หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: อภินิหารอัฐิธาตุ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ  (อ่าน 16370 ครั้ง)
มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 25026


YOU HAPPY AND I HAPPY


« เมื่อ: มีนาคม 15, 2010, 07:26:37 PM »


หลวงปู่แหวน สุจิณโณ องค์อรหันต์องค์หนึ่งซึ่งเป็นที่นับถือของชาวไทยเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะชาวเหนือ   ถึงแม้ว่าท่านจะมรณภาพไปนานแล้วก็ตาม แต่บารมีของท่านยังคอยปกป้องคุ้มครองบรรดาสานุศิษย์อยู่เสมอ

                ประวัติโดยแท้ของหลวงปู่แหวนนั้น ค่อนข้างจะลางเลือน ไม่มีใครทราบแน่ชัดถึงอดีตว่าท่านมีความเป็นมาอย่างไร  เหตุเพราะหลวงปู่ท่านไม่ค่อยที่จะเปิดเผยเรื่องราวในอดีตให้ผู้ใดทราบเท่าใดนัก  เวลาที่สานุศิษย์ซึ่งไปกราบนมัสการเอ่ยถามท่าน ท่านก็มักจะตอบว่า

                “ฮาบ่มีอดีต ฮามีแต่ปัจจุบันและอนาคต ชีวิตของฮาถวายให้กับพุทธศาสนาแล้ว”

                ฉะนั้น  เรื่องราวต่าง ๆ ของท่านที่ถูกบันทึกไว้  ส่วนใหญ่มักจะได้มาจากบรรดาสานุศิษย์ซึ่งมีทั้งที่เป็นสงฆ์และฆราวาส  ตามประวัติกล่าวไว้ว่า

                หลวงปู่แหวน เกิดเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๐  ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น ๓ ค่ำ เดือนยี่ ปีกุน เป็นบุตรของนายใส กับ นางแก้ว  มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกันสองคน คือ นางเบ็ง ซึ่งเป็นพี่สาว นอกจากนั้นยังมีพี่น้องต่างมารดาอีกหลายคนด้วยกัน

                ก่อนที่หลวงปู่จะเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์นั้น ท่านได้รับแรงใจจากมารดาและผู้เป็นยาย กล่าวคือ  เมื่อตอนที่ท่านยังเป็นเด็กอยู่ ก็เกิดมีเหตุอย่างหนึ่ง  มารดาของท่านมีอาการป่วยอย่างหนัก อาการมีแต่ทรงกับทรุด  จะเยียวยารักษาอย่างไรก็ไม่ทุเลาขึ้นเลย  นางต้องทนเจ็บปวดทุกข์ทรมานอย่างหนัก  แต่เป็นเพราะว่านางยึดมั่นในธรรมจึงสามารถควบคุมสติอยู่ได้  จวบจนถึงเวลาที่นางรู้ตัวว่าคงไปไม่รอดแล้ว  นางจึงเอ่ยปากบอกกับลูกชายว่า อยากเห็นลูกบวชเป็นพระเข้าสู่ร่มโพธิสมภารเพื่อรับใช้พุทธศาสนาสืบไป  เมื่อผู้เป็นมารดาเอ่ยปากขอร้องก่อนที่จะสิ้นใจ  เด็กชายแหวนจึงออกปากรับคำ  และตั้งมั่นว่า จะขอบวชรับใช้เป็นการตอบแทนพระคุณของมารดา  หลังจากนั้นมารดาของหลวงปู่ก็ถืงแก่กรรม

                เมื่อสิ้นมารดา  หลวงปู่จึงอยู่ในความอุปการะของผู้เป็นยายสืบต่อมา  อยู่มาวันหนึ่ง  ผู้เป็นยายได้นอนหลับและฝันไปว่า  เห็นหลานนอนอยู่ในดงขมิ้น  เนื้อตัวเหลืองอร่ามไปหมด  ยายจึงขบคิดแล้วเห็นว่า  ท่าทางหลานคนนี้คงจะมีวาสนาทางธรรมเสียแล้ว  ยายจึงได้เรียกหลานเข้ามาขอร้องว่า   อยากจะเห็นชายผ้าเหลือง และเมื่อบวชแล้วก็อย่าได้สึกออกมา ให้อยู่รับใช้พระศาสนาไปจนชั่วชีวิต  หลานชายก็ตกปากรับคำแต่โดยดี  หลังจากที่ยายเสาะหาเครื่องบริขารจนครบแล้ว    ก็จัดพิธีบวชเณรให้เด็กชายแหวนที่วัดโพธิ์ชัย  โ ดยมีพระอุปัชฌาย์ (มีศักดิ์เป็นน้าของเด็กชายแหวน) เป็นผู้บวชให้   หลังจากที่ได้ศึกษาวิชาธรรมพอประมาณ   พระภิกษุอ้วน (ผู้เป็นน้า)  จึงได้พาหลวงปู่แหวนเข้ากราบ  พระอาจารย์สิงห์  ขันตยาคโม (ต่อมาได้เป็นศิษย์เอก องค์สำคัญของ พระอาจารย์มั่น  ภูริทัตโต)  ปาวารณาตัวเข้าเป็นศิษย์  พระอาจารย์สิงห์ท่านพินิจพิจารณาสามเณรน้อยแล้วก็ให้รู้สึกยินดีมาก  เพราะเห็นว่าเป็นผู้ที่มีบารมีติดตัวมาแต่เด็ก จนถึงกับเอ่ยปากว่า  “นี่คือ ช้างเผือกแก้ว ผู้เกิดในป่าแน่แท้”

                หลังจากที่ได้ศึกษาวิชาธรรม และวิชาไสยศาสตร์จากพระอาจารย์สิงห์ได้มากพอสมควรแล้ว  เมื่ออายุครบที่จะอุปสมบท  สามเณรแหวนจึงได้บวชที่วัดสร้างถ่อ โดยพระอาจารย์สิงห์ และพระอาจารย์หลี เป็นผู้ทำการอุปสมบทให้

                ภิกษุแหวนนั้น  เป็นผู้ที่ใฝ่ธรรมและชอบการนั่งวิปัสสนามาก  ท่านจึงตั้งใจที่จะออกธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรเพื่อศึกษาให้เข้าถึงสัจธรรม  เพราะเห็นว่า ถ้าท่านอยู่ในวัด  ก็จะมีแต่ญาติโยมมาห้อมล้อมคอยปรนนิบัติอันจะหาความสงบสุขไม่ได้  ท่านจึงออกธุดงค์แต่นั้นเป็นต้นมา

                พระภิกษุแหวนท่องเที่ยวธุดงควัตรไปเรื่อย ๆ   ตามภาคอีสานและภาคเหนือ  บ่อยครั้งที่ท่านพบกับพระธุดงค์รูปอื่น ๆ  ซึ่งมาจากต่างถิ่น  ท่านก็ได้สนทนาแลกเปลี่ยนธรรม แล้วก็แยกย้ายกันออกธุดงค์ตามทางของตนต่อไป

                หลายครั้งที่ท่านพำนักอยู่ในป่าแล้วได้พบกับสิ่งเร้นลับ กับภยันตรายมากมาย  มีทั้งภูติผีปีศาจ  และคนป่าซึ่งไร้วัฒนธรรม  แต่ท่านก็เอาตัวรอดได้ทุกครั้ง  แถมยังได้แสดงบารมีสยบเหล่าอสูรกายจนยอมจำนนรู้แจ้งเห็นธรรมตามท่านไปด้วย

                หลังจากที่ท่านออกธุดงควัตรไปตามป่าเขาลำเนาไพรแล้ว  เมื่อไปถึงอำเภอแม่แตง  ท่านจึงได้อยู่จำพรรษาที่ วัดป่าบ้านปง  ท่านใช้เวลาปฏิบัติธรรมอยู่ที่นี่ถึงสิบกว่าปีด้วยกัน  จนกระทั่งท่านชราภาพ และได้รู้จักกับ พระอาจารย์หนู  สุจิตโต  หลวงปู่กับพระอาจารย์หนูนั้นสนิทสนมกันมาก จนในที่สุด พระอาจารย์หนูจึงนิมนต์ให้หลวงปู่แหวน ไปจำพรรษาที่วัดดอยแม่ปั๋ง  หลวงปู่ท่านก็ตอบตกลง   แต่มีข้อแม้ว่า  ท่านจะไปอยู่ในฐานะของพระผู้เฒ่าผู้ปฏิบัติธรรมเท่านั้น  ส่วนหน้าที่ต่าง ๆ ภายในวัด  เช่น การดูแลเสนาสนะ  การปกครองภิกษุสามเณร หรือ กระทั่งการเทศนาแก่สาธุชนก็ดี  ขอให้เป็นหน้าที่ของพระอาจารย์หนู

                เมื่อหลวงปู่มาอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋งแล้ว  ชื่อเสียงของท่านก็เริ่มแพร่กระจายไปทั่วทุกสารทิศ  สาธุชนหลั่งไหลกันไปนมัสการท่านอย่างไม่ขาดสาย  เรียกว่า ในสมัยยี่สิบ สามสิบปีก่อน แทบจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักชื่อ  หรือได้ยินกิตติศัพท์ของหลวงปู่เลย  บ่อยครั้งที่มีคนเห็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของหลวงปู่  แม้กระทั่งนักบินของกองทัพอากาศก็ต้องอัศจรรย์ใจเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นภาพของหลวงปู่แหวนกำลังนั่งสมาธิอยู่บนก้อนเมฆ

                หลวงปู่แหวนเป็นพระที่ปฏิบัติธรรมจนถึงขั้นบรรลุธรรม  บรรลุนิพพานแล้ว  แม้ตัวท่านจะมรณภาพไปแล้ว  บารมีและกิตติศัพท์ของท่านก็ยังคงอยู่

                มีเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่งก็คือ  เมื่อครั้งที่เผาศพหลวงปู่นั้น  อัฐิของท่านได้แปรสภาพเป็นพระธาตุ  มีความสดใสแวววาวดั่งแก้วเจียระไน  และบรรดาสานุศิษย์ที่ได้ครอบครองพระธาตุของหลวงปู่นั้น  ก็ได้รับสิริมงคล  ทำมาค้าคล่อง   นอกจากนี้พระธาตุของหลวงปู่ ยังได้ดลบันดาลให้เกิดปาฏิหาริย์ ช่วยเหลือผู้ที่ครอบครองหลายครั้งหลายหนด้วยกัน

                คุณเกรียงเดช  พูลเฉลิม  ก็เป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งสนใจในการปฏิบัติสมาธิมาก  ท่านปฏิบัติจนได้ทิพยจักษุญาณ  ทิพโสตญาณ และ มโนมยิทธิ  สามารถส่งกระแสจิตสัมผัสกับเหล่า เทพ พรหม หรือ แม้แต่วิญญาณต่าง ๆ ได้ ท่านมีความสนใจในเรื่องของพระธาตุของหลวงปู่แหวนมาก  ท่านจึงได้พยายามเสาะแสวงหามาเพื่อนำมาสักการะบูชา  เพื่อความเป็นสิริมงคลสืบไป  และท่านก็ได้มาอย่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก  คุณเกรียงเดชได้เปิดเผยถึงการได้มาของพระธาตุหลวงปู่แหวน ดังนี้

                ผมได้อ่านประกาศจัดรายการนำไปงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่แหวน  ที่วัดดอยแม่ปั๋ง  แล้วสนใจจะโทรศัพท์ไปจองตั๋ว  ก็พอดีหัวหน้าหน่วยงานที่ผมทำอยู่   มีคำสั่งให้ผมออกไปปฏิบัติงานที่จังหวัดนครสวรรค์เป็นเวลา  ๒๕  วัน  ซึ่งอยู่ในระหว่างงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่พอดี  จึงทำให้หมดโอกาส

                พอถึงวันงานพระราชทานเพลิงศพ  ผมก็ได้ดูการถ่ายทอดทีวีที่นครสวรรค์  ยังได้เห็นทั้งพระ และประชาชนเป็นอันมากมากันเนืองแน่นไปหมด  ทำให้ผมยิ่งเคารพ และศรัทธาในองค์หลวงปู่เป็นยิ่งนัก  ดูไปก็คิดไปว่า  ถ้าเราได้ไปในงานพระราชทานเพลิงของหลวงปู่ในวันนี้  เมื่อเสร็จงาน หรือ ทางคณะกรรมวัดได้เก็บอัฐิของหลวงปู่เสร็จแล้ว  หลวงปู่ท่านก็คงจะเหลืออัฐิไว้ให้เราบ้าง (โดยการพลางตา)

                คือ ผมคิดว่า ถ้าผมได้ไปในงาพระราชทานเพลิงนี้  คงจะได้อัฐิธาตุของหลวงปู่มาสักการะบูชาบ้างแน่นอน  พองานที่นครสวรรค์แล้วเสร็จ  ผมก็กลับกรุงเทพ ฯ  เช้าวันรุ่งขึ้นก็ไปซื้อหนังสือธรรมะเล่มหนึ่ง มาอ่าน  และพบประกาศของคณะธรรมยาตรานิมิต  จัดนำเที่ยวไปนมัสการพระธาตุและหุ่นขี้ผึ้งหลวงปู่แหวน  ผมเลยรีบจองตั๋วทันที

                รถออกจากหน้ากรมไปรษณีย์กลางบางรัก  เมื่อวันที่  ๒๗  กุมภาพันธ์  ๒๕๓๐  เวลา ๑๘.๐๐ น.  ถึงวัดดอยแม่ปั๋งประมาณ  ๐๗.๐๐ น. ของวันรุ่งขึ้น  พอรถหยุดที่หน้าวัดดอยแม่ปั๋ง  ผมรีบลงจากรถทันที  โฆษกประจำรถประกาศว่า  ให้เวลา ๑ ชั่วโมง  พร้อมทั้งรับประทานอาหารเช้า เสร็จแล้วจะได้ไปเที่ยวที่อื่นต่อไป

                ผมเดินขึ้นดอยไป ครุ่นคิดไปว่า  สงสัยเวลา ๑ ชั่วโมง จะไม่ทัน  เพราะระยะทางจากเชิงดอย มีป้ายบอกระยะทาง ๕๐๐ เมตร จุดประสงค์ของผมก็คือ จะไปให้ถึงบริเวณเมรุ  เลยต้องเปลี่ยนความตั้งใจใหม่หมด  ตกลงไปแค่พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง และที่บรรจุอัฐิของหลวงปู่

                พอมาถึงหน้าประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์  มองดูที่ป้ายบอกระยะทาง “เมรุ ๕๐๐ เมตร” และผมเห็นว่า ไม่มีใครไปเลย   ผมเลยตัดสินใจไม่ไป   ผมถอดรองเท้าที่หน้าประตู   แล้วเข้าไปนั่งยกมือไหว้เจดีย์บรรจุอัฐิ   เสร็จแล้วมาไหว้หุ่นขี้ผึ้ง และบอกหลวงปู่ว่า

                “ถ้าผมมีบุญบารมีที่จะได้พระธาตุของหลวงปู่ไปสักการะบูชา   ก็ขอให้ได้ด้วยเถิด   จะด้วยวิธีใดก็ตาม   การมาของผมครั้งนี้ก็เพื่อต้องการพระธาตุไปสักการะบูชา”

                สิ้นคำอธิษฐาน  ผมเห็นหลวงปู่ (หุ่นขี้ผึ้ง) ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่   ท่านบอกว่า  ดีใจที่ผมมาตามที่ได้ให้สัญญากับท่านไว้  ของที่ผมอยากได้นั้น ท่านเตรียมไว้ให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

                ท่านรู้ก็เพราะว่า  ตอนที่ผมนั่งดูทีวี ถ่ายทอดงานพระราชทานเพลิงของหลวงปู่นั้น  ผมได้ส่งกระแสจิตถึงหลวงปู่ว่า “งานพระราชทานเพลิงของหลวงปู่นี้ ผมไม่ได้มาเสียแล้ว แต่ผมอาจจะได้มาหลังงานพระราชทานเพลิงแล้ว ขอให้หลวงปู่ช่วยเก็บรักษาอัฐิธาตุไว้ให้ด้วยก็แล้วกัน” และผมก็เห็นหลวงปู่ท่านรับปาก

                จากสภาพนั่งของหุ่นขี้ผึ้ง  ผมเห็นท่านลุกขึ้นเดินแบบคนแก่  ไปหยิบไม้เท้าประจำตัวของท่าน  เดินมาหยุดตรงที่ผมนั่ง  แล้วบอกให้ผมเดินตามท่านไป  ผมก็ลุกขึ้นเดินตามท่านออกไป

                ท่านก็มาหยุดตรงหน้าประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง  แล้วชี้ให้ผมดูระยะทางจากที่ผมกับท่านยืนอยู่ ไปถึงเมรุ ประมาณ ๕๐๐ เมตร

                ท่านบอกว่า  กว่าผมจะเดินไปถึงเมรุ  แล้วกลับมาถึงที่ผมกำลังยืนอยู่นี้  ก็เสียเวลาหลายสิบนาที  ท่านบอกอีกว่า  ท่านรู้และทราบล่วงหน้าว่า  ถึงอย่างไร ผมก็ต้องมาแน่  เพราะถ้าไปที่บริเวณเมรุตอนนี้  ก็ไม่มีอะไรเหลือแล้ว  คนที่มาในงาน เอาไปหมดแล้ว

                แล้วท่านก็ออกเดินนหน้าผมไป  พร้อมกับชี้ให้ผมดูบริเวณโดยรอบวัด  ซึ่งยังทอดทิ้งให้เห็นสภาพความยิ่งใหญ่ของงานพระราชทานเพลิงศพที่ผ่านมา  ซึ่งมีทั้งเตาไฟของมูลนิธิต่าง ๆ ซากของเพิงพัก และป้ายชื่ออาหาร

                ผมกับหลวงปู่เดินกันมาเรื่อย ๆ  ในระหว่างที่เดินมา ก็คุยกันไป หัวเราะและสนทนากันไป เป็นที่ถูกอัธยาศัยซึ่งกันและกันยิ่งนัก  จนมาถึงบริเวณเชิงเขา  ที่ตรงนี้ถ้าใครเคยไปวัดดอยแม่ปั๋ง  จะเห็นรูปปั้นของหลวงปู่ในท่ายืนถือไม้เท้า  ด้านหลังรูปปั้นของท่าน  จะเป็นศาลาใหญ่ มีพระพุทธรูปหน้าตักกว้างประมาณ ๒ ศอกเศษอยู่องค์หนึ่ง

                ผมได้ไปไหว้รูปปั้นหลวงปู่พร้อมทั้งปิดทอง (ตอนขึ้นมาไม่ได้ไหว้ เพราะตั้งใจจะไปให้ถึงบริเวณเมรุ) เสร็จแล้วหลวงปู่ท่านก็พามาที่พระพุทธรูปองค์นั้น  แล้วท่านก็ชี้นิ้วมือไปที่ใต้ฐานพระพุทธรูป  ผมก็มองตามนิ้วมือของท่านไป  แล้วก็ได้เห็นสิ่งที่หลวงปู่ท่านบอกว่า

                “ท่านเก็บเอาไว้ให้ อยู่ที่ใต้ฐานพระพุทธรูปองค์นี้เอง”

                ผมเห็นหลอดพลาสติกสีขาวใส  โตขนาดนิ้วชี้  ยาวประมาณ ๓ นิ้ว  เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑ เช็นติเมตร มีฝาปิดเรียบร้อย ผมเลยเอาก้านธูปเขี่ยออกมาดู  ความในของหลอดพลาสติก ทำให้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน  มีลักษณะคล้ายเถ้าถ่านอะไรอย่างหนึ่ง ผมก็เลยค่อย ๆ แกะฝาที่ปิดออกดู

                พอเปิดออก สิ่งที่เห็นก่อน ก็คือ กระดาษเงิน กระดาษทอง ตัดเป็นรูปวงกลมเล็ก ๆ ภายในหลอดบรรจุด้วยเถ้าถ่านที่เผาไหม้เป็นผงแล้ว และเศษไม้ไหม้ไฟ จนเป็นถ่านก้อนเล็ก ๆ อีกหลายชิ้น  เมื่อคิดตามรูปการณ์แล้ว  แน่นอน คงเป็นส่วนหนึ่งที่ใช้ประดับเมรุ  ผมรู้สึกปลื้มปีติจนบอกไม่ถูก  อยากจะกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ  ที่ได้มาที่วัดดอยแม่ปั๋งครั้งนี้  ไม่เสียเที่ยว และเป็นไปดังความคาดหมาย  ซึ่งเรื่องนี้ผมได้เห็น คือ รู้เรื่องราวว่า จะต้องได้พระธาตุแน่นอน

                ผมเลยพนมมือขึ้นสาธุ  บอกขอบคุณหลวงปู่ และเทพที่สถิตอยู่ในพระพุทธรูปองค์นั้น (ที่ผมพบหลอดนี้)  ที่อุตส่าห์รักษาของนี้ไว้ให้เป็นเวลา ๑ เดือนเศษ  แล้วผมก็ทำพิธีเบิกพระเนตร พร้อมทั้งปิดทองพระพุทธรูปองค์นั้นด้วย

                เพื่อความแน่ใจผมเลยนำหลอดที่พบนี้ไปให้พวกร้านขายรูปภาพหลวงปู่แหวน  ซึ่งมีอยู่หลายร้านบริเวณทางขึ้นดอย  ผมถามเขาว่า ในบริเวณเมรุของหลวงปู่แหวนนั้น  มีกระดาษเงิน กระดาษทอง ตัดเป็นรูปวงกลม เล็ก ๆ ประดับอยู่หรือไม่  พอเจ้าของร้านบอกว่ามี ผมก็หยิบหลอดที่ผมได้มานั้นให้ดู เปิดฝาจุกให้เขาดู  ตอนนี้รู้สึกว่า มีกลิ่นหอมคล้ายดอกมะลิสด  กลิ่นแรงมาก คล้ายกับมีดอกมะลิมาวางไว้ใกล้ ๆ ผมเป็นเข่ง ๆ เจ้าของร้านเขาก็ได้กลิ่น

                เจ้าของร้านได้ยกมือขึ้นพนมไหว้ระลึกถึงหลวงปู่แหวน  แล้วผมก็ได้เล่าให้เขาฟังว่า ได้จากที่ตรงไหน  เสร็จแล้วผมก็เดินมาที่ร้านอาหาร  ขณะกำลังสั่งอาหาร  ก็เห็นผู้หญิงเจ้าของร้านรูปภาพ คนที่ผมเข้าไปถามเรื่องกระดาษเงิน กระดาษทอง เดินขึ้นไปที่พระพุทธรูปองค์ที่ผมพบของนี้  ผมเห็นเขายืนก้ม ๆ เงย ๆ เหมือนกำลังมองหาอะไรอยู่นาน  เมื่อไม่พบอะไร เขาก็เดินลงมา

                เมื่อรับประทานอาหารกันเสร็จแล้ว ก็อำลาดอยแม่ปั๋ง

 หลังจากนั้น  คณะทั้งหมดได้ไปเที่ยวดอยตุง  ดอยตุงนี้ รถบัสขึ้นไม่ได้  เพราะเป็นยอดเขาสูงคดเคี้ยวมาก  ต้องเปลี่ยนมาขึ้นรถสองแถว  คันที่ผมไป  ผมนั่งอยู่ตอนหน้าพร้อมพระอีกรูปหนึ่ง  ขากลับลงมาจากเขา ผมก็ยังนั่งข้างหน้ากับพระรูปนั้นอยู่  พอมาถึงระหว่างทาง พระท่านได้หยิบเหรียญหลวงปู่แหวนสีทองออกมาจากย่าม  แล้วบอกผมให้ช่วยอ่านรายละเอียดบนเหรียญ เช่น พ.ศ.อะไร เป็นของวัดไหนสร้าง

ผมก็ไม่ทันได้อ่าน  แต่ดูเหรียญของท่านแล้ว เหมือนบูชามาจากบนดอยแม่ปั๋ง  ผมเลยหยิบหลอดที่บรรจุอัฐิธาตุที่ผมได้มานั้นให้ท่านดู  แล้วเล่าให้ท่านฟังโดยตลอด พระท่านก็ขอดู

ตอนนั้นไม่ทราบเป็นเพราะเหตุใด  มองดูในหลอดเห็นเหมือนผงถ่านนั้น  กำลังกลายเป็นพระธาตุ ส่งประกายระยิบระยับไปหมด  พระท่านก็บอกว่า  เถ้าถ่านนี้กำลังกลายเป็นพระธาตุ

เมื่อกลับจากทัวร์บุญวันนั้นและถึงบ้านแล้ว  ผมได้นำสิ่งอันควรสักการะ  ซึ่งได้รับมอบมาจากหลวงปู่แหวนอย่างปาฏิหาริย์  ดังที่กล่าวไว้ในเบื้องต้น ขึ้นสู่หิ้งบูชา และสักการะทุกค่ำเช้า




* 1.jpg (59 KB, 983x896 - ดู 13792 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: