หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ตำนาน...โคตรไอ้เคี่ยม ไอ้ด่างคลองบางมุด” หรือ “ไอ้ด่างเกยชัย” พ.ศ. ๒๕๐๗  (อ่าน 24740 ครั้ง)
มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 25023


YOU HAPPY AND I HAPPY


« เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2010, 09:50:52 PM »

ด้วยลำตัวขนาดถังน้ำมัน 200 ลิตร ยาว 9 เมตร ทำให้ไอ้ด่างเป็นโคตรไอ้เคี่ยมมัจจุราชแห่งคลองบางมุด อาละวาดคาบผู้คนไปกินชีวิตแล้วชีวิตเล่า เหตุการณ์เขย่าขวัญชาวหลังสวน จ.ชุมพร เมื่อ 46 ปีก่อนเป็นอย่างไร ?

...คนไทยยุคเก่าก่อนรู้จักจระเข้และผูกพันอยู่กับนิทานปรัมปราเรื่อง "ไกรทอง" พรานจระเข้ผู้ปราบ "ชาละวัน" เพื่อแย่งชิงตะเภาแก้ว ตะเภาทอง ส่วนคนไทยยุคใหม่ขึ้นมาหน่อยรู้จัก "โคตรไอ้เคี่ยม" จากแผ่นฟิล์มจอเงิน หลายคนรู้สึกพรั่นพรึงในความดุร้ายของสัตว์เลือดเย็นครึ่งบกครึ่งน้ำที่มีชีวิตมายาวนานตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์


 แต่ใครเล่าจะรู้ซึ้งถึงความโหดร้ายสยองขวัญในพฤติกรรมของจระเข้ได้ดีไปกว่า ชาวบ้านแห่งคลองบางมุด ต.บางน้ำจืด อ.หลังสวน จ.ชุมพร เมื่อ 43 ปีก่อนเป็นไม่มี เมื่อจระเข้สองน้ำลำตัวใหญ่พอๆ กับถังน้ำมัน 200 ลิตร และมีความยาวถึง 9 เมตร ออกอาละวาดลากเอาผู้คนไปกินเป็นภักษาหารอย่างย่ามใจ


 เรื่องราวสยองขวัญนี้เกิดขึ้นต้นปี 2507 หรือเมื่อ 46 ปีก่อน ชาวบ้านนับร้อยครัวเรือนสองฝั่งคลองบางมุด ต้องตกอยู่ในอาการขนพองสยองเกล้า ไม่กล้าออกไปทำมาหากินในห้วยหนองคลองบึงเฉกเช่นปกติ เรือกสวนไร่นา ตัดจาก หาปูปลาตามคลอง ต้องยุติลงทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่ตามป่าชายเลน ป่าโกงกาง ซึ่งมีพืชพรรณอาหารอุดมสมบูรณ์ ด้วยเป็นพื้นที่ติดต่อปากอ่าว

ขณะนั้น "วันชัย พัฒทอง" เพิ่งมีอายุได้ 9 ขวบ แต่เขาก็จำเรื่องราวเมื่อหนหลังได้ดี เนื่องจากช่วงนั้นเกิดเหตุการณ์ที่ทุกคนแห่งคลองบางมุดไม่อาจลืมเลือนได้เลย ปัจจุบันวันชัยอายุ 55 ปี เป็นสารวัตรกำนัน ต.บางน้ำจืด อ.หลังสวน จ.ชุมพร เขาทบทวนความหลังเมื่อครั้งวัยเด็กให้ "คม ชัด ลึก" ได้รับฟัง


 เนื่องจากคลองบางมุดเชื่อมต่อกับปากอ่าวไทย ที่นี่จึงเต็มไปด้วยจระเข้อาศัยอยู่จำนวนมาก บ่อยครั้งที่ชาวบ้านจะเห็นสัตว์เลื้อยคลานหนังมีราคาขึ้นมานอนอ้าปากผึ่งแดดบนตลิ่ง บ้างก็ปรากฏรอยเท้าเปรอะเต็มสองฝั่งคลอง แต่ทั้งชาวบ้านและจระเข้ต่างก็อยู่อาศัยร่วมกันได้ โดยต่างฝ่ายต่างอยู่ไม่เบียดเบียนกันและกัน กระทั่งวันหนึ่งเมื่อต้นปี 2507 จู่ๆ ก็มีชาวบ้านหายไป พบอีกทีก็เป็นศพลอยน้ำถูกสัตว์กินเนื้อกัดแทะเป็นอาหาร แต่จนแล้วจนรอดก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นฝีมือของสัตว์ร้ายอะไรกันแน่

 
 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็มีข่าวลือสะพัดหนาหูว่า มีชาวบ้านบางอื่นประสบชะตากรรมในลักษณะเดียวกันนี้ ท่ามกลางความตื่นตระหนกและสับสนว่า เกิดจากอะไร ก็มีคำตอบตามมาจากชาวบ้านคนหนึ่งซึ่งเห็นจะจะตาว่า มีจระเข้ยักษ์ตัวใหญ่พอๆ กับถังน้ำมัน 200 ลิตร ลำตัวยาวถึง 9 เมตร ขึ้นมาคาบชาวบ้านไปกิน จระเข้ตัวที่ว่านี้มีจุดเด่นอยู่ที่บริเวณคอด้านขวาปรากฏลายสีขาวเด่นชัด ชาวบ้านละแวกนั้นจึงขนานนามว่า "ไอ้ด่าง" ตั้งแต่บัดนั้น

ชื่อเสียงของ "ไอ้ด่าง คลองบางมุด" ขจรขจายไปเกินกว่าคุ้งน้ำคลองบางมุด เมื่อนักจัดรายการวิทยุต่างก็นำเรื่องราวเขย่าขวัญนี้ไปเล่าออกอากาศ ยังผลให้พรานล่าจระเข้จากทั่วสารทิศต่างก็มุ่งหน้ามาที่คลองเล็กๆ สายนี้ วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวบ้านบัดนี้ไม่หลงเหลือให้เห็น ด้วยมีคนแปลกหน้าจากต่างถิ่นมุ่งหน้ามาหมายปราบปรามไอ้ด่างมัจจุราชแห่งคลองบางมุด

 
 แต่จนแล้วจนรอดไอ้ด่างก็รอดพ้นจากการตามล่าตามล้างของเหล่าพรานล่าจระเข้ จนผู้เฒ่าผู้แก่ต่างปักใจเชื่อว่าไอ้ด่างเป็นจระเข้ที่มีอาคมแก่กล้า อาศัยอยู่วังน้ำลึกปลายคลอง ไม่ผิดอะไรกับ "ชาละวัน" อันเป็นตำนานจระเข้ที่หลายคนแยกแทบไม่ออกว่าเป็นนิทานหรือตำนานเล่าขานกันแน่ ?


