หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: รถหุ้มเกราะ,กระสุนเจาะเกราะ,เสื้อเกราะกันกระสุน  (อ่าน 16198 ครั้ง)
มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2010, 08:04:12 PM »

ทำลายรถเกราะถ้าจะให้ดีต้อง ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง (ปรส.) หรือ Recoilless Rifle หรือ Recoilless Gun (RCL)

ของกองทัพไทยมี
M18 Kromuskit 57 มม. (ปลดประจำการแล้ว)
M20) 75 มม. (ปลดประจำการแล้ว)
M40 106 มม.
M3 Carl Gustav 84 มม.




* 4.jpg (25.53 KB, 720x567 - ดู 9691 ครั้ง.)

* 1.jpg (22.19 KB, 494x370 - ดู 8878 ครั้ง.)

* 2.jpg (98.36 KB, 500x285 - ดู 8331 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 20, 2010, 08:45:02 PM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2010, 08:05:10 PM »


 Rpg ยิงฮัมวี่
<a href="http://www.youtube.com/v/s9OM1m0XPf8&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;" target="_blank">http://www.youtube.com/v/s9OM1m0XPf8&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;</a>
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2010, 08:06:28 PM »



เกราะของรถสายพานลำเลียง กัน m 79 ได้ไหม

กระสุน m 79 ไม่น่าสร้างความเสียหายให้กับ รถสายพานลำเลียงที่ใช้ในกองทัพได้ ประมาณว่าไม่สามารถทำให้พลขับ หรือ พลประจำรถได้รับบาดเจ็บได้

แต่ถ้าเป็น อาร์ พี จี หรือ อาร์ พี จี ที่ใช้หัวเจาะเกราะ รถสายพานลำเลียงน่าจะไม่เหลือ พลประจำรถก็น่าจะไม่เหลือเหมือนกัน
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2010, 08:09:41 PM »

ปรส.(ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง) เลยรู้สึกว่ามันคล้ายกับ คจตถ.(เครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถัง) เลยอยากถามผู้รู้ว่า อะไรคือข้อแตกต่างของอาวุธทั้ง 2แบบนี้ อะไรที่ทำให้แยกแยะได้ว่า กระบอกนี้คือ ปรส.กระบอกนี้คือ คจตถ.

(ป.ร.ส. = ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง)

ใช้ในภารกิจหลักๆคือการต่อต้านยานเกราะเป็นหลักและยังสามารถทำลายบังเกอร์หรือเป้าหมายเป็นกลุ่มก้อนได้ด้วยครับ โดยลักษณะพิเศษของปืนชนิดนี้ก็คือเวลายิงแล้วตัวปืนจะไม่มีแรงถีบกลับมา(ตามชื่อมันเลย-_-") ซึ่งปืนไร้แรงสะท้อนนี้จะมีด้วยกันอยู่2ลักษณะคือ แบบที่ใช้ติดตั้งบนรถยานเกราะหรือขาตั้ง กับอีกแบบคือชนิดที่ทหารราบสามารถพกพาติดตัวไปด้วยในหน่วยทหารแบบที่คุณจขกท.นำรูปมาโพสครับ (ปัจจุบันกองทัพหันมาใช้รุ่น "เอ็ม3 คาร์ลกุสตาฟ" แล้วครับ)


ค.จ.ต.ถ. = เครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถัง

ใช้ในภารกิจเหมือนกับปืนไร้แรงสะท้อนทุกประการแต่จะมีขนาดเล็กกว่า เบากว่า และแน่นอน อานุภาพการทำลายล้างย่อมด้อยกว่าปืนไร้แรงสะท้อนถ้าเทียบกันนัดต่อนัด แต่ข้อดีของปืนชนิดนี้คือมีราคาถูกสามารถผลิตหรือหาซื้อมาใช้ได้ในปริมาณมากๆ และถ้าคนยิงถูกฝึกฝนมาจนสามารถใช้ได้อย่างชำนาญแล้ว มันจะกลายเป็นอาวุธที่น่ากลัวมากสำหรับข้าศึกที่โดยสารมาโดยยานเกราะเบาครับ โดยปืนในรูปแบบนี้ที่เราๆท่านน่าจะรู้จักกันดีก็คือเจ้า RPG นั่นเองครับ

ในรูป1เป็น ปรส.
ส่วนในรูป2นี้คือ คจตถ.


* 2.jpg (182.97 KB, 1024x870 - ดู 9980 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 20, 2010, 08:11:28 PM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2010, 08:10:25 PM »


คจตถ


* 3.jpg (149.63 KB, 600x482 - ดู 8154 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2010, 08:13:30 PM »


โดยในยุคปัจจบันนี้กองทัพของบ้านเราไม่ค่อยนิยมนำปืนไร้แรงสะท้อนมาใช้กันในการปฏิบัติการจริงเท่าไหร่แล้วครับ เพราะมันไม่ค่อยมีภารกิจที่จำเป็นต้องใช้ปืนแบบนี้เนื่องจากปืนไร้แรงฯนั้นแต่เดิมมันถูกออกแบบมาให้ใช้สู้กันในที่โล่งกว้างดังนั้นตัวปืนจึงมีวิถีทำการค่อนข้างไกลกว่าเครื่องยิงจรวดมากๆ


ทั้งนี้ก็เพื่อที่ทหารราบในสนามรบจะได้สามารถสอยรถถังหรือยานเกราะของข้าศึกได้ตั้งแต่ระยะไกล แต่ข้อเสียหลักๆของมันคือเสียงที่ดังลั่นจนทหารรอบๆพลยิงต้องอุดหูกันทิ้งครั้งเวลาลั่นไก และควันจากการยิงที่มีค่อนข้างมากยังจะเป็นการเปิดเผยตัวของคนยิงได้โดยง่าย


อีกทั้งมันยังต้องใช้ "ปืนชี้ตำบลกระสุนถูก" ยิงเข้าใส่เป้าหมายก่อนเพื่อเป็นการกำหนดเป้าหมายที่จะยิงจากนั้นจึงค่อยยิงปืนไร้แรงสะท้อนตาม ซึ่งค่อนข้างยุ่งยากแลต่างกับ "เครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถัง" ที่แค่จับลูกมายัดใส่บ้องแล้วเล็งยิงตู้มได้เลย -_-"


<a href="http://www.youtube.com/v/tO-IIez4NdQ&amp;color1=0xb1b1b1&amp;color2=0xd0d0d0&amp;hl=en_US&amp;feature=player_embedded&amp;fs=1" target="_blank">http://www.youtube.com/v/tO-IIez4NdQ&amp;color1=0xb1b1b1&amp;color2=0xd0d0d0&amp;hl=en_US&amp;feature=player_embedded&amp;fs=1</a>
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2010, 08:28:42 PM »


สงสัยไหมว่ากระสุนเจาะเกราะมันเป็นยังไง?

กระสุนที่ใช้จะบรรจุด้วยอัลลอยด์ที่มี depleted uranium ผสมด้วยธาตุอื่น1?2% กระสุนที่ใช้มีตั้งแต่ขนาด 20mm ในปืน Phalanx ของกองทัพเรือ สำหรับใช้ยิงเพื่อทำลายจรวด ไปจนถึงปืนขนาด 30mm ของเครื่องบิน A-10 และปืนขนาด 105mm ของรถถัง เมื่อยิงออกไปด้วยความเร็วสูง กระสุนที่มีความหนาแน่นสูง และมีความแข็ง จะเจาะทำลายเข้าไปในเป้าหมายขนาดใหญ่ได้ รถถังและยานเกราะบางแบบก็มีการเสริมความแข็งแรงด้วยแผ่น depleted uranium (DU) การใช้อาวุธ DU ทำให้เกิดการโต้แย้งกันทางด้านการเมืองและสิ่งแวดล้อม หลังจากที่สหรัฐ อังกฤษและประเทศอื่นๆ นำกระสุน DU มาใช้ในสงครามอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf ) และสงครามบาลข่าน (Balkans)


* 3.jpg (18.22 KB, 583x273 - ดู 12722 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2010, 08:30:13 PM »


ในการกำหนดว่ากระสุนชนิดไหนเป็นกระสุนเจาะเกราะ ทางกฎหมายกำหนดจากตรงไหนครับ....
-หัวกระสุน
-การทะลุผ่านเกราะ

หากกำหนดที่หัวกระสุน...หัวกระสุนมีแกนเป็นเหล็ก/ทังเสตน คือกระสุนเจาะเกราะใช่หรือไม่
M955 AP ammo




* 2.jpg (35.09 KB, 641x506 - ดู 12803 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #8 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2010, 08:31:05 PM »


หากกำหนดที่การทะลุผ่านเกราะ...ตัวอย่างเช่น ระดับ Type 2A (ชนิด 2A) คือ เสื้อที่สามารถป้องกันกระสุนในขนาด 9 มม. พาราฯ แบบ FMJ ที่มีหัวกระสุนหนัก 124 เกรนและมีความเร็วไม่เกิน 1,090 ฟุต/วินาที หากกระสุนขนาด 9มม. พาราฯเจาะผ่านทะลุได้ กระสุน 9 มม.พาราฯนัดนั้นเป็นกระสุนเจาะเกราะใช่หรือไม่

แล้วกระสุน M855 เป็น AP ammo ด้วยหรือไม่ และเจาะเกราะได้ในระดับไหนขึ้นไป


* 3.jpg (44.42 KB, 558x684 - ดู 11448 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #9 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2010, 08:33:29 PM »

เสื้อเกราะกันกระสุน

เกราะกันกระสุนปืนอาก้าของไทย01
<a href="http://www.youtube.com/v/vUO2b3TcTKs&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;" target="_blank">http://www.youtube.com/v/vUO2b3TcTKs&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;</a>

January 04, 2010 — คลิปด้านล่างเสื้อเกราะฝีมือคนไทยล้วนของจริงตัวจริงท้าพิสูจน์ สามารถป้องกันกระสุนได้ถึงระดับที่ 6 หรือ NIJ type IV เช่น AK-47 โดย พลาม พรมจำปา
<a href="http://www.youtube.com/v/E5kQWqCuXXE&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;" target="_blank">http://www.youtube.com/v/E5kQWqCuXXE&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/DWGxw2OYMcQ&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;" target="_blank">http://www.youtube.com/v/DWGxw2OYMcQ&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/neQq-L7OE0g&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;" target="_blank">http://www.youtube.com/v/neQq-L7OE0g&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;</a>

<a href="http://www.youtube.com/v/z0Aq-uF7I6A&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;" target="_blank">http://www.youtube.com/v/z0Aq-uF7I6A&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;</a>


NIJ กำหนดระดับของ Bulletproof vest ไว้ 6 ระดับ ...ได้แก่...

ระดับ 1
Type 1 (ชนิด 1) คือ เสื้อที่สามารถป้องกันกระสุนในขนาด .22 LR
ที่มีหัวกระสุนหนัก 40 เกรนและมีความเร็วไม่เกิน 1,050 ฟุต/วินาที
และกระสุนขนาด .380ACP
ที่มีหัวกระสุนหนัก 95 เกรนและมีความเร็วไม่เกิน 1,025 ฟุต/วินาที
หรือกระสุนในขนาด .38 RNL
ที่มีหัวกระสุนหนัก 158 เกรนและความเร็วไม่เกิน 850 ฟุต/วินาที ครับ

ระดับ 2
Type 2A (ชนิด 2A) คือ เสื้อที่สามารถป้องกันกระสุนในขนาด 9 มม. พาราฯ แบบ FMJ
ที่มีหัวกระสุนหนัก 124 เกรนและมีความเร็วไม่เกิน 1,090 ฟุต/วินาที
และกระสุนขนาด .40 S&W แบบ FMJ
ทีมีหัวกระสุนหนัก 180 เกรนและมีความเร็วไม่เกิน 1,025 ฟุต/วินาที
รวมไปถึงป้องกันกระสุนในระดับ 1 ด้วย

ระดับ 3
Type 2 (ชนิด 2) คือ เสื้อที่สามารถป้องกันกระสุนในขนาด 9 มม. พาราฯ แบบ FMJ
ที่มีหัวกระสุนหนัก 124 เกรนและมีความเร็วไม่เกิน 1,175 ฟุต/วินาที
และกระสุนในขนาด .357 แม็กนั่ม แบบ Jacketed Soft Point (JSP)
ที่มีหัวกระสุนหนัก 158 เกรนและมีความเร็วไม่เกิน 1,400 ฟุต/วินาที
รวมไปถึงป้องกันกระสุนในระดับ 1 และ 2 ด้วย

ระดับ 4
Type 3A (ชนิด 3A) คือ เสื้อที่สามารถป้องกันกระสุนขนาด 9 มม. พาราฯ แบบ FMJ
ที่มีหัวกระสุนหนัก 124 เกรนและมีความเร็วไม่เกิน 1,400 ฟุต/วินาที
และกระสุนในขนาด .44 แม็กนั่ม แบบ SJHP
ที่มีหัวกระสุนหนัก 240 เกรนและมีความเร็วไม่เกิน 1,400 ฟุต/วินาที
รวมไปถึงป้องกระสุนในระดับ 1, 2 และ 3 ด้วย

ระดับ 5
Type 3 (ชนิด 3) คือ เสื้อที่สามารถป้องกันกระสุนจากปืนเล็กยาวในขนาด 7.62 มม. แบบ FMJ
หรือแบบ M 80 ของกองทัพอเมริกา
ที่มีหัวกระสุนหนัก 148 เกรนและมีความเร็วไม่เกิน 2,750 ฟุต/วินาที
ซึ่งในเสื้อระดับนี้...จะมีอุปกรณ์ใดเพิ่มเติมทางทหารอีกหรือไม่...ผมไม่แน่ใจครับ
รวมไปถึงป้องกันกระสุนในระดับ 1, 2, 3 และ 4 ด้วย

ระดับ 6
Type 4 (ชนิด 4) คือ เสื้อที่สามารถป้องกันกระสุนแบบเจาะเกราะขนาด .30-06
แบบ M 2 AP ของกองทัพอเมริกา
ที่มีหัวกระสุนหนัก 166 เกรนและมีความเร็วไม่เกิน 2,850 ฟุต/วินาที
ซึ่งในเสื้อระดับนี้...จะมีอุปกรณ์ใดเพิ่มเติมทางทหารอีกหรือไม่...ผมไม่แน่ใจครับ
รวมไปถึงป้องกันกระสุนในระดับ 1, 2, 3, 4 และ 5 ด้วย

แต่ทั้งนี้...และทั้งนั้น....
มิได้หมายความว่า...การสวมเสื้อในลักษณะนี้....
ท่านผู้ตกเป็นเป้าหมาย...จะสามารถเดินเหิน...หรือทำการตอบโต้ได้อย่างเป็นปกติสุข
เหมือนในภาพยนตร์นะครับ



ดังนั้น ความสามารถในกรณี การเจาะเกราะ ของกระสุน นั้น
จะถูกแบ่งไปตามความสามารถในการต่อต้านหรือ ต้านทานของเสื้อกันกระสุน ครับ










การลอบยิงข้าราชการหรือแม้กระทั่งผู้บริสุทธิ์
ยังคงมีเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขวัญและกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ค่อย ๆ ลดน้อยลงไปทุกที ๆ
ทุกคนรู้อยู่แก่ใจถึงความเสี่ยงที่ตนเองอาจจะถูกลอบยิงเมื่อไหร่ก็ได้
เพียงแต่ไม่รู้ว่าใครจะเป็นรายต่อไปเท่านั้นเอง...

“เสื้อเกราะ” จึงเป็นอุปกรณ์ป้องกันชีวิต
ที่ครูและเจ้าหน้าที่ของรัฐอุ่นใจได้ว่า...ชีวิตจะมีความปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิม


เสื้อเกราะ หรือเสื้อเกราะกันกระสุน หมายถึง
เสื้อหรือสิ่งใด ๆ ที่ผลิตหรือประกอบรวมขึ้นด้วยแผ่นเกราะ เพื่อป้องกันหรือ
ลดอันตรายจากกระสุนปืนที่ยิง บริเวณลำตัวของผู้ที่สวมใส่

ส่วนประกอบของเสื้อเกราะนั้น โดยทั่วไปจะประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ
เสื้อนอก (Outside Shell Carrier)
เป็นส่วนที่ใช้สำหรับรับแรงกระแทกอาจจะมีส่วนที่ใช้แผ่นเหล็ก หรือเซรามิก
เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับแรงกระแทก

ส่วนที่สองเรียก ว่า ส่วนยึดรั้ง (Fastening Sys- tem)
ใช้ยึดเสื้อเกราะกับร่างกายทำให้เกิดความกระชับ

และส่วนที่สาม แผ่นรับแรงกระแทก (Ballistic Panel)
ลักษณะเป็นใย ทอจากใยสังเคราะห์ เมื่อถูกแรงกระแทกจะเกิดการยึดตัว
ช่วยดูดซับพลังงาน เพื่อลดความเร็วของกระสุนที่ผ่านเข้ามา
มีการนำวัสดุประเภทใยสังเคราะห์มาผลิตเสื้อเกราะเพิ่มมากขึ้น
เพราะมีน้ำหนักเบา และมีความแข็งแรงกว่าโลหะ

วัสดุที่ใช้ในปัจจุบัน คือ เส้นใย อะรามิด(Aramid Fiber)
เป็นเส้นใยประเภท อลิเอไมด์ หรือไนลอน
มีความแข็งแกร่ง และแข็งแรงสูง สามารถคงรูปได้ดี
ทนต่ออุณหภูมิสูงถึง 370 องศาเซลเซียส
หรืออาจจะเป็นเส้นใยโพลิเอทิลีน
ชนิดความแข็งแรงสูงยิ่งยวด (Ultra High Strength Polyethylene Fiber)
เป็นเส้นใยโพลีเอทิลีน ซึ่งกระบวนการผลิตต้องใช้เทคนิคพิเศษ
ทำให้มีความแกร่ง แข็งแรง น้ำหนักเบาและราคาถูกกว่าเส้นใย อะรามิด
แต่อุณหภูมิที่ใช้งานต่ำกว่า

“เมื่อกระสุนวิ่งมากระทบกับเสื้อเกราะจะถูกยึดจับไว้ด้วยเส้นใยที่แข็งแรงมาก
เรียกกันว่า “เว็บ” (Web) เส้นใยเหล่านี้
จะดูดซับและกระจายพลังงานการกระแทกของกระสุนที่ส่งผ่านมายังตัวเสื้อ
เป็นผลให้กระสุนนั้นเกิดการบิดเบี้ยวหรือเสียรูปไป
พลังงานที่เกิดขึ้นนั้นจะถูกดูดซับไว้ด้วยแต่ละชั้นของเส้นใย
จนกระทั่งกระสุนนั้นหยุดลงในที่สุด
ดังนั้นการทอเส้นใยให้ยิ่งหนาแน่นมากเท่าไรก็
จะยิ่งมีความทนทานต่อแรงกระสุนมากขึ้นเท่านั้น”
นี่คือลักษณะการทำงานของเสื้อเกราะ

ในขณะที่กระสุนมากระทบกับเสื้อเกราะ
พลังงานจากกระสุนจะถูกดูดซับและแพร่กระจายไปตามชั้นของเส้นใยเรื่อย ๆ จนท้ายที่สุด
คือร่างกาย การกระแทกร่างกายจะเรียกว่า “บลันท์ ทรอมา” (Blunt Trauma)
หมายถึง อาการฟกช้ำ
ซึ่งอาการดังกล่าวจะต้องอยู่ในระดับที่ไม่ปรากฏอาการออกมาให้เห็น
ร่างกายของคนเราจะสามารถทนทานต่ออาการ บลันท์ ทรอมา ได้ปริมาณหนึ่ง
ซึ่งเราสามารถทดสอบ และคิดค่าออกมาได้เรียกว่า “Back Face Signature”
มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร

ในปัจจุบันมีมาตรฐานการทดสอบเสื้อเกราะ อยู่หลายมาตรฐาน ที่นิยมใช้กัน
โดยมาตรฐานที่เก่าแก่ที่สุดได้แก่ มาตรฐานของ NIJ (U.S. National Institute of Justice)
เรียกว่า มาตรฐาน U.S. NIJ.0101. 03
มาตรฐานนี้ กำหนดค่า Back Face Signature เท่ากับ 44 มิลลิเมตร
ในปัจจุบันมีการปรับปรุงเป็น U.S. NIJ.0101.04
นอกจากนี้ยังมีมาตรฐาน U.S. PPAA 1989-05 กำหนดค่า 44 มิลลิเมตร เช่นเดียวกัน
แต่จำนวนนัดของกระสุนที่ยิงใส่เสื้อเกราะน้อยกว่า
ดังนั้นเสื้อเกราะบางชนิดสามารถผ่านมาตรฐาน PPAA ได้
แต่ไม่ผ่านมาตรฐาน NIJ.
ถือได้ว่ามาตรฐาน NIJ. เป็นมาตรฐานที่ใช้กันอย่างกว้างขวางที่สุด
ทั้งในสหรัฐ ออสเตรเลีย เอเชีย ตะวันออกกลาง
และประเทศในยุโรปบางประเทศ เช่น ฟินแลนด์ และอังกฤษ

มาตรฐาน NIJ. กำหนดค่าระดับการป้องกัน ออกเป็น 6 ระดับ
เริ่มจากระดับ 1 สำหรับกระสุนขนาด .38 รีวอลเวอร์
ไปจนถึงระดับ 4 สำหรับกระสุนเจาะเกราะไรเฟิล ขนาด .30-06

ส่วนมาตรฐาน PPAA กำหนดค่าระดับการป้องกันออกเป็นเพียง 5 ระดับ (ไม่มีระดับ 1)

สำหรับประเทศไทยมีร่างมาตรฐานยุทโธปกรณ์
ที่จัดทำโดยคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานยุทโธปกรณ์กระทรวงกลาโหม (กมย.กห.)
ว่าด้วยเกราะกันกระสุน
ซึ่งได้แปล วิเคราะห์ ประยุกต์ และเรียบเรียง ให้เหมาะสมกับประเทศไทย
โดยอิงมาตรฐาน U.S. NIJ.0101.04 ตามความจำเป็น
และเหมาะสมเพื่อมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนกิจการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยเป็นหลัก
ในคราวประชุมครั้งที่ 4/47 เมื่อ 25 ส.ค. 47 และครั้งที่ 5/47 เมื่อ 1 ก.ย. 47
ได้พิจาราณาแล้ว มีมติเห็นชอบให้การรับรองมาตรฐานยุทโธปกรณ์ฉบับนี้
เป็นมาตรฐานยุทโธปกรณ์กระทรวงกลาโหม
และยกเลิกมาตรฐานเสื้อเกราะกันกระสุน กห. ที่กำหนดตาม U.S. NIJ.0101.03


โดยสามารถจำแนกตามระดับความสามารถในการกันกระสุน ปืนได้เป็น 6 ระดับ

ระดับที่ 1 เป็นระดับที่สามารถกันกระสุนที่เป็นภัยคุกคามที่มีหัวกระสุนขนาด .22LR และ .380ACP ได้

ระดับที่ 2A สามารถป้องกันกระสุนในขนาด 9 มม. พาราฯ และกระสุนขนาด .40 S&W และระดับ 1 ได้

ระดับที่ 2 เสื้อเกราะแบบมาตรฐานใช้กันอย่างกว้างขวางทั่วโลก
เป็นเสื้อเกราะมาตรฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจสหรัฐ กันกระสุนได้เกือบทุกชนิด
ยกเว้นกระสุนปืนพกที่มีอำนาจการทะลุทะลวงสูง

ระดับที่ 3A เป็นระดับที่สามารถกันกระสุนปืนพกโดยทั่วไปได้
เป็นเสื้อเกราะที่ออกแบบโดยการรวมคุณสมบัติการป้องกันกระสุน
และป้องกันการเสียบแทงด้วยวัตถุมีคมเข้าด้วยกัน
สามารถป้องกันวัตถุมีคมได้ทุกชนิดที่มีแรง ไม่เกิน 81.2 ฟุต/ปอนด์

ระดับที่ 3 เสื้อเกราะชนิดพิเศษถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันกระสุนปืน 44 แมกนั่ม รีวอลเวอร์
ซึ่งโดยปกติ กระสุนชนิดนี้ สามารถทะลุทะลวงผ่านเสื้อเกราะคุณภาพต่ำได้
นอกจากนี้ยังสามารถกันกระสุนความเร็วสูงจำพวกกระสุนปืนพก
และปืนกลเบาขนาด 9 มิลลิเมตรได้ดี

และสุดท้าย ระดับที่ 4 เสื้อเกราะชนิดนี้
ถูกออกแบบมาสามารถกันกระสุนปืนเล็กยาวชนิดเจาะเกราะขนาด 30-40
และที่รุนแรงน้อยกว่าทั้งหมด

..........การมีเสื้อเกราะไว้ในครอบครองนั้น
จะต้องขอรับใบอนุญาตจากกรมการอุตสาหกรรมทหารเสียก่อนจึงจะนำมาใช้งานได้
ตาม พ.ร.บ. ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530

........“เสื้อเกราะ” คงช่วยให้เสียงร้องไห้และคราบน้ำตา เบาบางลงไปได้บ้าง...

ในอดีตมนุษย์ได้นำวัสดุหลากหลายมาทำเป็นเสื้อเกราะ
เพื่อใช้ในการป้องกันตัวเองจากอันตราย
เมื่ออยู่ในภาวะสงครามหรือสถานการณ์ที่เสี่ยงต่ออันตราย

โดยแรกเริ่มนั้น ชุดเกราะและโล่ถูกทำขึ้นจากหนังสัตว์
จากนั้นพัฒนาเป็นเกราะไม้และเกราะโลหะ
โดยโลหะมักใช้กับร่างกายดังที่เราคุ้นเคยกันดีกับภาพบรรดาอัศวินทั้งหลายในยุคกลาง
สวมใส่ขณะออกรบ
เมื่อเวลาผ่านไปเสื้อเกราะดังกล่าวก็ใช้ไม่ได้ผลกับอาวุธสมัยใหม่
จำพวกกระสุนปืนต่าง ๆ ซึ่งในเวลานั้นสิ่งที่ป้องกันกระสุนปืนได้ดีที่สุด
คือ ที่กำบังที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น กำแพงหินหรืออิฐ หรือที่กำบังธรรมชาติ

มีหลักฐานบันทึกไว้ว่าเสื้อเกราะอ่อนได้ถูกใช้เป็นครั้งแรก
โดยชาวญี่ปุ่นในยุคกลาง เป็นเสื้อเกราะที่ทำจากผ้าไหม
แต่ผลจากการศึกษาพบว่าเสื้อเกราะผ้าไหมนั้น
สามารถกันได้แต่กระสุนที่มีความเร็วต่ำ (400 ฟุต/วินาทีหรือน้อยกว่า)
โดยที่ไม่สามารถกันกระสุนปืนสมัยใหม่ที่มีความเร็วเกิน กว่า 600 ฟุต/ วินาทีได้
ดังนั้นเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในการผลิตแล้วเสื้อเกราะผ้าไหมมีราคาสูงถึงตัวละ 800 ดอลลาร์สหรัฐ
(เทียบกับค่าของเงินใน ค.ศ. 1998 เท่ากับ 1,400 ดอลลาร์สหรัฐ)
ทำให้ไม่เป็นที่ยอมรับ

เสื้อเกราะกันกระสุนรุ่นต่อมาเกิดขึ้นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
ถูกเรียกว่า “แฟลค แจ๊กเกต” ผลิตขึ้นจากไนลอนสามารถกันสะเก็ดระเบิด
และใช้ได้ผลอย่างดีกับการคุกคามของปืนพกและปืนไรเฟิล
แต่เสื้อเกราะชนิดนี้มีข้อจำกัด คือ มีขนาดใหญ่เทอะทะและใช้ได้แต่ในวงการทหารเท่านั้น

จนกระทั่งปลายยุค 1960 ค้นพบเส้นใยสังเคราะห์ชนิดใหม่เรียกว่า เคฟล่าร์ (Kevlar) ของดูปอง
ที่สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นับจากนั้นเสื้อเกราะถูกผลิตขึ้นจากวัสดุต่าง ๆ จากหลายบริษัท




ข้อมูล : นาวาโทหญิงสุรวรรณ ลิ้มสัมพันธ์ หัวหน้าแผนกการวัตถุระเบิด
กองศึกษาและวิจัย กรมสรรพาวุธทหารเรือ



* 5.jpg (7.68 KB, 248x291 - ดู 7910 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 20, 2010, 08:43:46 PM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #10 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2010, 08:54:00 PM »



รายละเอียด M-79 ระยะหวังผลทำลายล้าง
http://www.nightsiam.com/forum/index.php?topic=1895.0


รายละเอียดปืนซุ่มยิงระยะไกล "สไนเปอร์"
http://www.nightsiam.com/forum/index.php?topic=2022.0

รายละเอียดปืน เอช เค เอ็มพี 5 ปืนที่ใช้ประหารชีวิตของกรมราชทัณฑ์

http://www.nightsiam.com/forum/index.php?topic=2002.0
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 20, 2010, 08:54:36 PM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า

มาดามเฟ
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 24992


YOU HAPPY AND I HAPPY


« ตอบ #11 เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2010, 12:25:19 AM »


ยุคมิคสัญญีก็มีไม่ง่าย

'เสื้อเกราะ' ไม่ขออนุญาต...ถึงคุก!


เหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองนอกสภาในยุคนี้ มีทั้ง“อาวุธไทยประดิษฐ์-อาวุธร้ายแรง-อาวุธสงคราม” ปรากฏขึ้นอย่างกลาดเกลื่อน ที่ผ่านมามีการใช้อาวุธต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ในการปฏิบัติงานของสื่อมวลชน ช่างภาพ ผู้สื่อข่าว ถือว่า “เสี่ยงเจ็บ-เสี่ยงตาย” ขณะที่ประชาชนทั่วไปในพื้นที่ที่มีเหตุรุนแรงก็เสี่ยงด้วย ซึ่งทั้งสื่อมวลชน ทั้งประชาชน ส่วนหนึ่งก็ขวนขวายหาอุปกรณ์ป้องกันชีวิต
   
ต้องใส่ “เสื้อเกราะ” นี่เป็นกระแสหนึ่งในยุคนี้ !!
   
ทั้งนี้ เสื้อกั๊กที่ดูเหมือนเสื้อเกราะที่เห็นสื่อใส่กันนั้น ส่วน ใหญ่ก็ไม่ใช่เสื้อเกราะแท้ แต่เป็นเสื้อกั๊กแบบที่ใช้ใส่เล่นกีฬายิงปืนบีบีกันบ้าง หรือบ้างก็เป็นแบบที่ดัดแปลงโดยเสริมวัสดุต่าง ๆ เช่น ฟิล์มเอกซเรย์เก่า แผ่นวัสดุ แผ่นโลหะ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม จากภาพข่าวที่ปรากฏ ก็แว่ว ๆ ว่ามีฝ่ายรัฐบางฝ่ายตั้งข้อสังเกตเชิงตั้ง คำถามว่าทำไมผู้ที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐจึงมีเสื้อเกราะใช้กันเกลื่อน ? ทั้งที่ภาครัฐมิได้มีการอนุญาตอย่างแพร่หลาย ?

   
เสื้อเกราะมิใช่สิ่งที่ใครจะขาย-จะซื้อ-จะมีได้โดยเสรี !!
   
จากข้อมูลในอินเทอร์เน็ต อ้างอิงข้อมูลของ นาวาโทหญิง  สุรวรรณ ลิ้มสัมพันธ์ ในฐานะหัวหน้าแผนกการวัตถุระเบิด กองศึกษาและวิจัย กรมสรรพาวุธทหารเรือ กับเรื่องของ “เสื้อเกราะ” หรือ “เสื้อเกราะกันกระสุน” นั้น โดยทั่วไปส่วนประกอบก็จะมี 3 ส่วนหลัก ๆ คือ... ส่วนเสื้อนอก เป็นส่วนรับแรงกระแทก อาจมีส่วนที่ใช้แผ่นเหล็ก เซรามิก เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับแรงกระแทก, ส่วนยึดรั้ง ยึดเสื้อเกราะกับร่างกายให้กระชับ, ส่วนแผ่นรับแรงกระแทก โดยทั่วไปจะทอจากใยสังเคราะห์ที่แข็งแกร่ง เมื่อถูกแรงกระแทกของกระสุนปืนจะดูดซับพลังงาน ลดความเร็วกระสุน ซึ่งวัสดุใยสังเคราะห์ที่ใช้ เช่น เส้นใยอะรามิด, เส้นใยโพลิเอทิลีน
   
ลักษณะการทำงานของเสื้อเกราะอย่างคร่าว ๆ ก็คือ... เมื่อกระสุนปืนถูกยิงกระทบกับเสื้อเกราะ กระสุนจะถูกยึดจับไว้ด้วยเส้นใยที่แข็งแรง เส้นใยจะดูดซับและกระจายพลังงานการกระแทกของกระสุน เป็นผลให้กระสุนนั้นเกิดการบิดเบี้ยวหรือเสียรูปไป ซึ่งหากเสื้อเกราะมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับการต้านทานกระสุนปืนชนิดนั้น ๆ พลังงานการกระแทกที่เกิดขึ้นจะถูกดูดซับไว้ด้วยแต่ละชั้นของเส้นใย จนกระทั่งกระสุนนั้นหยุดลงในที่สุด โดยไม่เข้าร่างกาย ทั้งนี้ เส้นใยยิ่งมีการทอหนาแน่นมาก ก็จะยิ่งทนทานต่อแรงกระสุนได้มาก
   
นอกจากโครงสร้าง และลักษณะการทำงานต้านทานกระสุนปืน แล้ว อีกประเด็นสำคัญคือ “เสื้อเกราะ”จะมีการจัดระดับประสิทธิภาพ ซึ่งสำหรับประเทศไทย ตามมาตรฐานยุทโธปกรณ์ มีการแบ่งเป็น ระดับต่าง ๆ ดังนี้คือ... ระดับ 1 ป้องกันหัวกระสุนขนาด .22 แอลอาร์ (.22LR) และขนาด .380 เอซีพี (.380ACP) ได้, ระดับ 2 เอ (2A) ป้องกันกระสุนตามระดับ 1 และขนาด 9 มม.พาราฯ ขนาด .40 เอส แอนด์ ดับบลิว (.40 S&W) ได้, ระดับ 2 กันกระสุนได้เกือบทุกชนิด ยกเว้นกระสุนปืนพกที่มีอำนาจทะลุทะลวงสูง, ระดับ 3 เอ (3A) กันกระสุนปืนพกโดยทั่วไปได้ และป้องกันการเสียบแทงด้วยวัตถุมีคมด้วยแรงไม่เกิน 81.2 ฟุต/ปอนด์, ระดับ 3 กันกระสุนปืนได้ถึงขนาด .44 แมกนั่ม รีวอลเวอร์ กันกระสุนปืนพกความเร็วสูง กันกระสุนปืนกลเบาขนาด 9 มม., ระดับ 4 กันกระสุนปืนเล็กยาวชนิดเจาะเกราะ ขนาด 30-40 และที่รุนแรงน้อยกว่า ได้ทั้งหมด
   
ทั้งนี้ ราคาของ “เสื้อเกราะ” ก็มีตั้งแต่หลักพันที่ตัวเลขต่ำ ๆ ไล่ขึ้นไปถึงหลักพันตัวเลขสูง ๆ หลักหมื่น ขึ้นไปถึงหลักแสน ตามแต่ระดับ-วัสดุ ซึ่งถ้าเงินถึง และ “ป้องกันชีวิตได้” ก็ถือว่าคุ้ม ทั้งนี้ เรื่องการป้องกันชีวิตนั้น ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา 32 ระบุว่า บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย ซึ่งก็น่าจะหมายรวมถึงสิทธิเสรีภาพในการ ป้องกันชีวิตตนเองจากการถูกทำร้าย ถูกยิงโดยผู้ร้าย-ผู้ก่อเหตุร้าย
   
ทว่า...กับเรื่องของ “เสื้อเกราะ” นั้น มีประเด็นที่สำคัญคือ ตามประกาศกระทรวงกลาโหม เรื่อง กำหนดยุทธภัณฑ์ที่ต้องขออนุญาต ณ วันที่ 30 พ.ย. 2550 เสื้อเกราะป้องกันกระสุนหรือป้องกันสะเก็ดระเบิด อยู่ในข่าย “ยุทธภัณฑ์ที่ต้องขออนุญาต” โดยเป็นประกาศที่อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 41 ของรัฐธรรมนูญ บัญญัติให้กระทำได้
   
ตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้ผู้ใดสั่งเข้ามา นำเข้ามา ผลิต หรือมี ซึ่งยุทธภัณฑ์ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากปลัดกระทรวงกลาโหม ขณะที่มาตรา 42 ระบุว่า ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
   
ก็ชัดเจนว่า “เสื้อเกราะเป็นยุทธภัณฑ์” ตามกฎหมาย และเป็นกฎหมายที่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งใครมี-ใครใช้โดยไม่ได้ขออนุญาต เพราะคิดว่าเป็นสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย อาจ จะซวยได้ !!
   
“อาวุธเถื่อน” แม้ยุคนี้ดูเหมือนจะเกลื่อนประเทศไทย
   
แต่ก็ยังไม่ง่ายที่คนไทยจะมี “เสื้อเกราะ” ไว้ป้องกันตัว
   
นี่ก็ถือเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” ที่น่าคิด ?!?!?.


* 7.jpg (134.76 KB, 260x345 - ดู 7655 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: