19-9-54
'ไอ้ด่างบางมุด' ตำนานจระเข้ยักษ์ โคตรไอ้เคี่ยม-ภัยที่มากับสายน้ำ
สร้างความ สูญเสีย ครั้งใหญ่อีกครั้ง สำหรับสถานการณ์ น้ำท่วม-ดินถล่ม ที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ของประเทศ ทั้งนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบต่างเร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ ขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่ได้นิ่งนอนใจกับความเดือดร้อนของประชาชน รีบจัดงาน รวมพลังไทยช่วยภัยน้ำท่วม รับบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยมีหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนร่วมบริจาค รวมทั้งประชาชนโทรศัพท์เข้ามาบริจาคเป็นจำนวนมาก ยอดเงินบริจาคทั้งหมดเกือบ 400 ล้านบาท
ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นครั้งนี้ประชาชนเดือดร้อนกันไปถ้วนหน้า หลายพื้นที่กลายเป็นเมืองบาดาล ไปทันที บางแห่งชาวบ้านทุกข์ระทมอย่างหนัก เจอกับเหตุการณ์ดินโคลนถล่มพัดบ้านหายไปทั้งหลัง คร่าชีวิตบุคคลอันเป็นที่รักหายไปต่อหน้าต่อตา หลายคนไร้ที่อยู่อาศัยสิ้นเนื้อประดาตัว เนื่องจากพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายอย่างหนัก บางจุดต้องประกาศเป็น พื้นที่ภัยพิบัติ ท่ามกลางความโศกเศร้า ชาวบ้านยังต้องเจอกับภัยร้ายที่มากับสายน้ำ ประเภทสัตว์มีพิษจำพวกงู ไม่ก็ “จระเข้” สัตว์อันตรายที่หลุดออกมาจากฟาร์มต่าง ๆ สร้างความหวาดผวาน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง ในส่วนของเรื่องราว เปิดแฟ้มคดีเก่า สกู๊ปหน้า 2 วันจันทร์สัปดาห์นี้ เลยต้องขอย้อนรอยเรื่องราวของ “ไอ้ด่างบางมุด” จระเข้ยักษ์ที่ออกอาละวาดกัดกินผู้คนไปถึง 8 ราย บาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง
ย้อนกลับไปเมื่อ 47 ปีที่แล้ว สมัยที่ผู้คนยังใช้เส้นทางน้ำเป็นหลัก ชาวบ้านมีวิถีชีวิตผูกพันกับสายน้ำ แหล่งน้ำธรรมชาติบางสายมีจระเข้ชุกชุม จู่ ๆ เกิดคดีสะเทือนขวัญขึ้นในพื้นที่ สภ.อ.หลังสวน (ขณะนั้น) จ.ชุมพร หนังสือพิมพ์ต่างพากันพาดหัวข่าวช่วงปลายเดือน ต.ค. 2507 เรื่องจระเข้ยักษ์ออกอาละวาดกัดกินผู้คนในคลองบางมุด บ้านหนองไก่ปิ้ง ต.นาขา อ.หลังสวน จ.ชุมพร จากคำบอกเล่าของชาวบ้านคนหนึ่งทราบว่า จระเข้ตัวดังกล่าวมีขนาดใหญ่มาก ดุร้ายถึงขั้นไล่กัดกินผู้คน และเรือที่สัญจรไปมา กระทั่งมีชาวบ้านต้องตกเป็นเหยื่ออันโอชะ 2 ราย สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนเป็นอย่างมากจนทางการต้องระดมพลออกตามล่าครั้งใหญ่
ฉากการไล่ล่าระหว่างคนกับจระเข้เกิดขึ้นหลายครั้งหลายครา อาวุธนานาชนิดถูกนำมาใช้ไม่ว่าจะเป็นระเบิด ปืน มีด หอก โดยครั้งหนึ่งนักล่าพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้ระเบิดโยนลงไปในน้ำถึง 13 ลูก แต่เป้าหมายเก็บตัวเงียบกริบใต้ท้องน้ำเหมือนรู้ตัวว่าถูกหมายปองเอาชีวิต กระทั่งระเบิดลูกที่ 14 ถูกโยนลงไปตามด้วยเสียง ตูม ! ดังสนั่นหวั่นไหว ปรากฏว่าไอ้ด่างบางมุดโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำด้วยความโมโห ก่อนจะพุ่งชนเรือลำหนึ่งอย่างแรง ทำเอาตำรวจชุดไล่ล่าต้องระดมยิงใส่พัลวันจนเจ้าจระเข้ยักษ์ฟาดหัวฟาดหางด้วยความเจ็บปวด ระหว่างนั้นเห็นชัดว่า จระเข้ยักษ์มีลำตัวและหัวสีดำทะมึน ส่วนที่คอมีสีขาวคาดอยู่รอบ จึงเป็นที่มาของชื่อ “ไอ้ด่าง” ทั้งนี้การต่อสู้ในครั้งนั้นไม่สามารถปราบเจ้าจระเข้ยักษ์ลงไปได้
“ด้วยความฉลาดของมัน รู้ว่าเพลี่ยงพล้ำเมื่อไหร่ก็จะรีบหนีไปอย่างรวดเร็วทันที ขณะเดียวกันหากได้เปรียบคู่ต่อสู้ก็จะไม่รอช้าที่จะตรงเข้าจัดการอย่างรวดเร็วเช่นกัน เวลาที่คนออกตามล่ามันกลับหายตัวไป พอหยุดตามล่ามันก็ออกมาอาละวาดอีก สุดท้ายบรรดาพรานนักล่าจระเข้ที่มีฝีมือจากทั่วประเทศ ล้วนอาสามาช่วยปราบ แต่ไม่ง่ายดายอย่างที่คิด ความดุร้ายของมันทำเอาพรานนักล่าที่บอกว่าแน่ ๆ ต่างขยาดไปตาม ๆ กัน”
หลังเหตุการณ์เงียบหายไประยะหนึ่ง ต่อมาช่วง เช้ามืดวันที่ 18 พ.ย. เกิดพายุดีเปรสชันพัดโหมถล่มพื้นที่ จ.ชุมพร และภาคใต้บางส่วน ส่งผลน้ำเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ไอ้ด่างบางมุดได้ โผล่อาละวาดกินคนอีกครั้งในคลองเขาปีบ เขตติดต่อระหว่าง อ.หลังสวน กับ อ.สวี เป็นคลองที่สงบเงียบเหมาะสำหรับเป็นที่ซุ่มกบดานเป็นอย่างดี แต่ไอ้ด่างฯ คิดผิด เนื่องจากหลังก่อเหตุครั้งล่าสุดทำให้นักล่าและเจ้าหน้าที่ทราบพิกัดตำแหน่ง “วัง” ที่อยู่ของเจ้าจระเข้ยักษ์ได้ชัดเจนขึ้น
เที่ยงวันเดียวกัน ปฏิบัติการไล่ล่า ครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้ง เจ้าหน้าที่พร้อมพรานล่ากว่า 100 คน กระจายกำลังสองฝั่งคลองซุ่มดูจุดที่ซ่อนตัวของเจ้าด่างฯ อยู่บนตลิ่ง หลังได้ตำแหน่งชัดเจน ระเบิดลูกแรกถูกหย่อนลงไป เสียงระเบิดดังก้องสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับน้ำพวยพุ่งเป็นลำสูง ผ่านไป 10 นาทีกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปฏิบัติการ ทิ้งบอมบ์ลูกที่ 2 ตามมาติด ๆ คราวนี้สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่พรายน้ำที่ผุดขึ้น ก่อนจะวิ่งพุ่งห่างจากจุดระเบิดไปทางเหนือของคลองอย่างรวดเร็ว ’นั่นไอ้ด่างฯ หนีไปแล้ว“ เสียงคนร้องบอก ทำให้คนนับร้อยและคณะล่าจระเข้วิ่งไล่ตามสองฝั่งคลองอย่างกระชั้นชิด กระทั่งพรายน้ำผุดเป็นทางไปหยุดที่ริมตลิ่งที่มีน้ำลึกแค่เอว ทันใดนั้นเองเจ้าหน้าที่คนหนึ่งรีบเหวี่ยง ระเบิดลูกที่ 3 ลงไปในบริเวณดังกล่าวทันที ซึ่งการระเบิดครั้งนี้ได้ผล แรงระเบิดตกถูกเป้าหมายเป็นผลให้ “ไอ้ด่างฯ” สิ้นฤทธิ์ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของชาวบ้าน ก่อนจะเอาเชือกมัดลากจอมเพชฌฆาตแห่งลำน้ำขึ้นมาบนตลิ่งด้วยความดีใจ
น่าเสียดายที่ปฏิบัติการครั้งนั้นเป็นการ “จับตาย” หากจับเป็นได้ คาดว่าไอ้ด่างฯ จะกลายเป็นแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวแห่ไปดูกันมากมาย สร้างรายได้เข้าพื้นที่ได้ไม่มากก็น้อย เหมือนกับที่ชาวฟิลิปปินส์จับเป็นจระเข้ยักษ์ ยาวกว่า 6 เมตร น้ำหนักตัวถึง 1 ตัน ใช้เครนยกขึ้นรถบรรทุกนำไปดูแลที่อุทยานแห่งชาติเชิงอนุรักษ์. สาธิต ศรีหฤทัย ข้อมูล ศุภฤกษ์ วิเชียรปัญญา รายงาน
ที่มา เดลินิวส์