 นานหลายเดือนแล้วที่ได้อ่างหายไปจากคลองบางมุด อย่างน้อยก็นานพอให้ชาวบ้านคลายความตื่นกลัว แต่แล้วจู่ๆ บ่ายโมงเศษของเดือนกันยายน ปี 2507 ไอ้ด่างก็กลับมาพร้อมกับความน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า เมื่อมันเข้าจู่โจมนายอุดมชาวบ้านนาขา ต.นาขา อ.หลังสวน จ.ชุมพร ต่อหน้าต่อตาชาวบ้านนับสิบคน ที่ตกตะลึงพรึงเพริดจนทำอะไรไม่ถูก กว่าจะรู้สึกตัวนายอุดมก็ถูกลากลงไปในคลองเรียบร้อยแล้ว


 เช้าวันรุ่งขึ้นศพของนายอุดมโผล่ขึ้นมาประจานความชั่วร้ายของไอ้ด่าง วันชัยก็เป็นหนึ่งในชาวบ้านหลายสิบหลายร้อยคนที่เมื่อทราบข่าวต่างก็เดินทางไปดูศพ


 "ผมจำได้ดีวันนั้นผมเห็นเต็มสองตาว่า ศพที่ลอยขึ้นมานั้นถูกกัดกินเฉพาะท้อง" วันชัย ทบทวนความหลัง
 ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์วันอันเลวร้ายนั้น ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สาเหตุที่นายอุดมเสียชีวิตเพราะไปท้าทายไอ้ด่าง ก่อนตายเขาพูดท้าทายไอ้ด่างต่างๆ นานาว่า หากแน่จริงให้มากัดก้น ความเชื่อว่าไอ้ด่างไม่ใช่จระเข้ธรรมดาถูกขยายวงต่อไปเรื่อยๆ และสำทับด้วยความตายของนายอินในอีก 3 วันถัดมา




* 4.jpg (33.78 KB, 425x502 - ดู 30808 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 08, 2010, 10:12:51 PM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 25023


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2010, 09:52:17 PM »

นายอินเป็นหนุ่มเขมร ย้ายมาจาก จ.ตราด มาตั้งรกรากที่คลองบางมุด นำเรือเล็กออกไปตัดจากมุงหลังคาบ้าน ขณะยืนตัดจากอยู่ในเรือ จู่ๆ มัจจุราชแห่งคลองบางมุดก็พุ่งตัวขึ้นมาบนเรือ คาบนายอินเหมือนตะกวดคาบหนูตัวเล็กๆ ลงไปในน้ำ นายอินไม่ตายทันที เขามีสติพอที่จะเหนี่ยวเกาะแคมเรือเอาไว้ ปากก็กู่ตะโกนเรียกให้เมียที่อยู่บนฝั่งช่วยเสียงหลง เธอทำได้ดีที่สุดเพียงพยายามกระทุ่มน้ำและส่งเสียงไล่ ซึ่งไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย


รุ่งเช้าชิ้นส่วนนายอินโผล่ขึ้นมามีแต่หัว ไม่มีปากและลำตัว ยิ่งทำให้ชาวบ้านปักใจเชื่อในอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของไอ้ด่างมากยิ่งขึ้น เนื่องจากก่อนตายนายอินพูดท้าทายทำนองว่า หากไอ้ด่างโผล่ขึ้นมาจะเอามีดแทงปากให้ดู โดยชาวบ้านลืมข้อเท็จจริงว่าด้วยเรื่องของความประมาทไปอย่างสิ้นเชิง หรือว่าพวกเขาเลือกที่จะเชื่อประการแรกมากกว่า ?


 2 ชีวิตที่สังเวยให้กับการกลับมาของไอ้ด่าง ทำให้ตำรวจ สภ.อ.หลังสวน ทนอยู่เฉยไม่ได้ จึงร่วมกับชาวบ้านกว่าร้อยคน วางแผนติดตามไล่ล่า ด้วยการระดมเรือกว่าร้อยลำ เสี้ยมปลายไม้ไผ่ให้แหลมคล้ายฉมวก ลอยเรือเป็นหน้ากระดานตั้งแต่หัวคลองบางมุดบ้านนาขา ไปจนถึงปากอ่าวไทย ระยะทางกว่า 9 กิโลเมตร แล้วพร้อมใจกันแทงฉมวกสุ่มลงใต้น้ำ


 ผ่านไป 3 วัน มาตรการนี้ดูเหมือนจะไร้ผล ตำรวจและชาวบ้านใช้ฉมวกไม้ไผ่แทงน้ำไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้ง แต่ไม่มีวี่แววของไอ้ด่างเลยแม้แต่น้อย พบเพียงร่องรอยว่าครั้งหนึ่งมันได้หลบพักบนตลิ่ง และผละไปก่อนหน้าเพชฌฆาตจะไปถึง
 เมื่อไม่ประสบความสำเร็จ ส.ต.อ.บุญโชติ อภิสนธิสมบัติ หัวหน้าทีมไล่ล่าจาก สภ.อ.หลังสวน จึงปรึกษากับผู้นำชุมชนก่อนจะลงความเห็นให้ขอความช่วยเหลือไปยัง "เสือพราน" หรือพลร่มป่าหวาย


 "ตลอดสัปดาห์นั้นมีแต่เสียงระเบิดดังไปทั่วคุ้งน้ำ ตรงไหนเป็นคุ้งน้ำมีร่องรอยจระเข้ เขาจะวางระเบิดทั้งกลางวันกลางคืน เด็กๆ สนุกกันมาก" หยุดหัวเราะ "เพราะพวกเราไม่ต้องลงไปจับปลาเอง ปลามันตายจากแรงระเบิด เอาไม้เขี่ยเก็บมากินได้ตามใจชอบ แต่ถึงจะวางระเบิดยังไงก็ไม่มีวี่แววของไอ้ด่างอยู่ดี"


 ความร่วมมือระหว่างชาวบ้าน ตำรวจ ทหาร กินเวลาล่วงเลยไป 3 สัปดาห์ เหมือนกับความพยายามครั้งก่อนๆ สาเหตุของความล้มเหลวไม่เป็นท่า อาจเกิดจากการออกตามล่าอย่างหนักจากพรานล่าจระเข้หลายกลุ่ม ประกอบกับช่วงนั้นน้ำขึ้นสูงและมีน้ำเหนือไหลบ่า น้ำในคลองบางมุดจึงเชี่ยวกราก บวกกับถูกรบกวนอย่างหนัก ทำให้จระเข้ส่วนใหญ่ย้ายถิ่นที่อยู่ไปแหล่งอื่น


 ทว่าข้อเท็จจริงนี้กลับถูกมองข้าม ชาวบ้านส่วนใหญ่มั่นใจมากยิ่งขึ้นว่า ไอ้ด่างแห่งคลองบางมุดเป็นมากกว่าจระเข้ธรรมดาสามัญเสียแล้ว พวกเขาจึงหันไปพึ่งไสยศาสตร์ ด้วยการเชิญหมอจระเข้จากพิจิตรมาตามล่า หมอจากพิจิตรเป็นแขกตัดต้นกล้วยมาทำเป็นแพล่องไปตามคลองบางมุด จุดเทียนบริกรรมคาถาเรียกไอ้ด่าง ถอดแบบมาจากไกรทองไม่มีผิดเพี้ยน


 "ผมชอบใจหมอแขกมาก เราเด็กๆ ไม่รู้อะไรก็เดินตามไปดูบนตลิ่ง ตอนนั้นก็เสี่ยงเหมือนกันนะว่า ไอ้ด่างมันจะขึ้นมาคาบหมอแขกไปกิน"


 แล้ววาระสุดท้ายของไอ้ด่างก็มาถึง หากคิดไปในทางไสยศาสตร์ ก็ต้องบอกว่า ชะตาฟ้ากำหนดให้มันต้องชดใช้บาปกรรม หรือถ้าคิดไปในแง่ข้อเท็จจริงแล้ว ไอ้ด่างย่ามใจมากเกินไป เมื่อประกอบเข้ากับความพร้อมของคนล่า มันจึงต้องมาพบจุดจบเอาครั้งนี้


 ไอ้ด่างหลบการรังควานจากการตามล่ามาอยู่ที่คลองหัวปีบ คลองสายเล็กๆ ที่แยกจากคลองบางมุดและคลองตะโก เขตติดต่อ อ.หลังสวน กับ อ.สวี จ.ชุมพร 8 โมงเช้า วันที่ 18 พฤศจิกายน 2507 จระเข้ยักษ์โผล่มาคาบนายช้วน พิมาน ชาวบ้านคลองหัวปีบ ขณะข้ามสะพานที่มีน้ำท่วมสูงถึงเอว ชาวบ้านยืนยันว่าเป็นไอ้ด่างอย่างแน่นอน  


 ส.อ.ห้วง พิมาน กับ ส.อ.จำนงค์ พิมาน ญาตินายช้วน ทหารประจำจังหวัดทหารบกชุมพร นำระเบิดซีโฟร์หย่อนลงไปใต้ท้องน้ำ แรงระเบิดลูกแรกทำให้จระเข้ตัวเมียขนาดเล็กลอยขึ้นมา แต่หลังจากระเบิดลูกที่สองทำงาน เสียงระเบิดดังกึกก้องสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับน้ำพุ่งขึ้นเป็นลำสูงเทียมยอดตาล สิ้นเสียงร่างของสัตว์เลือดเย็นที่ดำรงชีวิตมาอย่างยาวนานก็มาถึงกาลอวสาน ร่างไอ้ด่างลอยขึ้นมาเหนือน้ำ หงายท้องขาวสิ้นฤทธิ์นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา !


จระเข้ตีนเป็ด

 "ไอ้ด่าง" เป็นจระเข้พันธุ์ "ไอ้เคี่ยม" ซึ่งเป็นจระเข้ตีนเป็ดหรือพันธุ์ทองหลาง ตัวดำมะเมื่อม มีสีขาวที่คอและตามตัว เวลาโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำจะมองเห็นสีขาวพาดอย่างชัดเจน จึงเป็นที่มาของชื่อไอ้ด่าง หลังจากถูกระเบิดตายเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2507 นายไห้ แซ่เซ็ง ได้ติดต่อขอซื้อไปในราคา 2.3 หมื่นบาท นำไปสตัฟฟ์แล้วออกโชว์ตามงานวัด
 ปัจจุบันชาว อ.หลังสวน จ.ชุมพร พยายามติดต่อขอซื้อซากไอ้ด่างกลับมาไว้ที่คลองบางมุด แต่ติดตามไม่ได้ จึงมีเพียงรูปปั้นเหมือนจริงที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จที่นายวันชัย พัฒทอง สารวัตรกำนัน ต.บางน้ำจืด อ.หลังสวน จ.ชุมพร ร่วมกันปั้นไว้ ณ วัดน้ำรอด ริมคลองบางมุด


* 2.jpg (42.5 KB, 425x319 - ดู 50107 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 08, 2010, 09:57:47 PM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 25023


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2010, 09:55:45 PM »

หากย้อนกลับไป 40 ปีที่แล้วสมัยที่เมืองไทยยังใช้เส้นทางน้ำเป็นทางสาย หลัก และบางแห่งก็มีจระเข้ชุกชุมตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ชาวบ้านทั่วไปมีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับน้ำ แต่จู่ๆกลับเกิดข่าวสะเทือนขวัญพาดหัวข่าวในหน้าหนัง สือพิมพ์ ปลายเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๗ โดยเริ่มออกอาละวาดตั้งแต่ต้นเดือนกันยา ในคลองบางมุด บ้านหนองไก่ปิ้ง ต.นาขา อ.หลังสวน จ.ชุมพร จากคำบอกเล่าของชาวบ้าน จระเข้ตัวนี้มีขนาดใหญ่มาก และดุร้ายถึงขั้นไล่กัดผู้คนที่เดินริมตลิ่ง และไล่กัดเรือที่สัญจรไปมา จนชาวบ้านไม่กล้าพายเรือหรือเดินเลาะริมตลิ่ง

ต่อมาในกลางเดือนกันยายน เย็นวันหนึ่ง นายอุดม ชาวบ้าน ต.นาขา ลงอาบน้ำในคลอง ถูกจระเข้ยักษ์คาบไปกินต่อหน้าต่อตา ต่อหน้าชาวบ้านนับสิบ รุ่งเช้าพบศพนายอุดมลอยขึ้นมา ปรากฏว่าถูกกินเฉพาะส่วนท้อง

๒ – ๓ วันต่อมา นายอิน ชาวเขมรบ้านเดิมอยู่ จ.ตราด มาตั้งรกรากที่คลองบางมุด ได้นำเรือเล็กไปตัดจากเพื่อนำมามุงหลังคาบ้าน ขณะยืนตัดกิ่งจากอยู่ในเรือ จระเข้ยักษ์ได้พุ่งตัวขึ้นมาบนเรือคาบขานายอินตกลงไป ในน้ำ นายอินดิ้นและเกาะแคมเรือร้องให้ภรรยาซึ่งอยู่บนฝั่ง ช่วย เธอพยายามกระพุ่มน้ำและส่งเสียงไล่ แต่ไม่เป็นผล จระเข้ยักษ์ได้คาบนายอินจมหายลงไปใต้ท้องน้ำต่อหน้าต ่อตา รุ่งขึ้นศพนายอินลอยขึ้นมา ก็พบว่าถูกกินเฉพาะส่วนท้องเช่นเดียวกับนายอุดม

ข่าวจระเข้ยักษ์อาละวาดกินคนไปแล้ว ๒ ศพแพร่กระจายไปทั่วชุมพร ส.ต.อ.บุญโชติ และครูสมพงษ์ซึ่งเป็นเพื่อนกับนายอินผู้ตาย ถึงกับลาราชการเพื่อออกล่าจระเข้ล้างแค้นแทนเพื่อนโด ยร่วมกับนายแดง เจ้าของโรงสี โดยใช้เรือ ๒ ลำ ปืนและดินระเบิด
กลางเดือนตุลาคณะล่าจระเข้ยังออกควานหาตัวแต่ไม่มีวี ่แวว

กระทั่งบ่ายจึงใช้ระเบิดกระป๋องนมจุดโยนลงไปในน้ำถึง ๑๔ กระป๋อง ระเบิดติดต่อกันจนถึงกระป๋องสุดท้าย จระเข้ยักษ์ก็โผล่ขึ้นมาอย่างกะทันหันพุ่งเข้าใส่เรื อลำหนึ่ง พร้อมกับอ้าปากกว้างงับแคมเรือจนขาดทะลุ นายแดงเจ้าของโรงสีซึ่งทำหน้าที่คัดท้ายเรือเสียหลัก ตกน้ำ จระเข้ยักษ์ว่ายรี่เข้าไปจะคาบนายแดง ตำรวจชุดติดตามล่าจึงพากันระดมยิงใส่ลำตัวจระเข้ยักษ ์ด้วยปืนเล็กยาวแบบ .๘๓ และปืนพก จระเข้ยักษ์จึงผละจากนายแดงจมหายไปทันที นายแดงจึงรอดหวุดหวิด

หลังจากถูกคณะไล่ล่าใช้ระเปิดกระป๋องนมและระดมยิงจนจ ระเข้ยักษ์อาละวาดฟาดหัวฟาดหาง ทำให้ชาวบ้านเห็นชัดว่า จระเข้ยักษ์ตัวนี้มีสีดำทั้งส่วนลำตัวและส่วนหัว ยกเว้นที่คอเท่านั้นที่มีสีขาวคาดอยู่รอบลำคอ
จึงเป็นที่มาของชื่อ “ไอ้ด่าง” จากนั้นจระเข้ยักษ์เงียบหายไประยะหนึ่งกระทั่งวันที่ ๒๕ ตุลาคม สายตรวจ สภอ.หลังสวน ๒ นายออกตรวจพื้นที่โดยใช้เรือหางยาวแล่นไปตามคลองบางม ุด ขณะนั้นเป็นเวลาเย็นและฝนตกพรำ ฉับพลันน้ำในคลองก็ปั่นป่วนและเกิดกระแสคลื่นลูกใหญ่ ด้วยความสงสัยจึงเหลียวดูรอบกาย และต้องตัวเย็นวาบเมื่อพบกับตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมาอย่างอาฆาตมาดร้าย

เห็นเข้าก็รู้ว่ามันคือจระเข้ และมันกำลังว่ายตามเรืออยู่ ด้วยความตกใจทั้งสองจึงรีบเร่งเครื่องหนีทันทีโดยไม่ สนใจว่าจระเข้ยักษ์จะจมหายไปตอนไหน
จากการที่จระเข้ยักษ์อาละวาดไล่กัดกินคนจนประชาชนชาว คลองบางมุดนับพันครอบครัวต่างพากันเดือดร้อน จึงมีคำสั่งให้ตำรวจพลร่มหน่วย ” เสือดำ ” ๒ นายแห่งค่ายนเรศวร หัวหินเข้าร่วมกับราษฎรคลองบางมุดทำการออกล่าจระเข้ย ักษ์ โดยสมทบกับคณะล่าของ ส.ต.อ.บุญโชติ โดยตีวงตั้งแต่ปากอ่าวตะโกจุดหนึ่ง กับจากคลองบางมุดเข้าหากัน

ปลายเดือนตุลาคม นักล่าทั้ง ๒ คณะได้นำเรือชุดละลำหายออกจากปลายคลองบางมุดตั้งแต่เ ช้า เพื่อค้นหาจระเข้ยักษ์ โดยเรือของ “เสือดำ” พายล่วงหน้าไปก่อน ๑ คุ้งน้ำ จากนั้นนักล่าชุด ส.ต.อ.บุญโชติจึงออกติดตามไป การค้นหายังดำเนินต่อไปกระทั่งบ่ายก็ยังไม่พบ

จนเวลาเย็น ขณะที่เรือของตำรวจเสือดำ ผ่านถึงหมู่บ้านบางหมี กับบ้านทับซัน จนลับคุ้งน้ำไปแล้ว ไอ้ด่างก็ลอยตัวขึ้นเหนือผิวน้ำ กลางคลองบางมุดจนเห็นชัดถนัดตา พอดีกับเรือ ส.ต.อ.บุญโชติและครูสมพงษ์ตามมา โดยมีนายหยึดเป็นคนแจวท้าย พอเห็นไอ้ด่างเท่านั้นครูสมพงษ์เร่งให้นายหยึดรีบแจว เรือเข้าไปเพื่อได้ระยะยิงหวังผล แต่นายหยึดกลัวจนตัวสั่นค้างอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งไ อ้ด่างจมลงไป พลาดโอกาสทองอย่างน่าเสียดาย


รุ่งขึ้นนายสุคนธ์ บ้านอยู่ปากอ่าวตะโก พายเรือขนานคู่กับเพื่อนบ้านซึ่งพายมาคนละลำ ทั้งสองคุยกันและหัวเราะเสียงดังเพื่อความเพลิดเพลิน ทันใดนั้น ไอ้ด่างก็โผล่ขึ้นมาในช่องกลางระหว่างเรือทั้งสองลำ โดยให้เห็นแค่ส่วนหัวและกลางหลัง คนขับเรือทั้งสองจึงรีบพายจ้ำหนีขึ้นฝั่งอย่างไม่คิด ชีวิต
ข่าวไอ้ด่างลอยตัวครั้งที่สองเช้าวันนั้น ครูสมพงษ์รู้เรื่องเข้าจึงขอแรงชาวบ้านนั่งห้างดักยิ งไอ้ด่าง โดยครูสมพงษ์กุมปืนไรเฟิล .๓๗๕ นั่งห้างอยู่ที่ต้นโกงกาง แล้วให้คนนำสุนัขไปผูกแพล่อ แต่ก็ไม่มีวี่แววไอ้ด่าง
พร้อมๆกับนักล่าทั้ง ๒ ชุดที่นำเรือออกล่าถึง ๔๘ ชั่วโมง ปรากฏมีนักล่าชุดที่ ๓ เป็นแขกชื่อนายหะหมัด อายุ ๖๕ ปี ผมขาวโพลนทั้งศรีษะ มาจาก ต. เขาสง ท่าชนะ โดยใช้วิธีบุกเดี่ยวลงเรือเล็กออกล่าด้วยตนเองโดยใช้ หอกเล่มเดียวซึ่งอ้างว่าเคยฆ่าจระเข้มาแล้ว ๑๕ ตัวด้วยหอกเล่มนี้ ขณะนี้นายหะหมัดยังคงลงเรือเล็กออกควานหาไอ้ด่างในคล องบางมุดทุกวัน

เนื่องมาจากการติดตามค้นหาล่าจระเข้ยักษ์ของตำรวจพลร ่มหน่วย “เสือดำ” คณะส.ต.อ.บุญโชติ อภิสนธิสมบัติ กับบังหะหมัด ซึ่งนักล่า ๓ คณะออกติดตามค้นหา ”ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์ตั้งแต่วันที่ ๒๙ - ๓๑ตุลาคม กับวันที่ ๑ กันยายน ต้องประสบความล้มเหลว


จากความล้มเหลวในการล่าไอ้ด่างหลายสิบครั้งจนครั้ง ล่าสุดความมุ่งมั่นในการล่าของ ๓ คณะติดตาม จระเข้ยักษ์ ได้เรียกขวัญชาวบ้านที่หวาดกลัวกลับคืนมาและร่วมมือก ันวางแผนประกาศขีดเส้นตายไอ้ด่าง ในการนี้กำนันตำบลปากตะโก กำนันตำบลบางน้ำขวาง และผู้ใหญ่บ้านคลองบางมุด ได้ร่วมมือประสานงานกับชาวบ้าน ๒๐๐ คน และระดมเรือที่จะใช้เป็นพาหนะปราบจระเข้ประมาณ ๑๐๐ ลำเศษ โดยได้ทำพิธีบวงสรวงกรมหลวงชุมพรขอไอ้ด่าง โดยมีจุดนัดพบคือหน้าโรงถ่านของนายจรัญ ปรกติ คหบดีใหญ่แห่งปากอ่าวตะโก อ.สวี

โดยมีแผนการล่าคือให้ผูกเรือเล็กเป็นแพ แพละ ๕ – ๖ ลำแยกย้ายไปเริ่มต้นจากในบาง ( คลองซอย ) ที่เป็นต้นน้ำ แล้วใช้ไม้กระทุ้งลงไปถึงพื้นน้ำ ไล่ไปทุกระยะจนถึงคลองใหญ่ ในคลองใหญ่จะมีกองเรืออีกขบวนหนึ่งใช้ไม้กระทุ้งไล่ม าจาก ๓ คลองคือ คลองบางมุด คลองน้ำขาว และคลองบางด้าน
จากนั้นยังมีกองเรือขบวนหลังไล่ตามใช้ไม้กระทุ้งจระเ ข้ที่กบดานอยู่ ให้หนีมุ่งออกไปยังปากคลองตะโก ที่บริเวณปากคลองกว้าง ๒๐ วานั้น ได้ขึงอวนขนาดใหญ่ปิดกั้นขวางทั้งคลอง และก่อนจะถึงกำแพงอวน มีการวางเบ็ดราวขึงจากหน้าดินสลับเป็นชั้นขึ้นมาถึงผ ิวน้ำ จระเข้ทุกตัวจะหนีการขับไล่ มารวมกันที่นี่และไม่มีทางรอดไปได้ ส่วนระยะทางจากปลายคลองถึงปากคลองตะโกที่เป็นเขตกวาด ล้างมีความยาวประมาณ ๙ กิโลเมตร

เรือทุกลำได้แยกย้ายออกกระทุ้งตั้งแต่ก้นคลองออกมาตา มแผนการที่วางไว้ เรือที่ผูกเป็นแพได้ใช้ไม้กระทุ้งลงไปถึงก้นคลอง จนพลบค่ำไม่ปรากฏว่าพบจระเข้แม้แต่ตัวเดียว ทั้งๆที่คลองตะโกกับคลองบางมุดเป็นแหล่งที่มีจระเข้ช ุกชุมมากที่สุด ทำให้แผนการกวาดล้างต้องล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
ส่วนสาเหตุของการล้มเหลวน่าจะเกิดจากการออกกวาดล้างอ ย่างหนักก่อนหน้านี้จากคณะล่าหลายกลุ่ม ประกอบกับช่วงนี้ระดับน้ำขึ้นสูง และน้ำเหนือไหลบ่าทำให้น้ำเชี่ยวกราก จระเข้น้อยใหญ่ถูกกวนจึงย้ายถิ่นหนีไปอยู่ที่อื่น

จากเหตุดังกล่าวทำให้พักการออกล่าจระเข้ยักษ์ไว้ชั่ว คราว จนกว่าน้ำจะลดสู่ระดับปกติ เพราะเชื่อว่าเมื่อระดับน้ำลดจระเข้จะหวนสู่ถิ่นเดิม แต่พรานใหญ่จาก อ.โคกโพธิ์ จ. ปัตตานี นำโดยนายประยูร คณาณุรักษ์ พร้อมกับคณะถ่ายภาพยนตร์ของไทย ที.วี ได้เดินทางไปบันทึกภาพ รวมทั้งบังหะหมัดผู้บุกเดี่ยวด้วย
สภาพคลองบางมุดในสมัยนั้น สองข้างทางมีป่าโกงกางสลับด้วยป่าจากเป็นระยะ ตอนบนของคลองแคบ แต่น้ำลึกไม่ต่ำกว่า ๓ วา ( ๖ เมตร ) บางแห่งเช่นทางโค้ง จะมีวังน้ำลึกซึ่งมีจระเข้อาศัยอยู่เป็นแห่งๆ นายยวย ภู่ไทย พรานใหญ่ผู้ลุกคลีกับจระเข้ที่หลังสวนตั้งแต่อายุ ๑๓ ต่อมาเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลและสงวนพันธุ์จระเข้ที่บึงบ อระเพ็ด จ.นครสวรรค์

เผยว่าสาเหตุที่การล่าในวันดี – เดย์ล้มเหลวเพราะผู้ล่าไม่เข้าใจลักษณะนิสัยจระเข้ซึ ่งจะขึ้นผึ่งแดดบนฝั่งในเวลากลางวัน แต่คณะล่าควานหาตัวเฉพาะในน้ำ มิได้ครอบคลุมถึงบนฝั่งในป่าจาก



* 5.jpg (101.44 KB, 400x200 - ดู 21292 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 08, 2010, 09:59:20 PM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 25023


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2010, 10:03:41 PM »

ขณะเดียวกัน นายมง สุวรรณสินธ์ หรือชาวบ้านเรียกลุงมง ผู้เฒ่าวัย ๖๐ เศษ ซึ่งมีที่พักริมคลองจากกึ่งกลางจุดเกิดเหตุครั้งแรกแ ละครั้งที่สอง เผยว่าจะใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อในการพิชิตจระเข้ยักษ ์ตัวนี้ หลังจากการตามล่าล้มเหลวมาตลอด ลุงมงได้กล่าวอีกว่าสมัยก่อนบริเวณแถบคลองบางมุดอุดม ไปด้วยจระเข้ แทบทุกปีต้องมีชาวบ้านตกเป็นเหยื่อ ต่อมามีพวกญวนจากสุราษฎร์ มาจับเอาไปแล่ขาย ทำให้จำนวนลดลง
ท่ามกลางมรสุม และพายุดีเปรสชั่นในอ่าวไทยที่โหมทั้งฝนและลม ทำให้น้ำท่วมในเขตชุมพรและภาคใต้ขณะนี้ ข่าวร้ายได้เกิดขึ้นในคลองบางมุด อำเภอสวน ดินแดนจระเข้ยักษ์อีกครั้ง “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์ได้อาละวาดลอยขึ้นมากันกินคนอีกในคลองเขา ปีบ เขตติดต่อระหว่างอำเภอหลังสวนกับอำเภอสวี


เมื่อตอนเช้าวันที่ ๑๘ พฤศจิกายนเวลา ๘ น.เศษ จระเข้ยักษ์ได้ลอยตัวขึ้นมาในคลองเขาปีบแล้วคาบนายช้ วน พิมาน ชาวบ้านในคลองเขาปีบดำหายไปในคลองเขาปีบ โดยชาวบ้านเพื้อเห็นเหตุการณ์ยืนยันว่าเป็นไอ้ด่างแน ่นอน
การอาละวาดครั้งใหม่ของ “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์ที่ย้ายแหล่งใหม่จากคลองบางมุดครั้งนี้ คาดว่าจระเข้ยักษ์ตัวนี้ได้หหลบหลีกการกวาดล้างครั้ง ใหญ่ของวันดี-เดย์ ตลอดวันที่ ๖ เดือนนี้รอดไปได้ แล้วเข้าไปอยู่ในคลองเขาปีบซึ่งเป็นคลองแยกไปจากคลอง บางมุด และคลองตะโก โดยการกวาดล้างวันนั้นไปไม่ถึงคลองเขาปีบ ทำให้ “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์ได้แหล่งใหม่ในคลองเขาปีบอันสงบเงียบเป็น ที่ซุ่มซ่อนกบดานอยู่ตั้งแต่วันที่ ๖ เป็นต้นมา


จากการเปิดเผยของชาวบ้านปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน มีจระเข้ขนาดใหญ่ตัวหนึ่งลอยตัวขึ้นกลางคลองและบางที ก็ขึ้นฝั่งบนตลิ่ง ท้ำให้คลองเขาปีบที่เคยสงเงียบเพราะเป็นคลองไม่สู้กว ้างใหญ่นักต้องเป็นเขตอันตราย ยิ่งกว่านั้นจระเข้ใหญ่ตัวนี้ยังอาละวาดไล่หนุนกัดเร ือพายที่ผ่านเข้าไปในคลองเขาปีบ และไล่งับพายจนชาวบ้านไม่กล้านำเรือผ่านคลองเขาปีบอี กเลย
ต่อมาวันที่ ๑๗ กระบือของชาวบ้านลงไปแช่ในคลองถูกจระเข้ยักษ์ตัวเดีย วกันนี้ ใช้หางฟาดถูกตัวและกัดที่ขาหลังข้างซ้าย โดยจระเข้ยักษ์พยายามจะลากกระบือตัวนั้นลงไปในน้ำเสี ยงร้องของกระบือประกอบกับการปักหลักดื้อของมันทำให้เ จ้าของและชาวบ้านมาช่วยใช้ปืนระดมยิงลงไปในน้ำสกัดไว ้ จนจระเข้ยักษ์ต้องปล่อยเหยื่อตัวมหึมาไว้พร้อมกับดำน ้ำหนีไปซ่อนในบริเวณวังน้ำ


ในตอนเช้าวันนั้น เวลาประมาณ ๔ น.เศษ นายช้วน พิมาน บ้านอยู่ริมคลองเขาปีบ ต.ทุ่งตะไคร้ บ้านหัวท่า ได้ออกจากบ้านไปตัดกล้วยมาเลี้ยงหมู และเพื่อไปซื้อเนื้อควายที่ถูกไอ้ด่างกัดเมื่อวันที่ ๑๗ มาทำอาหารด้วย
ในขากลับนั้น นายช้วนแบกต้นกล้วยเดินข้ามคลองเขาปีบตรงบริเวณนั้นก ว้างเพียง 2 วาเท่านั้น อีกมือหนึ่งของนายช้วนหิ้วเนื้อควายมาด้วยขณะที่นายช ้วนซึ่งแบกต้นกล้วยเดินท่องน้ำที่กำลังขึ้นท่วมสะพาน ลึกถึงเข่า เดินมาถึงกลางคลองพอดี


จระเข้ยักษ์ซึ่งซุ่มตัวอยู่ในร่องน้ำบ่าจากริมคลองก็ พุ่งตัวราวกับลูกธนูเข้าใช้ปากอันกว้างใหญ่ กัดเข้าตรงเข่านายช้วนแล้วลากลงใต้น้ำทันที
นายช้วนได้ร้องขอความช่วยเหลือดังทั่วบริเวณ 2 ฝากคลองทำให้ชาวบ้านและญาติพี่น้องออกมาช่วยเหลือ
แต่ไอ้ด่างนำนายช้วนเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายไปขัดไว้ใต้ รากไม้ริมตลิ่งเสียแล้วสักครู่หนึ่งไอ้ด่างจึงลอยตัว ขึ้นมาอีก ทำให้ชาวบ้านออกติดตามจับความเคลื่อนไหวของมันได้ ทุกระยะจนกระทั่ง “ไอ้ด่าง” ดำน้ำลงไปกบดานอยู่ในแอ่งน้ำลึกถึง ๒ ช่วงตัวคนซึ่งเป็น “วัง” ของมัน
ญาติของนายช้วนได้เดินทางเข้าตัวจังหวัดชุมพร โดยนำข่าวไปบอกกับ ส.อ.ห้วง พิมานกับ ส.อ.จำนง พิมาน ญาติของนายช้วนซึ่งเป็นทหารประจำค่ายทหารบกชุมพร

พอได้รับข่าวร้ายเท่านั้น ส.อ.ห้วง พิมาน กับ ส.อ.จำนง พิมาน ได้รายงานผู้บังคับบัญชาขอลาและขออนุมัติติดตามล่าจร ะเข้ยักษ์โดยใช้อาวุธ ซึ่งผู้บังคับบัญชามีคำสั่งอนุญาต ในการออกเดินทางครั้งนี้นอกจาก ส.อ.ห้วง พิมาน กับ ส.อ. จำนง พิมานแล้ว ได้มีผู้ร่วมเดินทางไปปราบจระเข้ยักษ์อีก ๔ คน คืน ร.ท.ลิขิต จันทโรทัย ร.ท.มาโนช เขียนยาคำ ส.อ.ละออ นาคจิตติ และส.อ.ช่วน แปลงรอด โดยไปถึงเมื่อเวลา ๑๒ น.เศษ

ขณะที่คณะล่าจระเข้ไปถึงได้พบว่า ชาวบ้านประมาณ ๑๐๐ กว่าคน พร้อมด้วยอาวุธปืน และฉมวกกำลังค้นหาจระเข้ยักษ์กับศพนายช้วน ตีแนวขนานทั้ง 2 ฝั่งคลองเขาปีบอย่างชุลมุน ซึ่งในที่สุดได้ค้นพบศพนายช้วนอยู่ใต้รากไม้ริมตลิ่ง ถูกไอ้ด่างจระเข้ยักษ์ลากไปขัดไว้ และไม่มีทางที่จะดึงออกมาได้ ต้องให้นักประดาน้ำดำลงไปใช้เชือกผูกศพแล้วใช้คนกว่า ๒๐ คนดึงอยู่พักใหญ่จึงลากศพนายช้วนมาได้
ปรากฏว่าศพนายช้วนไม่มีส่วนใดเหลือเป็นชิ้นดีให้เห็น เลยเพราะถูกจระเข้กัดกินด้วยความหิวกระหายกับถูกรากไ ม้ครูดจนจำแทบไม่ได้ ทุกคนได้แต่สังเวชและอนาถใจไปตาม ๆ กัน


จากแหล่งที่พบศพของนายช้วนนั้นเอง คณะนักล่ากับชาวบ้านจึงรู้ว่า เป็นบริเวณแอ่งน้ำลึกหรือวังจระเข้เก่าที่ “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์ใช้เป็นที่หลบซ่อนและกบดานอยู่ในวัง พอรู้แหล่งซ่อนของจระเข้ยักษ์ คณะนักล่าแห่งค่ายทหารบกชุมพรได้ให้ชาวบ้านทุกคนหลบซ ุ้มอยู่บนตลิ่งแล้วใช้ระเบิดซี .3 หย่อนลงไปในบริเวณวังจระเข้ยักษ์เป็นนัดแรก เสียงระเบิดดังก้องสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับน้ำพุ่งเป็น ลำขึ้นสูงเทียมยอดตาลกลางลำน้ำ พอสิ้นเสียงระเบิดและสงบลงแล้วไม่ปรากฎว่ามีสิ่งหนึ่ งสิ่งได้ลอยขึ้นมาเลย


จากนั้นอีก ๑๐ นาที ส.อ.ห้วงได้ตัดสินใจทิ้งระเบิดซี.๓ นั้นที่ ๒ ตามลงไปในวังน้ำลึกนั้นอีกเสียงระเบิดครั้งที่ ๒ นี้เองทำให้ทุกคนเห็นพรายน้ำผุดขึ้นแล้ววิ่งพุ่งเป็น ทางจากจุดระเบิดเหนือวังไปตามลำคลองด้านเหนืออย่างรว ดเร็ว “นั่นไอ้ด่าง หนีไปแล้ว”
เสียงคนร้องบอก ทำให้คนนับร้อยและคณะล่าจระเข้วิ่งไล่ตามทั้งสองฝั่ง คลองไปอย่างกระชั้นชิด จนกระทั่งทุกคนเหนื่อยหอบ และได้พบว่าพรายน้ำผุดเป็นทางนั้นไปหยุดที่ริมตลิ่งท ี่มีน้ำลึกแค่เอว แต่ก่อนที่ใครจะทำอะไรต่อไป ส.อ.ห้วงได้สั่งให้ทุกคนหนีขึ้นตลิ่งก่อนแล้ว ส.อ.ห้วงได้ปีนขึ้นต้นตาตุ่มริมคลอง พร้อมเหวี่ยงระเบิดซี .๓ นัดที่ ๓ ลงไปในน้ำตรงบริเวณที่พรายน้ำวิ่งมาหยุดตรงนั้น
การระเบิดครั้งที่ ๓ นี้ได้ผล เพราะแรงระเบิดตกถูกเป้าหมาย เป็นผลให้ส่วนหางของจระเข้โผล่ขึ้นก่อนลอยกระเพื่อมต ามกระแสน้ำ บอกให้รู้ถึงการสิ้นอิทธิฤทธิ์ของ “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์แล้ว


ทันใดนั้น ส.อ. จำนงได้ใช้ฉมวกพุ่งลงไปกลางส่วนหลังของไอ้ด่าง ซึ่งทำให้มันดิ้นพลิกขึ้นมาให้เห็นทั้งตัวแต่มันไม่ส ามารถจะอาละวาดต่อไปได้อีกแล้ว เพราะกระดูกสันหลังของมันหักด้วยอำนาจของแรงระเบิดซี .๓ ชาวบ้านจึงช่วยกับเอาเชือกมัดพันธนาการตัว “ไอ้ด่าง” และลากจระเข้จอมเพชฌฆาตแห่งลำน้ำขึ้นมาบนตลิ่ง ซึ่งไอ้ด่างอยู่ในสภาพร่อแร่เต็มที่
จากนั้นคณะล่าจระเข้ได้ใช้เชือกลากจระเข้ยักษ์จากคลอ งเขาปีบมุ่งไปยังตลาดอำเภอสวี แต่ระหว่างที่ลากมาในคลองนั้น “ไอ้ด่าง” ก็พลิกท้องบอกถึงการจบชีวิตปิดฉากอันโหดเหี้ยมของมัน เสียก่อน


มีผู้เชื่อว่าจระเข้ที่เคยปรากฏเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วเป็นตัวเดียวกับไอ้ด่าง เกี่ยวกับประวัติความดุร้ายของ “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์กินคนละแวกคลองบางมุดและคลองเขาปีบมี นายอุดม , นายอิน , นายเต็ก, นางรัด ,ด.ช.เลือน ทองมาก และนายช้วน พิมานเป็นศพที่ 6
โดยจระเข้ยักษ์ที่อาละวาดตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ - ๒๕๐๐ ที่คลองเขาปีบโดยถูกกัดจนได้รับบาดเจ็บ ๕ คนคือสิบเอกห้วง พิมาน นายเฉียน พิมาน และนายสาย พวงมาลัย นายจวง และนายนิกูล เสียชีวิต ๑ รายคือนายจ๊ง


สำหรับลักษณะของจระเข้ยักษ์ที่เรียกกันว่า “ไอ้ด่าง” นั้นเพราะเป็นจระเข้พันธุ์ “ไอ้เคี่ยม” ซึ่งเป็นจระเข้ตีนเป็ด หรือพันธุ์ทองหลาง ตัวดำเมื่อมสนิทมีสีขาวที่คอและตามตัวเวลามันโผล่ลอย ตัวขึ้นมาเหนือน้ำนั้นจะมองเห็นสีขาวพาดที่บริเวณคอ
ซากไอ้ด่างถูกนายไห้ แซ่เซ็งซื้อตัวไปในราคา ๒๓,๐๐๐ บาท ทำให้องค์การสวนสัตว์ชวดได้ตัวไอ้ด่าง
จากการวัดจากซากของไอ้ด่าง มีความยาวจากหัวถึงหาง ๔.๒๕ เมตร รอบตัว ๑.๗๕ เมตร เล็กกว่าถังน้ำมัน ๒๐๐ ลิตร ๗ นิ้ว จากหัวถึงคอ ๒๕ นิ้ว อ้าปากกว้าง ๒๐ นิ้ว


การชำแหละไอ้ด่างเพื่อทำสต๊าฟฟ์ไว้ เมื่อผ่าลงไปในท้องก็พบกระดูกในท้องไอ้ด่างมากมาย และยืนยันได้ว่ากินคนแน่
ปรากฎว่าหลังจากการผ่าชำแหละซากแล้ว ได้พบแผลเห็นได้อย่างชัดเจนในซาก ‘ไอ้ด่าง’ จระเข้ยักษ์ดังนี้
ขาหน้าด้านขวาถูกกระสุนปืนลูกโดดฝั่งในด้านซ้ายของลำ ตัว เนื้อเละไปทั้งแถบ คอด้านขวาเป็นรูเน่า ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ ‘ไอ้ด่าง’ จระเข้ยักษ์พบจุดจบ ส่วนสันหลังบริเวณกว้างยาว ๑ ศอก ยุ่ยเป็นรอยไหม้ซี่โครงหักหลายซี่ เพราะถูกแรงระเบิดซ้ำซากหลายครั้งอย่างไม่ปราณี
โดยเฉพาะเมื่อผ่าแหวะส่วนกระเพาะของจระเข้ยักษ์แล้ว ทำให้นายบุญถึง และเจ้าหน้าที่ ๑๐ กว่าคนต้องตะลึงเมื่อพบว่า นอกจากเศษอิฐ เศษหินแล้ว ยังพบหัวกระโหลกมนุษย์ถึง ๒ หัวยังอยู่ในสภาพมีเศษผมติดกับหนังศรีษะอยู่ นอกจากนี้ยังพบชิ้นส่วนของมนุษย์ในกระเพาะจระเข้ตัวน ี้อีกมีกระดูกส่วนขากับสะบ้าจากเข่าคน กับมีตะขอเหล็กขนาดใหญ่อีก 1 ตัว ด้วย


จากการพบส่วนกระโหลกศรีษะของมนุษย์ถึง 2 หัวในท้องจระเข้ยักษ์ตัวนี้ ซึ่งเป็นการพิสูจน์อย่างแน่ชัดว่าจระเข้ตัวนี้เป็น “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์แห่งคลองบางมุดแน่

สำหรับส่วนกระโหลก 2 ชิ้นนี้ แสดงว่า ‘ไอ้ด่าง’ จระเข้ยักษ์ได้กินคนมาแล้ว 2 คน นอกจากการกัดกินคนอื่น ๆ ซึ่งไอ้ด่างเลือกกินเฉพาะส่วนท้องเท่านั้น จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า จระเข้ยักษ์ตัวนี้ต้องกินคนมาก่อนหน้านี้


ที่มา : คมชัดลึก


* 6.jpg (14.27 KB, 259x196 - ดู 19694 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 08, 2010, 10:13:28 PM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 25023


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #4 เมื่อ: กันยายน 19, 2011, 04:58:45 PM »

19-9-54



'ไอ้ด่างบางมุด' ตำนานจระเข้ยักษ์ โคตรไอ้เคี่ยม-ภัยที่มากับสายน้ำ

สร้างความ สูญเสีย ครั้งใหญ่อีกครั้ง สำหรับสถานการณ์ น้ำท่วม-ดินถล่ม ที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ของประเทศ ทั้งนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบต่างเร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ ขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่ได้นิ่งนอนใจกับความเดือดร้อนของประชาชน รีบจัดงาน รวมพลังไทยช่วยภัยน้ำท่วม รับบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยมีหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนร่วมบริจาค รวมทั้งประชาชนโทรศัพท์เข้ามาบริจาคเป็นจำนวนมาก ยอดเงินบริจาคทั้งหมดเกือบ 400 ล้านบาท
    
ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นครั้งนี้ประชาชนเดือดร้อนกันไปถ้วนหน้า หลายพื้นที่กลายเป็นเมืองบาดาล ไปทันที บางแห่งชาวบ้านทุกข์ระทมอย่างหนัก เจอกับเหตุการณ์ดินโคลนถล่มพัดบ้านหายไปทั้งหลัง คร่าชีวิตบุคคลอันเป็นที่รักหายไปต่อหน้าต่อตา หลายคนไร้ที่อยู่อาศัยสิ้นเนื้อประดาตัว เนื่องจากพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายอย่างหนัก บางจุดต้องประกาศเป็น พื้นที่ภัยพิบัติ ท่ามกลางความโศกเศร้า ชาวบ้านยังต้องเจอกับภัยร้ายที่มากับสายน้ำ ประเภทสัตว์มีพิษจำพวกงู  ไม่ก็ “จระเข้” สัตว์อันตรายที่หลุดออกมาจากฟาร์มต่าง ๆ สร้างความหวาดผวาน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง ในส่วนของเรื่องราว เปิดแฟ้มคดีเก่า สกู๊ปหน้า 2 วันจันทร์สัปดาห์นี้  เลยต้องขอย้อนรอยเรื่องราวของ “ไอ้ด่างบางมุด” จระเข้ยักษ์ที่ออกอาละวาดกัดกินผู้คนไปถึง 8 ราย บาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง
    
ย้อนกลับไปเมื่อ 47 ปีที่แล้ว สมัยที่ผู้คนยังใช้เส้นทางน้ำเป็นหลัก ชาวบ้านมีวิถีชีวิตผูกพันกับสายน้ำ แหล่งน้ำธรรมชาติบางสายมีจระเข้ชุกชุม จู่ ๆ เกิดคดีสะเทือนขวัญขึ้นในพื้นที่ สภ.อ.หลังสวน (ขณะนั้น) จ.ชุมพร หนังสือพิมพ์ต่างพากันพาดหัวข่าวช่วงปลายเดือน ต.ค. 2507 เรื่องจระเข้ยักษ์ออกอาละวาดกัดกินผู้คนในคลองบางมุด บ้านหนองไก่ปิ้ง ต.นาขา อ.หลังสวน จ.ชุมพร จากคำบอกเล่าของชาวบ้านคนหนึ่งทราบว่า จระเข้ตัวดังกล่าวมีขนาดใหญ่มาก ดุร้ายถึงขั้นไล่กัดกินผู้คน และเรือที่สัญจรไปมา กระทั่งมีชาวบ้านต้องตกเป็นเหยื่ออันโอชะ 2 ราย สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนเป็นอย่างมากจนทางการต้องระดมพลออกตามล่าครั้งใหญ่
    
ฉากการไล่ล่าระหว่างคนกับจระเข้เกิดขึ้นหลายครั้งหลายครา  อาวุธนานาชนิดถูกนำมาใช้ไม่ว่าจะเป็นระเบิด ปืน มีด หอก โดยครั้งหนึ่งนักล่าพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้ระเบิดโยนลงไปในน้ำถึง 13 ลูก แต่เป้าหมายเก็บตัวเงียบกริบใต้ท้องน้ำเหมือนรู้ตัวว่าถูกหมายปองเอาชีวิต กระทั่งระเบิดลูกที่ 14 ถูกโยนลงไปตามด้วยเสียง ตูม ! ดังสนั่นหวั่นไหว ปรากฏว่าไอ้ด่างบางมุดโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำด้วยความโมโห ก่อนจะพุ่งชนเรือลำหนึ่งอย่างแรง ทำเอาตำรวจชุดไล่ล่าต้องระดมยิงใส่พัลวันจนเจ้าจระเข้ยักษ์ฟาดหัวฟาดหางด้วยความเจ็บปวด ระหว่างนั้นเห็นชัดว่า จระเข้ยักษ์มีลำตัวและหัวสีดำทะมึน ส่วนที่คอมีสีขาวคาดอยู่รอบ จึงเป็นที่มาของชื่อ “ไอ้ด่าง” ทั้งนี้การต่อสู้ในครั้งนั้นไม่สามารถปราบเจ้าจระเข้ยักษ์ลงไปได้
    
“ด้วยความฉลาดของมัน รู้ว่าเพลี่ยงพล้ำเมื่อไหร่ก็จะรีบหนีไปอย่างรวดเร็วทันที ขณะเดียวกันหากได้เปรียบคู่ต่อสู้ก็จะไม่รอช้าที่จะตรงเข้าจัดการอย่างรวดเร็วเช่นกัน เวลาที่คนออกตามล่ามันกลับหายตัวไป พอหยุดตามล่ามันก็ออกมาอาละวาดอีก สุดท้ายบรรดาพรานนักล่าจระเข้ที่มีฝีมือจากทั่วประเทศ ล้วนอาสามาช่วยปราบ แต่ไม่ง่ายดายอย่างที่คิด ความดุร้ายของมันทำเอาพรานนักล่าที่บอกว่าแน่ ๆ ต่างขยาดไปตาม ๆ กัน”
    
หลังเหตุการณ์เงียบหายไประยะหนึ่ง ต่อมาช่วง เช้ามืดวันที่ 18 พ.ย. เกิดพายุดีเปรสชันพัดโหมถล่มพื้นที่ จ.ชุมพร และภาคใต้บางส่วน ส่งผลน้ำเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน  ไอ้ด่างบางมุดได้ โผล่อาละวาดกินคนอีกครั้งในคลองเขาปีบ เขตติดต่อระหว่าง อ.หลังสวน กับ อ.สวี เป็นคลองที่สงบเงียบเหมาะสำหรับเป็นที่ซุ่มกบดานเป็นอย่างดี  แต่ไอ้ด่างฯ คิดผิด เนื่องจากหลังก่อเหตุครั้งล่าสุดทำให้นักล่าและเจ้าหน้าที่ทราบพิกัดตำแหน่ง “วัง” ที่อยู่ของเจ้าจระเข้ยักษ์ได้ชัดเจนขึ้น
    
เที่ยงวันเดียวกัน ปฏิบัติการไล่ล่า ครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้ง เจ้าหน้าที่พร้อมพรานล่ากว่า 100 คน กระจายกำลังสองฝั่งคลองซุ่มดูจุดที่ซ่อนตัวของเจ้าด่างฯ อยู่บนตลิ่ง หลังได้ตำแหน่งชัดเจน ระเบิดลูกแรกถูกหย่อนลงไป เสียงระเบิดดังก้องสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับน้ำพวยพุ่งเป็นลำสูง ผ่านไป 10 นาทีกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปฏิบัติการ ทิ้งบอมบ์ลูกที่ 2 ตามมาติด ๆ คราวนี้สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่พรายน้ำที่ผุดขึ้น ก่อนจะวิ่งพุ่งห่างจากจุดระเบิดไปทางเหนือของคลองอย่างรวดเร็ว  ’นั่นไอ้ด่างฯ หนีไปแล้ว“ เสียงคนร้องบอก ทำให้คนนับร้อยและคณะล่าจระเข้วิ่งไล่ตามสองฝั่งคลองอย่างกระชั้นชิด กระทั่งพรายน้ำผุดเป็นทางไปหยุดที่ริมตลิ่งที่มีน้ำลึกแค่เอว ทันใดนั้นเองเจ้าหน้าที่คนหนึ่งรีบเหวี่ยง ระเบิดลูกที่ 3  ลงไปในบริเวณดังกล่าวทันที ซึ่งการระเบิดครั้งนี้ได้ผล แรงระเบิดตกถูกเป้าหมายเป็นผลให้ “ไอ้ด่างฯ” สิ้นฤทธิ์ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของชาวบ้าน ก่อนจะเอาเชือกมัดลากจอมเพชฌฆาตแห่งลำน้ำขึ้นมาบนตลิ่งด้วยความดีใจ
    
น่าเสียดายที่ปฏิบัติการครั้งนั้นเป็นการ “จับตาย”    หากจับเป็นได้ คาดว่าไอ้ด่างฯ จะกลายเป็นแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวแห่ไปดูกันมากมาย สร้างรายได้เข้าพื้นที่ได้ไม่มากก็น้อย เหมือนกับที่ชาวฟิลิปปินส์จับเป็นจระเข้ยักษ์ ยาวกว่า 6 เมตร น้ำหนักตัวถึง 1 ตัน ใช้เครนยกขึ้นรถบรรทุกนำไปดูแลที่อุทยานแห่งชาติเชิงอนุรักษ์.

 
สาธิต ศรีหฤทัย ข้อมูล ศุภฤกษ์ วิเชียรปัญญา รายงาน

ที่มา เดลินิวส์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 19, 2011, 05:01:39 PM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: