับใจเขาได้แม้เพียง 4 - 5 คน ก็จะเป็นมหากุศลและเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ ศาสนาอย่างมาก เราไปเทศน์ไปแสดงปาฐกถาที่อื่น ล้วนแต่คนดี ๆ มาฟังทั้งนั้น คนเหล่านี้แม้จะไม่ได้ฟังเทศน์เลย เขาก็จะไม่ทำชั่ว เป็นการวางยาแก่คนไม่ป่วย อ. บุพพัณห์เห็นด้วย และจะติดต่อกับผู้บัญชาการเรือนจำเพื่อดำเนินการต่อไป

ตั้งแต่วันนั้นมา ข้าพเจ้าก็เกิดความสนใจในคนประเภทที่เรียกกันว่านักโทษและเรือนจำวันหนึ่งเมื่อมีโอกาสจึงได้ไปเยี่ยมเรือนจำมหันตโทษอีกแห่งหนึ่ง และได้พบเห็นสิ่งประหลาดมหัศจรรย์น่าสนใจเหลือล้ำ ยิ่งกว่าที่พบเห็นมาแล้วในเรือนจำกลางเชียงใหม่ ข้าพเจ้าแทบไม่เชื่อว่าสิ่งที่ได้พบเห็นในเรือนจำนั้นเป็นความจริง แต่ข้าพเจ้าก็ขอยืนยันกับท่านผู้อ่านว่า มันเป็นความจริง จริง ๆ เพราะเหตุผลบางประการ ข้าพเจ้าจะยังไม่บอกท่านว่าเรือนจำนั้นอยู่ที่ไหน

สิ่งแรกที่ประทับใจข้าพเจ้าก็คือ ความกว้างใหญ่ไพศาลของเรือนจำนั้นมันกว้างใหญ่จริง ๆ จนมองไม่เห็นกำแพงที่ล้อมอยู่โดยรอบ และจำนวนนักโทษที่ถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำนั้นก็มากมายเหลือคณนา ประกอบด้วยคนทุกชาติทุกชั้นวรรณะ เจ้าหน้าที่เรือนจำและผู้คุมก็มีจำนวนมากมายพอ ๆ กับจำนวนนักโทษ ข้าพเจ้าคิดอยู่ในใจว่า มันน่าจะเป็นมหานครแห่งหนึ่งมากกว่าจะเป็นเรือนจำ

ท่านผู้บัญชาการเรือนจำ ซึ่งเป็นชายผิวคล้ำ ร่างใหญ่ อายุประมาณ 50 ปี ได้อธิบายให้ข้าพเจ้าฟังว่า "นักโทษทุกคนในเรือนจำนี้ ล้วนแต่ต้องคดีอุกฉกรรจ์ที่ต้องประหารชีวิตทั้งสิ้น"

ข้าพเจ้าถึงกับ สะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ทราบข่าวเท็จจริงอันนี้ พยายามระงับใจให้เป็นปกติแล้วก็เรียนถามท่านผู้บัญชาการฯ ว่า "นักโทษเหล่านี้ส่วนมากทำความผิดอะไรครับ จึงถูกส่งตัวมาคุมขังที่นี่"

" ผมไม่ทราบและไม่สนใจว่าใครทำความผิดอะไรมาก่อน" ผู้บัญชาการตอบ แสดงความยิ่งใหญ่อยู่ในน้ำเสียง "มันเป็นหน้าที่ของตำรวจและศาล เมื่อตำรวจจับผู้กระทำความผิดได้ก็ส่งตัวให้ศาลดำเนินคดี เมื่อศาลพิพากษาเสร็จ ตำรวจก็คุมตัวนักโทษมาส่งผม ผมก็คุมขังไว้และจัดการประหารชีวิตตามชอบใจ ถ้าคุณอยากทราบว่าเขาทำผิดอะไร คุณลองไปถามนักโทษคนนั้นดูซิ" ผู้บัญชาการชี้มือไปที่นักโทษคนหนึ่งซึ่งกำลังนั้งถอนหญ้าอยู่ใกล้ ๆ

" นี่คุณ คุณทำความผิดอะไร

บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24919


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 08, 2010, 08:05:20 PM »


"ท่านคงไม่รู้ ว่าแดนนี้ เข้าได้แต่ออกไม่ได้ ถ้าจะออกไป ท่านต้องขุดกำแพงออกไปเอง เหมือนกับนักโทษคนนั้น" .................


ปัญหาและคำตอบในเรื่อง "นักโทษประหาร"

1. เรือนจำใหญ่ได้แก่อะไร ทำไมจึงเรียกว่าเรือนจำ
ตอบ เรือนจำใหญ่ได้แก่โลกนี้ทั้งโลก ถ้าพูดอย่างกว้าง หมายถึงภพทั้งสามภพ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ซึ่งเป็นดินแดนตายของสัตว์ เหตุที่ได้ชื่อว่าเรือนจำก็เพราะเป็นที่กักขังสัตว์ไว้ มิให้บรรลุถึงพระนิพพาน

2. นักโทษประหารหมายถึงใคร ทำไมจึงเรียกว่านักโทษประหาร
ตอบ นักโทษประหารหมายถึง สัตว์ทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพทั้งสาม เหตุที่เรียกว่านักโทษประหารก็เพราะว่า สัตว์ทั้งหลายในสามภพ ไม่ว่าจะเกิดในกำเนิดต่ำหรือสูง จะต้องตายทั้งสิ้น

3. ข้อที่ว่า นักโทษไม่รู้ว่าตัวเป็นนักโทษถูกขังอยู่ในเรือนจำนั้นหมายความว่าอย่างไร
ตอบ หมายความว่าสัตว์ที่เกิดในสามภพ หารู้สึกตัวไม่ว่าตนติดอยู่ในห้วงทุกข์ และจะต้องตาย แต่มัวสนุกสนานเพลิดเพลินอยู่ในภพนั้น ๆ จนลืมตัว

4. ข้อที่ว่านักโท ษในเรือนจำรวมกันเป็นกลุ่ม ๆ ช่วยเหลือกันและกัน แสวงหาสมาชิกมาเข้ากลุ่ม และมีการเฉลิมฉลองเมื่อมีสมาชิกใหม่นั้น หมายความว่าอย่างไร
ตอบ หมายความว่า คนในโลกรวมกันอยู่เป็นครอบครัว เมื่อมีคนเกิดขึ้นในครอบครัวก็ดีอกดีใจ ถ้าไม่มีก็พยายามที่จะให้มีทุกวิถีทาง

5. ตำรวจที่นำนักโทษมาส่งเรือนจำหมายถึงอะไร
ตอบ หมายถึงชาติหรือความเกิด ซึ่งส่งให้สัตว์มาเกิดในภพทั้งสาม

6. กำแพงทั้งสามชั้นที่ล้อมเรือนจำไว้หมายถึงอะไร
ตอบ กำแพงอิฐชั้นใน หมายถึงกรรมดีและชั่ว ที่เป็นเหตุให้สัตว์เกิดในสามภพ กำแพงหินชั้นกลางหมายถึงกิเลสหยาบ เช่น โลภ โกรธ หลง อันเป็นเหตุให้สัตว์ทำกรรม กำแพงเหล็กชั้นนอกหมายถึงอวิชชา ซึ่งเป็นกิเลสละเอียดทำลายได้ยาก แม้เกิดในพรหมโลกก็ยังมีอวิชชา

7. ขวานหิน ขวานเหล็ก ขวานเพชร สำหรับทำลายกำแพงอิฐ กำแพงหินและกำแพงเหล็กหมายถึงอะไร
ตอบ ขวานหิน หมายถึงศีล สำหรับควบคุมกายวาจาให้เรียบร้อย ขวานเหล็กหมายถึงสมาธิ สำหรับปราบกิเลสหยาบ ขวานเพชรหมายถึงปัญญา ซึ่งใช้สำหรับทำลายกิเลสละเอียด คืออวิชชา

8. นักโทษที่กำลังแหกคุก โดยใช้ขวานทำลายกำแพงอิฐ กำแพงหินและกำแพงเหล็กหมายถึงใคร
ตอบ หมายถึงพุทธบริษัททั้งสี่ ผู้เห็นภัยในวัฏฏะ ปฏิบัติตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อทำลายกรรม กิเลสหยาบและกิเลสละเอียด เพื่อความเป็นอิสระจากวัฏฏะ นักโทษที่กำลังทำลายกำแพงอิฐมีมาก เปรียบเหมือนคนที่ปฏิบัติขั้นศีลได้มีมาก นักโทษที่กำลังใช้ขวานเหล็กทำลายกำแพงหินมีน้อยลง เปรียบเหมือนพุทธบริษัทขั้นสมาธิมีน้อย นักโทษที่ใช้ขวานเพชรทำลายกำแพงเหล็กมีน้อยที่สุด เปรียบเหมือนพุทธบริษัทที่เข้าถึงปัญญามีน้อย

9. ทางเรือนจำไม่ห้ามป ราม นักโทษที่คิดจะแหกคุก และถ้าแหกคุกได้สำเร็จยังได้รับสิทธิพิเศษให้เข้าออกเรือนจำได้ทุกเวลา ให้ชักชวนนักโทษอื่น ๆ ให้แหกคุกได้หมายความว่าอย่างไร
ตอบ หมายความว่า วัฏฏะไม่เคยกีดกันผู้ที่จะปฏิบัติตามศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อบรรลุพระนิพพานเมื่อบรรลุพระนิพพานแล้ว จะเทศนาสั่งสอนให้สัตว์ทั้งหลายทำลายวัฏฏะเสีย ก็อาจทำได้

10. บุรุษผู้ยืนโฆษณาชักชวนให้นักโทษแหกคุกและแจกขวานหิน ขวานเหล็ก ขวานเพชรหมายถึงใคร
ตอบ หมายถึงพุทธบริษัทผู้เห็นภัยในวัฎฎะ ปฏิบัติตามศีลสมาธิปัญญาจนบริสุทธิ์หลุดพ้นด้วยตนเอง แล้วสั่งสอนผู้อื่นให้ปฏิบัติตาม การที่นักโทษไม่ค่อยสนใจ เปรียบเหมือนมนุษย์ในโลกที่มัวเพลิดเพลินอยู่กับอารมณ์ของโลก ไม่สนใจในพระศาสนา ไม่ปฏิบัติตามศีลสมาธิปัญญา

11. การที่ "ข้าพเจ้า" เข้าไปเยี่ยมเรือนจำ แล้วก็พลอยถูกจับกลายเป็นนักโทษประหารไปด้วยหมายความว่าอย่างไร
ตอบ หมายความว่า ใคร ๆ ก็ตามที่ไปเกิดในภพทั้งสามแล้วจะต้องตายทั้งสิ้น

12. เจ้าหน้าที่ทั้งสามของเรือนจำที่ควบคุม "ข้าพเจ้า" อยู่ทุกฝีก้าวนั้นหมายถึงอะไร
ตอบ เจ้าหน้าที่ทรมานสัตว์โดยการค่อย ๆ ตัดอวัยวะต่าง ๆ ออกทีละน้อย หมายถึงชรา ความแก่ เจ้าหน้าที่ ปล่อยสัตว์ร้ายกัดนักโทษให้ตาย หมายถึงพยาธิ ความเจ็บป่วย เพชฌฆาตผู้ประหารชีวิตนักโทษโดยตรง หมายถึงมรณะ ความตาย
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24919


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 08, 2010, 08:05:53 PM »


แดนประหารที่ว่านี้ คือโลกของเรานี่เอง คนเราต้องตายกันทุกคนใช่หรือไม่บัญญัติโทษประหารมาตั้งแต่เกิดแล้ว

นักโทษทั้งหลายที่ติดอยู่ที่นี่ก็ คือมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ภพสามก็เปรียบเสมือนคุกของสรรพสัตว์นั่นเอง

นักโทษที่ขุดกำแพงออกไปได้ และกลับเข้ามาบอกพร้อมชวนนักโทษคนอื่น ๆ ให้ขุดตามไปนั้น ก็คือ พระพทธเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ของเราทั้งหลาย
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24919


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #3 เมื่อ: มีนาคม 08, 2010, 08:08:48 PM »



การประหารชีวิต (สมัยก่อน)

การลงโทษประหารชีวิต เป็นการลงโทษที่รุนแรงที่สุดที่พึงใช้ต่อผู้กระทำความผิด ถือได้ว่าเป็น การลง โทษที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งดำเนินมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จุดมุ่งหมายของการประหารชีวิตคือ การกำจัดผู้กระทำ ผิดให้พ้นไปจากสังคมด้วยวิธีการฆ่า ในสมัยโบราณการลงโทษประหาร เรียกว่า "กุดหัว" โดยใช้ดาบฟันคอ นักโทษเด็ดขาด ดาบที่ใช้ในการประหารมีรูปร่างต่างๆ กัน ครูเพชฌฆาตเป็น ผู้จัดทำดาบขึ้น มีดาบปลาย แหลม ดาบปลายตัด และดาบหัวปลาไหล การประหารชีวิตครั้งใดจะใช้ดาบชนิดใด ให้อยู่ในดุลพินิจของครู เพชฌฆาต

เพชฌฆาตผู้ทำหน้าที่ประหารชีวิตมี 3 คน คือ ดาบที่หนึ่ง และตัวสำรองอีก 2 คน เรียกว่า ดาบสอง และ
ดาบสาม ถ้าดาบหนึ่งฟันคอไม่ขาด ดาบสองจะต้องซ้ำ ถ้ายังไม่ขาดดาบสามก็ต้องเชือดให้ขาด พิธีการประหารชีวิตด้วยดาบ มีวัตถุเครื่องมือใช้และพิธีทางไสยศาตร์หลายอย่าง เช่นมีสายมงคลล้อม รอบบริเวณประหาร กันผีตายโหงจะเฮี้ยน การตัดสายมงคลต้องใช้มีดโดยเฉพาะ จะใช้ของอื่นไม่ได้ เป็นต้น ในสมัยรัชกาลที่ 5 การประหารชีวิตนักโทษด้วยดาบมักทำพิธีกันที่วัด โดยคุมตัวผู้ต้องโทษประหาร เดินทางโดยทางเรือออกจากคุกในลักษณะจองจำครบ 5 ประการ ดังจะสรุปขั้นตอนของการประหารชีวิตด้วย ดาบ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ดังนี้คือ
1. เมื่อลูกขุน ณ ศาลาลูกขุน ณ ศาลหลวง วางโทษประหารชีวิต ก็จะนำความขึ้นกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประหารชีวิต
2. ก่อนจะนำตัวไปประหารชีวิต จะต้องถูกเฆี่ยน 3 ยกๆละ 30 ที รวม 90 ที
3. จัดอาหารคาวหวานมื้อสุดท้ายให้นักโทษกินก่อนประหาร และนิมนต์พระมาเทศน์ให้ฟัง
4. นักโทษประหารถูกจับนั่งมัดกับหลักไม้กางเขนแบบกาจับหลัก
5. เพชฌฆาตเอาดินเหนียวอุดหู อุดปาก และแปะไว้ที่ต้นคอนักโทษ เพื่อกำหนดตรงที่จะฟันจาก นั้นเพชฌฆาตดาบสองจะร่ายรำไปมา เพื่อรอจังหวะให้จิตนักโทษสงบ พร้อมกับเพชฌฆาตดาบหนึ่งลงดาบ ฟันคอทันที
6. เมื่อประหารแล้ว เจ้าหน้าที่จะตัดส้นเท้า เพื่อถอดตรวนออกแล้วสับร่างกายหรือแล่เนื้อให้ทาน แก่แร้งกา
7. เอาหัวเสียบประจาน
 


เครื่องลงทัณฑ์เกี่ยวกับการประหารชีวิตด้วยดาบ
 
 
 1. ดาบ
ดาบที่ใช้ในการประหารชีวิตนั้น มีรูปร่างต่างๆกัน ดาบ เก่าครูเพชฌฆาตจะจัดทำขึ้น เช่น ดาบปลายแหลม ดาบปลายตัด ดาบหัวปลาไหล ดาบมีฝักและสายสะพายพร้อม เท่าที่ปรากฎ อยู่ในพิพิธภัณฑ์ของกรมราชทัณฑ์ขณะนี้มีอยู่ 3 แบบคือ ดาบ หัวปลาไหล ดาบปลายแหลม ดาบหัวตัด ปรากฎหลักฐานแน่ ชัดว่าเริ่มใช้สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยกฎหมาย พระอัยการขบถ ศึก จุลศักราช 796 (พ.ศ. 1978) เลิกใช้สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ตรงกับแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โดยพระราชบัญญัติแก้ไขพิ่มเติมประมวลกฎหมาย ลักษณะอาญา ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2477 
   
 
2. มีดตัดสายมงคล
มีดตัดสายมงคล ชาวบ้านเรียกว่า "มีดหมอ" มีไว้สำหรับ ตัดสายมงคลที่ล้อมลานพิธีประหารชีวิตเท่านั้น การตัดสาย มงคลจะใช้มีดชนิดอื่นไม่ได้ ทั้งนี้เกี่ยวข้องกับพิธีทางไสย ศาสตร์ ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มใช้สมัยกรุงศรีอยุธยา โดย กฎหมาย "พระอัยการขบถศึก" จุลศักราช 796 (พ.ศ. 1978) เลิก ใช้สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ตรงกับแผ่นดินของพระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่ม เติมประมวลกฎหมาย ลักษณะอาญา ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2477   
 
   
 
3. มีดตัดส้นเท้า
 
 มีดตัดส้นเท้า ผู้ร้ายอุกฉกรรจ์มหันตโทษ ที่ถูกประหาร ชีวิต ที่ข้อเท้าจะถูกตีตรวนขนาดใหญ่ให้ห่วงของตรวนรัดติด แน่นกับข้อเท้าจนไม่สามารถรูดออกทางส้นเท้าได้ เมื่อถูก ประหารชีวิตแล้วจึงใช้มีดสับส้นเท้า เพื่อถอดตรวนข้อเท้าออก ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มใช้สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยกฎ หมาย "พระอัยการขบถศึก" จุลศักราช 796 (พ.ศ. 1978) เลิกใช้ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 5) ร.ศ.131 (พ.ศ. 2455) เนื่องจากมีตรวนข้อเท้าที่สามารถไขได้ด้วยกุญแจมาใช้แทน 
 

4. คบเพลิงสำหรับส่องทาง

คบเพลิงสำหรับส่องทาง การนำนักโทษประหารออกจากคุก ไปตัดหัวที่วัด มักนำนักโทษลงเรือพายไปตามลำคลองให้ทันเวลา ย่ำรุ่งประมาณ 03.00 นาฬิกา ซึ่งยังมืดมากต้องใช้คบเพลิงส่องให้ แสงสว่างขณะเดินทาง   
 
   
 
5. หลักไม้กางเขน
 
 หลักไม้กางเขน ใช้เป็นหลักประหารนักโทษที่ถูกประหาร ด้วยดาบเพชฌฆาต จะนำนักโทษประหารเข้าไปนั่งผูกติดกับ หลักไม้กางเขนเรียกว่า "มัดแบบกาจับหลัก" วิธีปักหลักไม้ กางเขน มัดนักโทษ ครูเพชฌฆาต ต้องขุดหลุมเสกคาถาเรียก แม่ธรณี แล้วเอาไม้กางเขนปักลงกลบให้แน่น เขียนยันต์ลงที่ ดินหน้าไม้กางเขนตรงก้น นักโทษที่จะนั่ง แล้วเอาใบตอง 3 ยอด ปูให้นักโทษนั่งบนใบตองเอาด้ายดิบที่เสกแล้ว มัดแขน ด้านหลัง ติดกับกลักกางเขน ทำพิธีเสกดินอุดหูสะกดให้นัก โทษสงบจิต ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มใช้ตั้งแต่สมัยกรุงศรี อยุธยา โดยกฎหมาย "พระอัยการขบถศึก" เลิกใช้สมัยรัชกาลที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายลักษณะอาญา พ.ศ.2477 เปลี่ยนแปลงการ ลงโทษอาญาประหารชีวิตด้วยดาบเป็นยิงด้วยปืน 
   
 

6. ขันทำน้ำมนต์
ขันทำน้ำมนต์ ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ เป็นภาชนะสำหรับ เพชฌฆาตทำน้ำมนต์ก่อนและหลังพิธีตัดคอนักโทษ เพื่อใช้น้ำ มนต์ในขันปัดรังควานและอาบหรือพรมตามร่างกาย เป็นการ ป้องกันวิญญาณร้ายเข้าสิงร่างกาย ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่า เริ่มใช้ สมัยกรุงศรีอยุธยาโดยกฎหมาย "พระอัยการขบถศึก" จุลศักราช 796 (พ.ศ.1978) เลิกใช้สมัยรัชกาลที่ 7 แห่งกรุง รัตนโกสินทร์ เมื่อมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายลักษณะอาญา พ.ศ. 2477 เปลี่ยนการลงโทษอาญา ประหารชีวิตด้วยดาบเป็นยิงด้วยปืน   
 
   
 
7. ธงแดง
 
 ธงแดง ธงทำด้วยผ้าสีแดง ด้ามทำด้วยไม้ไผ่ยาวประมาณ 23 นิ้ว สำหรับ ปักในบริเวณลานประหารเพื่อให้รู้ว่าบริเวณนี้มีพิธีประหารชีวิต ห้ามฝูงชน มากีดขวางบริเวณที่มีธงแดง 
   
 
8. ศาลเพียงตา
ศาลเพียงตา มีลักษณะสองชั้นทำด้วยไม้เนื้อแข็งติดกันยกหรือเคลื่อนย้ายได้ สะดวกแก่การนำไปใช้ในการประหารชีวิต ชั้นล่างสำหรับวางดาบประหาร ชั้น บนสำหรับวางถาดใส่อาหาร เครื่องเซ่นสังเวยเมื่อนำนักโทษไปถึงแดน ประหาร แล้ว เพชฌฆาตที่เป็นหัวหน้าเรียกว่า ครูเพชฌฆาตเป็นผู้ประกอบ พิธีบวงสรวง สังเวยเทพยดาและภูตผีต่างๆ ตลอดจนผีตายโหงที่เคยฆ่า เมื่อบริกรรมเสร็จแล้ว จะเรียกเพชฌฆาตดาบหนึ่งดาบสองเข้าในวงพิธี โดยนั่งหน้าศาลเพียงตาแล้วร่วม พิธีบวงสรวงครูเพชฌฆาตจะนำเอาแป้งกระแจะเจิมหน้าเพชฌฆาตทั้งสองเมื่อ บวงสรวงเสร็จแล้ว มอบดาบจากศาลเพียงตาส่งให้เพชฌฆาตทั้งสองทำหน้าที่ ประหารชีวิตต่อไป   
 
   
 
9. ไม้เสาหลักกลม
 
 ไม้เสาหลักกลม การประหารชีวิตในสมัยโบราณทำพิธีกันกลางทุ่งแจ้ง และใช้เวลานาน ไม้เสาหลักกลมมีไว้สำหรับขึงผ้ากันแดดและกันฝูงชนมิให้รุกล้ำเข้ามาในระหว่างทำพิธีสังเวย หรือบวงสรวง 
   
 
10. ถาดทองเหลือง
ถาดทองเหลือง ก่อนการประหารชีวิตเพชฌฆาตต้องทำพิธีไหว้ครู และสักการะสิ่งเคารพบูชาตามที่ตนเลื่อมใสเพื่อให้มีจิตใจมั่นคง เพราะ การฆ่าคนก็เกรงกลัวแรงผีเข้าสิง ภาชนะที่ใช้ในพิธี บวงสรวง ประกอบ ด้วย ถาดทองเหลืองมีเชิงและลวดลาย ถ้วยชามกระเบื้องลักษณะมีลาย สีน้ำเงิน เหมือนชามสังคโลก สำหรับใส่ของหวานและน้ำจิ้ม เพื่อเซ่น สังเวยเทพยดาฟ้าดิน เครื่องสังเวยประกอบด้วยหัวหมูซ้ายขวา เป็ดหนึ่ง ไก่หนึ่ง ปลาแปะซะหนึ่ง พร้อมน้ำจิ้ม บายศรีกล้วยน้ำไทย 1 หวี มะพร้าว อ่อน 1 ลูก ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว สิ่งละถ้วย ขนมธรรมดาอีก 4 ถ้วย เหล้าโรง 2 ขวด ดอกไม้พร้อมด้วยธูป 1 ซอง เทียน 9 เล่ม   
 
   
 
11. ถ้วยเคลือบดินเผา
 
 ถ้วยเคลือบดินเผา สำรับอีกหนึ่งชุด ลักษณะเป็นถ้วย เคลือบ ดินเผามี 5 ใบ สำหรับใส่อาหารคาวหวานให้นักโทษ ประหารกินเป็นมื้อสุดท้ายก่อนถูกตัดหัว ทั้งเครื่องเซ่นสังเวย บวงสรวงและอาหารผู้ต้องโทษ มีฝาชีครอบไว้เรียบร้อย 
   
 
12. ฝาชีครอบถาด
ฝาชีครอบถาด ใช้สำหรับครอบถาดทองเหลืองที่มีเครื่อง เซ่นสังเวยบวงสรวง และสำหรับอาคารคาว หวานให้นักโทษ ประหารกินเป็นมื้อสุดท้ายก่อนตัดหัว เพื่อกันไม่ให้ตัวแมลง หรือสิ่งสกปรก ตอมอาหาร
   


* pic18.gif (11.37 KB, 180x115 - ดู 7091 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24919


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #4 เมื่อ: มีนาคม 08, 2010, 08:12:01 PM »


เครื่องลงทัณฑ์เกี่ยวกับการประหารชีวิตด้วยดาบ

1. ดาบ

2. มีดตัดสายมงคล

3. มีดตัดส้นเท้า

4. คบเพลิงสำหรับส่องทาง


* 1.gif (8.45 KB, 180x115 - ดู 6942 ครั้ง.)

* 2.gif (6.18 KB, 180x115 - ดู 6929 ครั้ง.)

* 3.gif (7.41 KB, 180x115 - ดู 6930 ครั้ง.)

* 4.gif (11.07 KB, 150x227 - ดู 6918 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24919


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #5 เมื่อ: มีนาคม 08, 2010, 08:14:04 PM »


5. หลักไม้กางเขน

6. ขันทำน้ำมนต์

7. ธงแดง

8. ศาลเพียงตา


* 5.gif (11.34 KB, 180x115 - ดู 6862 ครั้ง.)

* 6.gif (8.29 KB, 180x115 - ดู 6833 ครั้ง.)

* 7.gif (15.03 KB, 126x210 - ดู 6841 ครั้ง.)

* 8.gif (16.9 KB, 150x234 - ดู 6809 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24919


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #6 เมื่อ: มีนาคม 08, 2010, 08:16:05 PM »


9. ไม้เสาหลักกลม

10. ถาดทองเหลือง

11. ถ้วยเคลือบดินเผา

12. ฝาชีครอบถาด


* 9.gif (6.85 KB, 40x174 - ดู 6758 ครั้ง.)

* 10.gif (11.44 KB, 180x115 - ดู 6715 ครั้ง.)

* 11.gif (9.13 KB, 180x115 - ดู 6690 ครั้ง.)

* 12.gif (11.59 KB, 180x115 - ดู 6690 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24919


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #7 เมื่อ: มีนาคม 08, 2010, 08:22:08 PM »


เครื่องมือที่ใช้ในการลงโทษ

เครื่องมือในการลงโทษผู้กระทำผิด
เครื่องมือที่ใช้ในการลงโทษผู้กระทำผิดในสมัยโบราณ แบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ
  1.. เครื่องพันธนาการ
  2. เครื่องทรมานเกี่ยวกับจารีตนครบาล
  3. เครื่องลงทัณฑ์เกี่ยวกับการประหารชีวิต

 
       
        สันนิษฐานได้ว่าเริ่มมีการใช้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ด้วยปรากฎวิธีการลงโทษตามกฎหมายลักษณะ
อาญาหลวงและกฎหมายลักษณะโจรในประมวลกฎหมายตราสามดวง ที่ได้กำหนดโทษไว้ 6 สถาน คือ
ประหารชีวิต ตัดตีนสินมือ ทวน จำโซ่ตรวน ขื่อคา ปรับไหมและภาคทัณฑ์
เครื่องพันธนาการ
       
       เครื่องพันธนาการ คือ เครื่องมือที่ใช้ในการจองจำผู้กระทำความผิด เพื่อป้องกันการหลบหนี เช่น ตรวน กุญแจมือ โซ่ล่าม เหล็กครอบสะเอว โซ่พวงคอ ขื่อคา ตะโหงก กลัง และสมอบก เป็นต้น ในสมัยโบราณได้มีการใช้เครื่องพันธนาการเป็นเครื่องมือในการลงโทษนักโทษอุกฉกรรจ์และนักโทษที่มีนิสัยดื้อด้านด้วย
ปัจจุบันมีการใช้เครื่องพันธนาการเพียง 4 ชนิด คือ ตรวน กุญแจมือ กุญแจเท้า และโซ่ล่าม 

" ตรวน " เป็นเครื่องพันธนาการชนิดหนึ่ง ซึ่งสามัญชนมักเรียกว่า "โซ่" ที่ปลาย ตรวนทั้งสองข้างมีวงแหวนติดอยู่ เพื่อใช้สวมข้อเท้าหรือข้อมือของนักโทษ ระยะห่าง จากวงแหวนข้างหนึ่งถึงวงแหวนอีกข้างหนึ่งยาวที่สุด 75 ซม. ส่วนเส้นผ่าศูนย์กลาง ของตรวน และลูกโซ่ ระหว่างวงแหวนมีแตกต่างกันหลายขนาด       ในสมัยปัจจุบันการใช้ตรวนเป็นเครื่องพันธนาการ กำหนดไว้ในกฎกระทรวง มหาดไทยออกตามความมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พุทธศักราช 2479 ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2541) ข้อ 26 มีอยู่ 3 ขนาดคือ

      (1) ขนาดที่ 1 วัดผ่าศูนย์กลาง 10 มิลลิเมตร
      (2) ขนาดที่ 2 วัดผ่าศูนย์กลาง 12 มิลลิเมตร
      (3) ขนาดที่ 3 วัดผ่าศูนย์กลาง 17 มิลลิเมตร

 
 
        โซ่ระหว่างวงแหวนของตรวนขนาดที่ 1 และขนาดที่ 3 ให้มีความยาวไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร กับให้ มีขนาดของลูกโซ่ ซึ่งวัดผ่าศูนย์กลางเหล็ก สำหรับขนาดที่ 1 ไม่เกิน 10 มิลลิเมตร และขนาดที่ 3 ไม่เกิน 17 มิลลิเมตร ส่วนโซ่ระหว่าง วงแหวนของตรวนขนาดที่ 2 ให้มีความยาวไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร และไม่ เกิน 70 เซนติเมตร กับ ให้มีขนาดของลูกโซ่ซึ่งวัดผ่าศูนย์กลางเหล้กไม่เกิน 4.75 มิลลิเมตร
 
 
         
       1.1 ตรวนขาถ่าง
         
        เป็นเครื่องพันธนาการข้อเท้าทั้งสองข้างของนักโทษ มีลักษณะ
เป็นเหล็ก ท่อนวางระหว่างแข้ง ปลายมีวงแหวนสำหรับใส่ข้อเท้า
ทั้งสองข้าง ทำให้ขากาง เดินไม่สะดวก ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่า เริ่มใช้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาราวจุลศักราช796 (พ.ศ. 1978) โดยกฎหมายพระอัยการขบถศึกเลิกใช้ในสมัยกรุงรัตน โกสินทร์
(รัชกาลที่ 5) โดยกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 (พ.ศ.2451)
   
       
2. ขื่อคา
     
         ขื่อคาเป็นชื่อเรียกรวมเครื่องจองจำ 2 อย่าง คือ ขื่อและคา ใช้เป็นเครื่องพันธนาการป้องกันหลบหนี
ของนักโทษ เครื่องลงโทษและเครื่องทรมาน เริ่มใช้สมัยกรุงศรีอยุธยาแผ่นดินพระเจ้าอู่ทอง (พระรามาธิบดีที่ 1) โดยกฎหมายพระอัยการอาญาหลวงพุทธศักราช 1895 และกฎหมายลักษณะโจร พุทธศักราช 1903 เลิกใช้สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ แผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยพระราชบัญญัติ ยกเลิกวิธีพิจารณา โจรผู้ร้ายตามจารีตนครบาล ร.ศ.115 แต่ได้นำกลับมาใช้ในเรือนจำ เพื่อลงโทษ ทางวินัยแก่ นักโทษ ตามพระราชบัญญัติลักษณะเรือนจำ ร.ศ.120 และเลิกใช้เด็ดขาดเมื่อประกาศใช้พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2479
      2.1 ขื่อ     
       ขื่อเป็นเครื่องพันธนาการใช้จองจำนักโทษ ซึ่งเป็นโทษ ทางอาญาควบคู่กับการจำคุก ใช้ใส่มือและเท้าทั้งสองข้าง มี 2 ชนิดคือ ขื่อมือและขื่อเท้า ขื่อเท้าทำด้วยไม้เนื้อแข็ง รูปร่าง คล้ายเสาสี่เหลี่ยมมีความยาวพอสมควรที่ตัวไม้นี้เจาะเป็นช่อง ทะลุตลอดขนาดพอให้เท้าไปโผล่ อีกข้างหนึ่งด้านบนของช่อง ที่สอดเท้า มีลิ่มตอกบังคับไม่ให้ดึงเท้ากลับออกมาได้ ปรากฎ หลักฐานแน่ชัดเริ่มใช้ สมัยกรุงศรีอยุธยาแผ่นดินพระเจ้าอู่ทอง (พระรามาธิบดีที่ 1) โดยกฎหมายพระอัยการอาญาหลวง พุทธศักราช 1895 และกฎหมายลักษณะโจร พุทธศักราช 1903 เลิก ใช้เด็ดขาดสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อประกาศใช้พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2479   
     
       2.2 คา

 
 คาทำด้วยไม้เนื้อแข็ง หรือไม้ไผ่ ใช้ใส่คอผู้ถูกลงโทษ ประกอบด้วยไม้ 2 ชิ้น มีลิ่มตอกบังคับหัวท้าย เวลาใส่ แยกไม้ทั้งสองออกจากกัน แล้วเอาส่วนที่ทำเป็นช่อง ประกบกับคอตอกสลักหรือลิ่มหัวท้าย เพื่อบังคับไม่ให้หลุดจากคอได้ ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มใช้สมัย
กรุงศรีอยุธยา แผ่นดินพระเจ้าอู่ทอง (พระรามาธิบดีที่ 1) ดยกฎหมายพระอัยการอาญาหลวง พุทธศักราช 1895 และกฎหมายลักษณะโจร พุทธศักราช 1903 เลิกใช้เด็ดขาด
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์แผ่นดินพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อประกาศใช้พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2479 คามี 2 ชนิด คือ

- คาไม้แก่น ใช้เป็นเครื่องพันธนาการคอผู้ต้องโทษ ทำด้วยไม้แก่น 2 ท่อน ประกบกันมีความยาว 125
เซนติเมตร น้ำหนักและความแข็งแรงของไม้ทำให้เอียงคอไม่ได้ ถอดยาก และนอนลำบาก คาไม้แก่นที่มี
อยู่ในพิพิธภัณฑ์ ตามหลักฐานทำขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2390
- คาไม้ไผ่ ทำด้วยไม้ไผ่ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้ว มี 2 ท่อน ยาวประมาณท่อนละ 3 เมตร
ตรงกลางลำไม้ไผ่ 2 ท่อน มีไม้เนื้อแข็งยึดเป็นสลัก 2 อัน ใส่ค้ำคอคนร้ายได้พอดี ส่วนปลายไม้ไผ่หัวท้าย
ยึดด้วยไม้สลักติดกันใช้สำหรับนักโทษคดีเล็กน้อย และนำเดินทางด้วยเท้ามาพิจารณาคดีจากเมืองหนึ่ง
มาอีกเมืองหนึ่ง หรือจากที่เกิดเหตุมาพิจารณาคดีในเมือง
 คาไม้ไผ่ที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ ตามหลักฐานทำขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2390
   
 
3. เหล็กร้อย
   เป็นเครื่องพันธนาการที่ใช้สำหรับนักโทษหรือผู้ร้าย สำคัญเมื่อเวลาขึ้นห้องขังหรือเรือนนอนเพื่อป้องกันการหลบหนีหรือก่อ การร้ายลักษณะเป็นเหล็กเส้นยาวขวางตลอดแนวห้องนอนติดกับไม้กระดานพื้นห้องปลายด้านหนึ่งสลักกุญแจ เพื่อไขดึงท่อนเหล็กออกมา ร้อยเข้าไปในตรวนข้อเท้านักโทษ เวลานอนตอนกลางคืน ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มใช้แพร่ หลายสมัยต้นกรุงศรีอยุธยา เลิกใช้เด็ดขาดสมัยกรุงรัตน โกสินทร์แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 
 

   4. สมอบก   
       ทำด้วยไม้เนื้อแข็งที่มีน้ำหนักมาก ตรึงด้วยโซ่ปลายโซ่มี
วงแหวนวงเดียวไว้สวมข้อเท้านักโทษที่ทำผิดวินัยเรือนจำ
หรือผู้มีนิสัยดื้อด้าน นักโทษผู้ถูกใส่สมอบกต้องตากแดด ตาก
ลมอยู่กับที่หากจะเคลื่อนไหว จะต้องยกขอนไม้แก่นที่หนักติด
ตัวไปด้วย ปัจจุบันเหลืออยู่ 1 อัน เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์
ราชทัณฑ์ นอกจากนี้ยังปรากฎเครื่องพันธนาการที่มีลักษณะ
การใช้งานคล้ายคลึงกับสมอบก
 
 

1.ภาพตรวน
2.ภาพตรวนขาถ่าง
3.ภาพขื่อ
4.ภาพคา


* 1.gif (8 KB, 107x254 - ดู 6740 ครั้ง.)

* 2.gif (9.91 KB, 100x202 - ดู 6638 ครั้ง.)

* 3.gif (12.3 KB, 180x169 - ดู 6719 ครั้ง.)

* 4.gif (8.58 KB, 180x115 - ดู 6646 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24919


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #8 เมื่อ: มีนาคม 08, 2010, 08:23:08 PM »

5.ภาพเหล็กร้อย

6. ภาพสมอบก


* 5.jpg (12.07 KB, 200x81 - ดู 6468 ครั้ง.)

* 6.gif (24.12 KB, 190x185 - ดู 6663 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 08, 2010, 08:24:39 PM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24919


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #9 เมื่อ: มีนาคม 08, 2010, 08:27:14 PM »


5. เหล็กครอบเอวหรือโซ่บั้นเอว 
ทำด้วยเหล็ก เป็นรูปทรงกลมขนาดของวงกลมพอสวม
ใส่ที่เอวนักโทษได้ที่ปากเหล็กทั้งสองข้างมีรูเพื่อใช้สลักย้ำ
ให้ติดกันแน่น บางครั้งอาจมีโซ่ล่ามจากเหล็กครอบเอวไปติด
กับโซ่พวงคอและตรวนข้อเท้าด้วย ตามหลักฐานไม่ได้กำหนด
ว่าจะใช้กับผู้ต้องขังประเภทใดแต่สันนิษฐานว่าน่าจะใช้เพื่อ
ป้องกันการหลบหนี และก่อการร้าย
 
 
6. เหล็กครอบข้อเท้า
ทำด้วยเหล็กสำหรับสวมข้อเท้านักโทษเวลานอน แล้วใช้เหล็กยาวร้อยเพื่อตรึงให้อยู่กับที่ เป็นการ
ทรมานและป้องกันการหลบหนี ซึ่งเมื่อสวมแล้วเวลานอนไม่สามารถพลิกตัวนอนตะแคงหรือนอนคว่ำได้
เหล็กครอบข้อเท้านี้ใช้กับนักโทษที่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของเรือนจำอยู่เนืองๆ
 
 
7. ตะโหงก 
ทำด้วยไม้มีลักษณะคล้ายขื่อ แตกต่างกันที่สวมที่คอและยาวกว่าขื่อราว 3 เท่า พอจะเดินไปไหนได้ใน
ที่ไม่ต้องห้ามและอยู่ในคุกใช้มือทำงานได้ แต่หลบหนียากเพราะเกะกะมักใช้กับนักโทษที่มีโทษหนักหรือ
ผู้ร้ายสำคัญที่ถูกส่งไปยังที่คุมขัง ป้องกันการหลบหนีระหว่างทาง
 
8. โซ่พวงคอ
 
 ลักษณะเป็นห่วง หรือวงแหวนสวมคอผู้ต้องโทษ มีโซ่
ล่ามที่ข้อเท้าปลายโซ่มีวงแหวนสำหรับสวมกับตรวน สำหรับ
ผู้ต้องโทษคดีอุกฉกรรจ์ หรือนักโทษประหารชีวิต
พวงคอ สำหรับใช้แก่นักโทษที่ถูกตรวนอยู่แล้ว แต่ยังไม่
เป็นที่ไว้ใจที่จะให้อยู่โดยลำพัง จึงต้องให้สวมพวงคอไว้ด้วย
พวงละ 2 คน คือใช้ห่วงเหล็กเส้นขนาดราว 3-4 หุน สวมคอ
นักโทษไว้ 2 คน และใช้โซ่ยาวราว 2 เมตร มัดปลายโซ่ทั้งสอง
ข้างคล้องติดกับห่วงคอนักโทษคนละข้างติดกันเป็นคู่เรียกว่า
"สวมพวงคอ" อยู่ด้วยกันเป็นคู่ๆ เวลากินและนอนตลอดจน
การทำงาน เช่น เลือยไม้ ก็ต้องทำด้วยกัน ถ้ายังไม่มีคู่ก็ต้องให้
สวมห่วงคอและสายโซ่ไว้แต่คนเดียวก่อนต้องหิ้วโซ่ประจำตัว
อยู่เสมอ จนกว่าจะมีคู่ได้จึงจะให้รวมในพวงเดียวกันพวงคอ
เป็นเครื่องป้องกันนักโทษ หนีหรือก่อการร้ายเพราะต่างคนต่าง
ต้องระวังคู่ของตนมิให้กระทำผิด
โซ่พวงคอนี้มีใช้มาแต่เมื่อใดไม่ปรากฎ แต่มีหลักฐานว่า
ได้เลิกใช้เมื่อ พ.ศ. 2454 เรือนจำชลบุรีได้ส่งมาไว้ที่พิพิธภัณฑ์

 
5.ภาพเหล็กครอบเอวหรือโซ่บั้นเอว

8.ภาพโซ่พวงคอ


* 5.gif (9.76 KB, 180x176 - ดู 6583 ครั้ง.)

* 8.gif (9.8 KB, 180x174 - ดู 6923 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24919


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #10 เมื่อ: มีนาคม 08, 2010, 08:29:26 PM »


9. กุญแจมือหรือตรวนแบบฝรั่ง 
กุญแจมือสมัยโบราณไม่เหมือนในปัจจุบัน เพราะใช้ได้
ทั้งมือ หรือใช้แทนตรวนได้ กุญแจมือดังกล่าว ตามประวัติมิ
ได้ระบุ พ.ศ. มีเพียงว่าขุนอาทรสุรทัณฑ์ ครูเพชรฆาตไปพบที่
ห้างบีกริมซึ่ง จำหน่ายของมาจากเมืองฝรั่ง และมีความเห็นว่า
ควรจะนำมาใช้สวม ข้อเท้าของผู้ถูก ประหารชีวิตเมื่อประหาร
ชีวิตแล้ว ใช้ไขกุญแจเอา ตรวนออกแทนการตัดส้นเท้าหรือ
ข้อเท้าอย่างเดิม จึงได้ซื้อมาใช้ในราชการ กุญแจมือนี้ปัจจุบัน
มีกำหนดในกฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 1 ส่วนที่ 2 อำนาจ
และหน้าที่เจ้าพนักงานเรือนจำ ข้อ 25 ให้เป็นเครื่อง พันธนา-
การอันพึงใช้ แก่ผู้ต้องขังซึ่ง ประกอบด้วย ตรวน กุญแจมือ
และโซ่ล่าม
สำหรับผู้ต้องโทษที่มีกำหนดโทษ 10-20 ปี จะถูกจอง
จำ เพียง 3 ชนิด คือโซ่พวงคอ กุญแจมือ และตรวนข้อเท้า   
 
   
 
10. กลังหรือคลัง 
 
 มีลักษณะเป็นไม้กระบอก (ไม้ไผ่) ที่ร้อยโซ่หรือเชือกเข้า
กลางกระบอก ให้โซ่หรือเชือกโผล่ออกทางปลาย 2 ข้าง
กระบอก ใช้กลังหรือคลังเป็นเครื่องพันธนาการผู้ต้องขัง
พระราชอาญานี้เริ่มใช้ ปรากฏหลักฐานแน่ชัดในกฎหมายตรา
สามดวง (พระธรรมนูญ) เลิกใช้เด็ดขาด สมัยกรุงรัตน-
โกสินทร์ โดยทางมหาดไทยได้สั่งให้เลิกใช้ตะโหงก และกลัง
เป็นเครื่องจองจำผู้ต้องหาหรือนักโทษ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์
พุทธศักราชา 2456 ดังปรากฎ หลักฐานตามสำเนาหนังสือ
เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยถึงสมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการ
มณฑล 

 
9ภาพกุญแจมือหรือตรวนแบบฝรั่ง

10 ภำพกลังหรือคลัง


* 9.jpg (15.16 KB, 200x226 - ดู 6540 ครั้ง.)

* 10.gif (8.29 KB, 180x115 - ดู 6476 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24919


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #11 เมื่อ: มีนาคม 08, 2010, 08:33:15 PM »


การจองจำ 5 ประการ


สันนิษฐานว่า มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นวิธีการจองจำผู้กระทำความผิดที่ต้องโทษประหารชีวิต
จำคุกตลอดชีวิต และตามความเหมาะสมที่พระทำมะรง เห็นสมควรด้วยเครื่องพันธนาการ 5 ชนิด ตามที่
อธิบายไว้ในหนังสือสารานุกรมไทย คือ ตรวนใส่เท้า เท้าติดขื่อไม้ โซ่ล่ามคอ คาใส่คอทับโซ่ มือทั้งสอง
สอดเข้าไปในคา และไปติดกับขื่อทำด้วยไม้ แต่ในหนังสือ "เล่าเรื่อง กรุงสยาม" ซึ่งสังฆราชปาเลกัวซ์ เขียน
ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2397 ระบุว่ามีดังนี้ คือ ตรวนเหล็กที่คอ กุญแจมือ ตรวนใส่เท้า โซ่ล่ามเอว คาใส่คอ การจองจำ
5 ประการ ได้ถูกยกเลิกในปี พ.ศ. 2434 (ร.ศ.110) ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล
ที่ 5

เครื่องมือทรมาน
 
เครื่องมือทรมานเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "เครื่อง จารีตนครบาล" ปรากฎหลักฐานตามกฎหมายตราสาม
ดวง สันนิษฐานว่ามีการใช้กันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น คำว่า "จารีต
นครบาล" คือวิธีการไต่สวนจำเลยหรือผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญาแผ่นดินให้รับสารภาพด้วยวิธีการ
ทรมานร่างกายให้เกิดความทุกข์ ทรมานเจ็บปวด เช่น ตอกเล็บ บีบเล็บ บีบขมับ ขึ้นขาหยั่ง เป็นต้น จารีต
นครบาลได้ถูกยกเลิกอย่างเด็ดขาด ในปี พ.ศ.2451 (ร.ศ.127) โดยประกาศประมวลกฎหมาย ลักษณะอาญา
ยกเลิกการไต่สวนโดยจารีตนครบาล
 
1. ไม้บีบเล็บ
ลักษณะเป็นไม้เนื้อแข็ง 2 อัน ปลาย 2 ข้างเป็นปุ่ม และ เรียวลงไปตอนกลางโป่ง ยึดปลายข้างหนึ่งไว้ด้วยเชือกให้แน่น เมื่อเอาบีบลงตรงเล็บผู้ที่ถูกสอบสวนแล้ว ก็เอาเชือกรัดขัน ปลาย อีกข้างหนึ่ง ให้แน่นแล้วใช้ค้อนไม้เนื้อแข็งทุบลงไป ตรงกลางที่วางเล็บไว้ ตามหลักฐานใช้สำหรับทรมานผู้ร้าย เวลาไต่สวนเพื่อให้รับสารภาพ ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า เริ่ม ใช้สมัยกรุงศรีอยุธยาโดยกฎหมาย "พระอัยการ ขบถศึก" จุล ศักราช 796 (พ.ศ. 1978) เลิกใช้สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (รัชกาล ที่ 5) โดยประมวลกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 (พ.ศ. 2451)

2. ไม้บีบขมับ
เป็นเครื่องมือทรมานทำด้วยไม้เนื้อแข็ง มี 2 อัน ปลายข้างหนึ่งใช้ เชือกผูกไว้ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งมีเชือกขันตรงกลางมีปุ่ม 2 ปุ่ม สำหรับ ใส่ตรงขมับทั้ง 2 ข้าง ละขันเชือกอีกปลายด้านหนึ่งให้แน่น กดขมับให้เจ็บปวดจนกว่าจะให้ถ้อยคำเป็นที่เชื่อถือได้ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า เริ่ม ใช้สมัยกรุงศรีอยุธยาโดยกฎหมาย "พระอัยการขบถศึก" จุลศักราช 796 (พ.ศ. 1978) เลิกใช้สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 5) โดยประมวลกฎ หมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 (พ.ศ.2451
 
3. ฆ้อนตอกเล็บ 
ทำด้วยไม้แก่นปลายไม้ข้างหนึ่งแหลมใช้สำหรับใส่เข้า ไประหว่างเล็บและเนื้อแล้วใช้ฆ้อนตอกไม้ปลายแหลมเข้าไป ในเล็บปรากฏหลักฐานแน่ชัด ว่าเริ่มใช้สมัยกรุงศรีอยุธยา โดย กฎหมาย "พระอัยการขบถศึก" จุลศักราช 796 (พ.ศ. 1978) เลิก ใช้สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่5) โดยประมวลกฎหมาย ลักษณะอาญา ร.ศ.127 (พ.ศ. 2451

4. หีบทรมาน
ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง มีลักษณะคล้ายหีบศพขนาดพอดีกับตัวคน ที่ฝาปิด
มีรูเจาะไว้ 2 รู เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณครึ่งนิ้ว สำหรับให้พอหายใจได ท่านั้น เมื่อเอาผู้ร้ายเข้าไปนอนในหีบ ปิดฝาแล้วจะพลิกหรือตะแคงตัว ไม่ได้อาจวางนอน หรือวางยืนไว้กลางแดดก็ได้ ร้อนจนอึดอัดแทบขาดใจ ตาย เป็นการทรมานเพื่อให้รับสารภาพ ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มใช้ สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยกฎหมาย "พระอัยการขบถศึก" จุลศึกราช 796 (พ.ศ.1978) เลิกใช้ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 5) โดยประมวลกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 (พ.ศ. 2451

 


* 1.gif (7.07 KB, 180x115 - ดู 6475 ครั้ง.)

* 2.gif (13.83 KB, 180x294 - ดู 6503 ครั้ง.)

* 3.jpg (13.43 KB, 200x98 - ดู 6309 ครั้ง.)

* 4.gif (15.47 KB, 150x269 - ดู 6407 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24919


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #12 เมื่อ: มีนาคม 08, 2010, 08:35:47 PM »


5. ไม้ขาหย่าง
เป็นเครื่องมือลงทัณฑ์ ซึ่งมักใช้เป็นโทษประจานให้ได้อาย มีลักษณะเป็นไม้
กลม 3 ท่อน ยาวท่อนละประมาณ 1.60 เมตร ปลายมีเหล็กแหลมหุ้มสำหรับเสียบ
ลงในดินให้แน่น ปลายอีกข้างหนึ่งใช้เชือกมัดรวมแล้วมัดผู้กระทำผิดไว้บนไม้สาม
ขา หรืออาจแขวนห้อยไว้ไม่ให้เท้าหยั่งพื้นถึง มีเจ้าหน้าที่ตีฆ้องร้องป่าว มิให้คนอื่น
เอาเยี่ยงอย่าง 

6. เบ็ดเหล็ก
ใช้เพื่อลงทัณฑ์ผู้ต้องโทษโดยเกี่ยวเบ็ดเหล็กเข้าใต้คาง ปลายแหลม
ของเบ็ดเหล็กเสียบทะลุคางถึงใต้ลิ้นแล้วชักรอกดึงรั้งคางของผู้ต้องโทษ ให้ตัวลอยขึ้นจนปลายเท้าลอยพ้นจากพื้นดิน โดยไม่ให้คางหลุดจากเบ็ด เหล็ก เบ็ดเหล็กนี้ทำด้วยเหล็กท่อนขนาด 4 หุน ปลายแหลมเหมือน เบ็ดตกปลา ยาวประมาณ 16 นิ้ว เริ่มใช้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตรงกับสมัยแผ่นดินของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 จุลศักราช 796 (พ.ศ. 1978) ซึ่งปรากฎใน กฎหมายพระอัยการขบถศึกและเลิกใช้ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ร.ศ. 127 (พ.ศ. 2451) เมื่อประกาศใช้ประมวลกฎหมายลักษณะอาญา 
 

7. ตะกร้อลงโทษ (ตะกร้อช้างเตะ)
เป็นเครื่องมือลงทัณฑ์ มีลักษณะทรงกลมทำด้วยหวาย
เส้นสานกันห่างๆ หวายที่สานมีด้วยกันแผงละ 13 เส้น เส้นผ่า
ศูนย์กลางประมาณ 80 เซนติเมตร มีช่องขัดเสียบเหล็กแหลม
ลงไปช่องละ 6-9 ตัว วิธีการลงทัณฑ์จับคนโทษ ยัดใส่ตะกร้อ
แล้วใช้ช้างเตะให้เลียดกลิ้งไปกับพื้นเหล็กแหลมจะทิ่มแทง
ตามร่างกายให้ได้รับความเจ็บปวด ตะกร้อที่จัดแสดงไว้ที่
พิพิธภัณฑ์ ตามหลักฐานได้มาจากคุกเมืองโคราชหรือเรือนจำ
กลางนครราชสีมาปัจจุบัน 


8. หวาย

เป็นเครื่องมือทรมานในการไต่สวนคนร้ายที่ถูกกล่าวหาให้รับสัตย์
(รับผิด) เริ่มใช้สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์และเลิกใช้สมัยรัชกาลที่ 5
เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ร.ศ. 115 (พ.ศ. 2439) หวายที่ใช้ลงโทษผู้ต้อง
ขัง มี 3 ลักษณะ
 
 


* 5.gif (7.5 KB, 120x275 - ดู 6393 ครั้ง.)

* 6.gif (15.59 KB, 180x275 - ดู 6481 ครั้ง.)

* 7.gif (13.06 KB, 180x171 - ดู 6321 ครั้ง.)

* 8.jpg (11.41 KB, 67x200 - ดู 6202 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24919


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #13 เมื่อ: มีนาคม 08, 2010, 08:36:29 PM »


8.1 หวายแช่น้ำแสบ (น้ำเกลือ)
ทำด้วยหวายขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1.10 เมตร ที่ด้านมือจับควั่นด้วยเปลือก
หวายเส้น วิธีการทรมาน จับคนร้ายมัดหันหน้าติดพื้นหรือนอนคว่ำหน้ากับพื้นราชทัณฑ์จะใช้หวายแช่น้ำแสบ (น้ำเกลือ) ที่เตรียมเอาไว้ หวดเฆี่ยนบนหลังคนร้ายตามกำหนดการเฆี่ยนใช้ นับเป็นยก "ยกหนึ่ง" หมายถึง
30 ขวับ จนกว่าคนร้ายจะรับสัตย์ (รับผิด)
 
8.2 หวายกระชากหนังกำพร้า
ทำด้วยหวาย 3 เส้นมัดรวมกัน แต่ละเส้นวันเส้นผ่าศูนย์กลางได้ประมาณ 1 เซนติเมตร ยาวประมาณ
1.25 เมตร ครึ่งปลายของหวายหุ้มด้วยเปลือกหวายขัด เพราะเปลือกหวายขัดนี่เอง เวลาหวดลงหวายไปแต่ละ ทีหนังกำพร้าจะหลุดติดออกมาเป็นริ้วๆ การนับก็เป็น "ยก" เช่นเดียวกับ หวายแช่น้ำแสบ
 
8.3 หวายสามแนว
ทำด้วยหวาย 3 เส้น แต่ละเส้นวัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ประมาณ 1 เซนติเมตรยาวประมาณ 1.25 เมตร
โดยเอาหวาย 3 เส้นมัดรวมกัน แค่ครึ่งหนึ่งของตัวหวายไว้เป็นที่จับ อีกครึ่งหนึ่งของส่วนปลายปล่อยเปลือย การเฆี่ยนตีหรือโบยด้วยหวายสามแนวเหมือนกับหวายแช่น้ำแสบ และหวายกระชากหนังกำพร้า

 
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24919


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #14 เมื่อ: มีนาคม 08, 2010, 08:38:59 PM »


การประหารชีวิต อดีต-ปัจจุบัน


การลงโทษประหารชีวิต เป็นการลงโทษที่รุนแรงที่สุดที่พึงใช้ต่อผู้กระทำความผิด ถือได้ว่าเป็น การลง โทษที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งดำเนินมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จุดมุ่งหมายของการประหารชีวิตคือ การกำจัดผู้กระทำ ผิดให้พ้นไปจากสังคมด้วยวิธีการฆ่า ในสมัยโบราณการลงโทษประหาร เรียกว่า "กุดหัว" โดยใช้ดาบฟันคอ นักโทษเด็ดขาด ดาบที่ใช้ในการประหารมีรูปร่างต่างๆ กัน ครูเพชฌฆาตเป็น ผู้จัดทำดาบขึ้น มีดาบปลาย แหลม ดาบปลายตัด และดาบหัวปลาไหล การประหารชีวิตครั้งใดจะใช้ดาบชนิดใด ให้อยู่ในดุลพินิจของครู เพชฌฆาต

 เพชฌฆาตผู้ทำหน้าที่ประหารชีวิตมี 3 คน คือ ดาบที่หนึ่ง และตัวสำรองอีก 2 คน เรียกว่า ดาบสอง และ
ดาบสาม ถ้าดาบหนึ่งฟันคอไม่ขาด ดาบสองจะต้องซ้ำ ถ้ายังไม่ขาดดาบสามก็ต้องเชือดให้ขาด พิธีการประหารชีวิตด้วยดาบ มีวัตถุเครื่องมือใช้และพิธีทางไสยศาตร์หลายอย่าง เช่นมีสายมงคลล้อม รอบบริเวณประหาร กันผีตายโหงจะเฮี้ยน การตัดสายมงคลต้องใช้มีดโดยเฉพาะ จะใช้ของอื่นไม่ได้ เป็นต้น ในสมัยรัชกาลที่ 5 การประหารชีวิตนักโทษด้วยดาบมักทำพิธีกันที่วัด โดยคุมตัวผู้ต้องโทษประหาร เดินทางโดยทางเรือออกจากคุกในลักษณะจองจำครบ 5 ประการ ดังจะสรุปขั้นตอนของการประหารชีวิตด้วย ดาบ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ดังนี้คือ
1. เมื่อลูกขุน ณ ศาลาลูกขุน ณ ศาลหลวง วางโทษประหารชีวิต ก็จะนำความขึ้นกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประหารชีวิต
2. ก่อนจะนำตัวไปประหารชีวิต จะต้องถูกเฆี่ยน 3 ยกๆละ 30 ที รวม 90 ที
3. จัดอาหารคาวหวานมื้อสุดท้ายให้นักโทษกินก่อนประหาร และนิมนต์พระมาเทศน์ให้ฟัง
4. นักโทษประหารถูกจับนั่งมัดกับหลักไม้กางเขนแบบกาจับหลัก
5. เพชฌฆาตเอาดินเหนียวอุดหู อุดปาก และแปะไว้ที่ต้นคอนักโทษ เพื่อกำหนดตรงที่จะฟันจาก นั้นเพชฌฆาตดาบสองจะร่ายรำไปมา เพื่อรอจังหวะให้จิตนักโทษสงบ พร้อมกับเพชฌฆาตดาบหนึ่งลงดาบ ฟันคอทันที
6. เมื่อประหารแล้ว เจ้าหน้าที่จะตัดส้นเท้า เพื่อถอดตรวนออกแล้วสับร่างกายหรือแล่เนื้อให้ทาน แก่แร้งกา
7. เอาหัวเสียบประจาน

 
ปัจจุบันการลงโทษประหารชีวิตผู้กระทำผิดได้เปลี่ยนจากการประหารชีวิตด้วยดาบมาเป็นการ ประหารชีวิตด้วยปืน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2477 เป็นต้นมา เรียกว่า การยิงเป้า วิธีการประหารชีวิตจะเริ่มขึ้นโดยเจ้า หน้าที่อ่านคำสั่งศาลและฎีกาทูลเกล้าซึ่งพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานฯ คืนมาให้ผู้ต้องโทษฟังและลงชื่อรับ ทราบ ต่อจากนั้นเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียนประวัติให้ถูกต้องและอนุญาตให้ ผู้ต้องโทษจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือกิจการจำเป็นอื่นใดเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วจึงให้ผู้ต้องโทษฟัง เทศน์จากพระภิกษุสงฆ์หรือนักพรตในนิกายศาสนาที่ผู้ต้องโทษเลื่อมใสแล้วให้รับประทานอาหารเป็นมื้อ สุดท้าย จากนั้นนำผู้ต้องโทษเข้าสู่หลักประหารซึ่งเป็นลักษณะเป็นไม้กางเขนมีความสูงขนาดไหล่ โดยผู้ต้อง โทษจะถูกมัดด้วยด้ายดิบ ให้ยืนหันหน้าเข้าหลักประหารซึ่งมีไม้นั่งคร่อม ป้องกันมิให้ผู้ต้องโทษยืนตัวงอ หรือเข่าอ่อน ข้อมือทั้งสองผูกมัดติดกับหลักประหารในลักษณะประนมมือ กำดอกไม้ธูปเทียนไว้ เจ้าหน้าที่ นำฉากประหารซึ่งมีเป้าวงกลมติดอยู่กับฉาก ตั้งเล็งให้เป้าอยู่ตรงจุดกลางหัวใจของผู้ต้องโทษ ห่างจากด้าน หลังผู้ต้องโทษประมาณ 1 ฟุต เพื่อกำบังมิให้เจ้าหน้าที่ผู้ลั่นไกปืนเห็นตัวผู้ต้องโทษ แท่นปืนประหารตั้งอยู่ ห่างจากฉากประหารประมาณ 4 เมตร
      เมื่อพร้อมแล้วเจ้าหน้าที่ให้สัญญาณ โดยโบกธงสีแดง ผู้ทำหน้าที่ลั่น ไกปืน คณะกรรมการประหารชีวิตร่วมกันตรวจสอบจนแน่ใจว่านักโทษถึงแก่ความตายอย่างแท้จริง จากนั้น เจ้าหน้าที่จะจัดพิมพ์ลายนิ้วนักโทษประหารเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อยืนยันว่าไม่ประหารชีวิตผิดตัว


* 1.gif (11.37 KB, 180x115 - ดู 7225 ครั้ง.)

* 2.gif (11.63 KB, 180x115 - ดู 6201 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: