หน้า: [1] 2 3 ... 9
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ดูพระ  (อ่าน 159073 ครั้ง)
Admin
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: ตุลาคม 09, 2010, 04:19:14 PM »

พระนางพญาพิมพ์อกนูนเล็ก



สำหรับ “พระนางพญาพิมพ์อกนูนเล็ก” จัดเป็นพิมพ์ที่ได้รับความนิยมอันดับสุดท้ายของยอด “พระกรุเนื้อดิน” แห่งตระกูล “พระนางพญา” จากเมืองพิษณุโลกที่ตามตำนานระบุว่า “พระวิสุทธิกษัตรี” (พระมารดาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) ทรงสร้างขึ้นแต่ถึงกระนั้นหากองค์ใดที่มีสภาพ    “สวยสมบูรณ์” และ “พิมพ์ติดชัด” อย่างองค์ที่นำมาชี้จุดสังเกตนี้แล้วก็ต้องใช้เงิน “หลายแสน” จึงมีสิทธิได้ครอบครองเนื่องจากเป็นพิมพ์ที่พบเห็นน้อยมากเรียกว่าในขบวน “พระนางพญา” ที่ถือกำเนิดจาก “กรุวัดนางพญา” ด้วย กันแล้ว “พิมพ์อกนูนเล็ก” พิมพ์นี้มีการพบเห็นน้อยกว่าพิมพ์อื่น ๆ
    
ส่วนเหตุที่เรียกว่า “พิมพ์อกนูนเล็ก” ก็เป็นเพราะพุทธลักษณะของพระพิมพ์นี้   นอกจากบริเวณ “พระอุระ” (อก) จะนูนหนาแล้วยังมีขนาดที่เล็กกว่า “พิมพ์อกนูนใหญ่” ส่วน “พระเศียร” (ศีรษะ) มีลักษณะที่ใหญ่กว่า “พิมพ์สังฆาฏิ” และ “พิมพ์เทวดา” และเพราะเนื้อบริเวณ “พระอุระ” มีความ นูนสูงนี่เองจึงทำให้การแกะแม่พิมพ์ตรง      “เส้นสังฆาฏิ” ค่อนข้างแผ่วบางตื้นอีกทั้ง  เมื่อ “พระอุระ” มีความนูนเด่นนายช่างที่แกะแม่พิมพ์จึงต้องแกะพิมพ์ให้ “พระกร” (แขน) ทั้งสองข้างล่ำหนาใหญ่ตามไปด้วย
    
ทางด้านการตัดขอบองค์พระก็มีลักษณะเป็น “รูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว” เฉกเช่น “พิมพ์เทวดา” เพียงแต่ขนาดความสูงขององค์พระต่ำกว่า “พิมพ์เทวดา” เล็กน้อย   โดยนายช่างที่แกะแม่พิมพ์ได้ทำการสร้าง สรรค์ ให้องค์พระมีขนาดความหนามากกว่า    “สังฆาฏิ” และ “พิมพ์เทวดา” จึงทำให้สามารถแยกแยะพระทั้ง “๓ พิมพ์” นี้ได้อย่างชัดเจนส่วนรายละเอียดของการชี้จุดสังเกตก็แยกแยะได้ดังนี้

    
๑. พระเกศ (ผม) มีลักษณะเหมือน ทรงกระบอก
๒. พระพักตร์ (หน้า) นูนเด่นใหญ่กว่า พิมพ์สังฆาฏิ และ พิมพ์เทวดา
๓. พระกรรณ (หู) ด้านซ้ายองค์พระ   จะยาวเฉียงและ แนบ พระพักตร์ (หน้า) มากกว่า พระกรรณ (หู) ด้านซ้ายที่ยาวเชื่อมต่อกับ เส้นจีวร
๔. เส้นสังฆาฏิ ตรงบริเวณ พระอังสาซ้าย (ไหล่ซ้าย) จะยาวเลยไหล่ซ้าย
๕. เนื้อบริเวณพระอุระ (อก) นูนหนาจึงทำให้ เส้นสังฆาฏิ แผ่วบางตื้นกว่า พิมพ์สังฆาฏิ
๖. พระกร (แขน) ทั้งสองข้างและ ความหนา ขององค์พระจะหนาใหญ่กว่า พิมพ์สังฆาฏิ และ พิมพ์เทวดา.


"พุทธธัสสะ"

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 09, 2010, 04:41:12 PM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2010, 04:22:32 PM »

"พระนางพญาพิม์เทวดา"



“พระนางพญาพิมพ์เทวดา” หรืออีกชื่อหนึ่งที่บรรดาเซียนพระยุคเก่าเรียกหาก็คือ “พิมพ์อกแฟบ” เนื่องจากด้านหน้าองค์พระตรงบริเวณ พระอุระ (อก) มีลักษณะ แฟบ หรือ แบนราบ บรรดาเซียนพระยุคเก่าจึงเรียกไปตามลักษณะขององค์พระ แต่ต่อมาเซียนพระยุคหลังอาจจะเห็นชื่อ “พิมพ์อกแฟบ” ไม่ค่อยเหมาะสมกับความ อลังการ ของ “ยอด พระกรุเนื้อดิน” แห่ง เมืองพิษณุโลกพิมพ์นี้จึงเรียกหากันใหม่ว่า “พิมพ์เทวดา”
    
เนื่องจาก พุทธลักษณะของ   “พิมพ์เทวดา” ตรงบริเวณ “เส้นครอบพระเศียร” (ศีรษะ) และ “พระกรรณ” (หู) ที่เชื่อมต่อเนื่องกันเป็นเส้นเรียวยาวอ่อนช้อยสวยงาม ลงไปจรด พระอังสา (ไหล่) จึงทำให้มีลักษณะคล้ายกับเป็น “เครื่องทรงเทวดา” จึงหันมาเรียกว่า “พิมพ์เทวดา” แทนซึ่งนักสะสมส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องต้องกัน ปัจจุบันจึงนิยมเรียกกันว่า “พิมพ์เทวดา” แทน “พิมพ์อกแฟบ” เพราะนอกจากชื่อมีความเป็นมงคลกว่าแล้ว การเรียกชื่อพิมพ์ยังเหมาะสมกว่าอีกด้วย
    
ส่วนรายละเอียดพิมพ์ทรงของ “พระ  นางพญาพิมพ์เทวดา” มีพุทธลักษณะที่คล้าย  กับ “พิมพ์สังฆาฏิ” คือตรงบริเวณ พระพักตร์ (หน้า) จะมีลักษณะแบบเดียวกัน ส่วนที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดก็คือการ “ตัดขอบองค์พระ” โดย “พิมพ์สังฆาฏิ” ส่วนใหญ่จะตัดขอบในลักษณะเป็นรูป “สามเหลี่ยมด้านเท่า” แต่ “พิมพ์ เทวดา” จะตัดขอบในลักษณะเป็น “สามเหลี่ยมหน้าจั่ว”
    
และเพราะการตัดขอบที่แตกต่างกันนี้เองจึงทำให้ “พิมพ์เทวดา” มองดูแล้วจะสูงชะลูดกว่า “พิมพ์สังฆาฏิ” นอกจากนี้ตรงบริเวณ “เส้นสังฆาฏิ” ในองค์ “พิมพ์สังฆาฏิ” จะปรากฏเส้นสังฆาฏิหนาใหญ่ ส่วน “พิมพ์เทวดา” จะมีลักษณะที่ แฟบหรือแบนราบ จึงเป็นการแยกแยะพิมพ์พระทั้งสองพิมพ์นี้ได้ง่าย ที่พอจะชี้


จุดสังเกตได้ดังนี้
๑. การตัดขอบพระทั้งสามด้าน ส่วน  ใหญ่จะมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมหน้าจั่ว
๒. พระเกศ (ผม) จะคล้ายกับ ปลีกล้วยเช่นเดียว กันกับพิมพ์สังฆาฏิ
๓. เส้นครอบ พระเศียร (ศีรษะ) จะเป็นเส้นต่อเนื่อง จรดพระกรรณ (หู) และยาวจรด พระอังสา (ไหล่) ทั้งสองข้าง
๔. เส้นพระ กรรณ (หู) มีลักษณะเป็นเส้นเล็กเรียวกว่า พิมพ์สังฆาฏิ และเส้น พระกรรณด้านซ้าย องค์พระจะเป็นเส้นเรียวเล็กกว่าด้านขวา
๕. เส้นสังฆาฏิด้านบน จะเลยทะลุ พระอังสา (ไหล่) ด้านซ้ายองค์พระ ส่วนปลาย เส้นสังฆาฏิด้านล่าง จะโค้งงอพองาม
๖. พระอุระ (อก) จะมีลักษณะแฟบหรือแบนราบกว่า พิมพ์สังฆาฏิ จึงเป็นที่มาของชื่อพิมพ์ที่เรียกในอดีตว่า พิมพ์อกแฟบ.


"พุทธธัสสะ"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 09, 2010, 04:28:57 PM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2010, 04:27:52 PM »

พระนางพญาพิมพ์สังฆาฏิ



เป็นอีกหนึ่งของพระตระกูล “นางพญา” ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใครพร้อมกับมีขนาด ไม่ใหญ่เกินไป และ ไม่เล็กจนเกินการ พร้อมมีความเด่นของรูปทรงตรง     ที่มี “เส้นสังฆาฏิ” ที่ค่อนข้างหนาใหญ่พาดจาก “พระอังสา” (ไหล่) ผ่าน “พระอุระ” (อก) ไปถึง “พระอุทร” (ท้อง) นักสะสมในสมัยโบราณจึงตั้งชื่อพิมพ์ว่า “พิมพ์ทรงชฎา” เนื่องจากมี “เส้นพระกรรณ” (หู) ด้านบนจดกับ “เส้นครอบพระเศียร” ซึ่งดูแล้วคล้ายกับเป็นการ “สวมชฎา” และที่เรียกว่า “พิมพ์ สามเหลี่ยม” ก็เป็นเพราะการ “ตัดขอบองค์พระ” ทั้งสามด้านส่วนใหญ่ จะมีลักษณะเป็น     “สามเหลี่ยมด้านเท่า” นั่นเอง
    
แต่ปัจจุบันนักสะสมหันมานิยมเรียกว่า “พิมพ์สังฆาฏิ” ก็เป็นเพราะมี “เส้นสังฆาฏิ” ที่หนาใหญ่กว่าปกติซึ่งทั้งสามชื่อที่ใช้เรียกขานกันนั้นก็ล้วนแต่เรียกไปตาม “เอกลักษณ์” ของพิมพ์ทรงที่มีในองค์พระทั้งสิ้น
    
นอกจากนี้เอกลักษณ์สำคัญที่เป็นจุดสังเกตที่ต้องจดจำให้แม่นคือ “เส้นพระกรรณ” (หู) ด้านซ้ายมือขององค์พระจะมีความหนากว่าด้านขวา โดยปลายพระกรรณทั้งด้านบนและด้านล่างในองค์ที่พิมพ์ติดชัดจะมี “เส้นพิมพ์แตก” ที่มีลักษณะคล้ายกับเป็น “หูสองแฉก” อีกทั้งตรง บริเวณใต้ “พระศอ” (คอ) ก็จะมีเส้นพิมพ์แตก  ที่บรรดาเซียนพระเรียกว่า “เส้นเอ็นคอ” แต่  จะเป็นเพียงเส้นบาง ๆ เท่านั้น แต่เนื่องจากพระพิมพ์นี้ในองค์ที่ “ติดคมชัด” หาได้ยากมากจึงไม่ค่อยมีให้พบเห็นมากนัก

    
สำหรับเอกลักษณ์ที่เป็นจุดสังเกตของ “พิมพ์สังฆาฏิ” มีดังนี้
๑.การตัดขอบองค์พระ ทั้งสามด้านส่วนใหญ่จะเป็นแบบ สามเหลี่ยมด้านเท่า
๒.พระเกศ (ผม) มีลักษณะคล้ายกับ ปลีกล้วย
๓.เส้นครอบพระเศียร (ศีรษะ) มีลักษณะคล้ายกับ ชฎา
๔.พระนลาฏ (หน้าผาก) จะมีลักษณะคล้ายกับเนื้อบริเวณนั้นยุบตัวลง
๕.ปลายพระกรรณด้านซ้าย (ใบหูด้าน ซ้าย) จะแตกเป็นสองแฉกทั้งด้านบนและด้านล่าง
๖.เส้นสังฆาฏิ เป็นเส้นหนาใหญ่กว่าปกติ
๗.พระอังสาด้านขวาองค์พระ (ไหล่ขวา) จะมีเนื้อเกินชัดเจน
๘.พระหัตถ์ขวา (มือขวา) ที่วางพาดไปบน พระชานุขวา (เข่าขวา) มีลักษณะเป็นก้อน
๙.พระหัตถ์ซ้าย (มือซ้าย) ที่วางพาดบน พระเพลา (ตัก) มีลักษณะแอ่นโค้งเช่นกันกับ พิมพ์เข่าโค้ง.


พุทธธัสสะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 09, 2010, 04:28:42 PM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2010, 04:30:56 PM »


'พระนางพญาพิมพ์อกนูน'



สำหรับ “พระนางพญาพิมพ์อกนูน” ก็เป็น “พระนางพญา” อีกพิมพ์ที่มีค่านิยม สูงแต่เป็นเพราะพระพิมพ์นี้มี จำนวนน้อย มาก นักสะสมจึงให้ความนิยมรองลงมาจาก “พิมพ์เข่าตรง” แต่กระนั้นหากองค์ไหน    มีสภาพสวยสมบูรณ์ การกดพิมพ์ติดชัดเจนแล้วหากจะหามาบูชา ก็ต้อง ใช้เงินหลักล้าน เช่นกันอย่างองค์นี้ที่นำมาชี้ “จุดสังเกต” จัดเป็นองค์ที่สวยสมบูรณ์ระดับ “แชมป์” ที่พบเห็นได้ยากทีเดียว ส่วน   “พุทธลักษณะ” ของ “พิมพ์อกนูน” จะมีจุดเด่นตรงที่ “พระอุระ” (อก) จะนูนหนาใหญ่กว่าพระนางพญาทุกพิมพ์นักสะสมจึงเรียกว่า “พิมพ์อกนูน” ตามพุทธลักษณะที่มี “อกนูน” กว่าทุกพิมพ์
   
ส่วนพุทธลักษณะอื่น ๆ ก็จะคล้ายกับพิมพ์ “เข่าโค้ง” และ “เข่าตรง” คือการประทับนั่งจะอยู่ในลักษณะของ “ปางมารวิชัย” เช่นกันและ “พระเกศ” (ผม) จะมีลักษณะคล้าย “ปลีกล้วย” โยพุทธลักษณะที่แตกต่างจากพิมพ์ “เข่าโค้ง” และ “เข่าตรง” ก็มีเช่นกันนอกจากมีอก  ที่นูนหนาใหญ่แล้ว “พระพักตร์” (หน้า) ก็จะ     มีลักษณะที่เรียวยาวกว่าคล้ายผลมะตูมและหากองค์ใดที่พิมพ์ติดชัด
จะปรากฏ “พระขนง” (คิ้ว) พระเนตร (ตา) พระนาสิก (จมูก) และ “พระโอษฐ์” (ปาก) เช่นกันแต่พบเห็นน้อยมากเนื่องจากสร้างไว้จำนวนน้อยนั่นเอง ส่วนจุดสังเกตที่ควรจำสำหรับพิมพ์นี้มีดังนี้
   
๑.พระเกศ (ผม) มีลักษณะเรียวยาวคล้ายปลีกล้วย
   
๒.เส้นครอบพระเศียร (หัว) จะมีลักษณะเป็นเส้นเรียวหนากว่าพิมพ์ เข่าโค้ง และ เข่าตรง

๓.พระกรรณ (หู) ด้านขวามือองค์พระจะมีลักษณะเป็น เส้นโค้ง ตรงปลายเล็กน้อยส่วนด้านซ้ายมือมีลักษณะเป็น เส้นตรง ที่ทอดยาวลงมาถึง พระอังสา (ไหล่)
   
๔.เส้นสังฆาฏิ ที่พาดจาก พระอังสา (ไหล่) ด้านซ้ายและทอดยาวลงไปถึง พระนาภี (สะดือ) จะเป็นเส้นหนาใหญ่กว่าพิมพ์ เข่าโค้ง และ เข่าตรง
   
๕.เส้นจีวร ที่ขนานคู่กับ เส้นสังฆาฏิ จะม้วนโค้งตรงปลายและชอนเข้าไปยังซอก พระกัจฉะ (รักแร้) ด้านขวามือองค์พระ

๖.ตรงบริเวณใต้ พระกัปปะระ (ศอก) ด้านซ้ายมือจะปรากฏมี เนื้อเกิน แทงเฉียงออกไปจดกับ พระชานุ (เข่า) ด้านซ้าย
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2010, 04:32:49 PM »


“พระนางพญาพิมพ์เข่าตรง” (มือตกเข่า)



สำหรับ “พระนางพญาพิมพ์เข่าตรง” (มือตกเข่า) ก็เป็น “พระนางพญา”  อีกพิมพ์หนึ่งที่  “พุทธลักษณะ”โดยทั่วไปก็คือ “พระนางพญาพิมพ์เข่าตรง” นั่นเองเนื่องจาก “พิธีสร้าง” รวม ทั้ง “เนื้อดิน” ที่นำมาสร้างพร้อม “พิมพ์ทรง” และ “อายุ การสร้าง” ล้วน แต่ถือกำเนิดเกิดขึ้นในยุคเดียวกันกับพิมพ์อื่น ๆ เพราะ  “ผู้สร้าง” ก็คือ   “คนเดียวกัน” ที่มีพระนามว่า “พระวิสุทธิกษัตรี” ระหว่างปี พ.ศ. ๒๐๙๐-๒๑๐๐ เมื่อครั้ง “สมเด็จพระมหาธรรมราชา” พระสวามีทรงปกครอง เมืองพิษณุโลก
   
ด้วยเหตุนี้คุณค่า “ความนิยม” รวมทั้ง “ราคา” จึงอยู่ในระดับเดียวกันกับพิมพ์  “มือไม่ตกเข่า” เนื่องจาก “พิมพ์ทรง” ตลอด จน “ขนาด” ขององค์พระรวมทั้ง “จุดสังเกต” ก็เท่าเทียมและเหมือนกันกับพิมพ์ “มือไม่  ตกเข่า” ทุกประการจะ “แตกต่าง” ตรงที่  “มือไม่ตกเข่า” กับ “มือตกเข่า” เท่านั้น

   
ดังนั้นการชี้ “จุดสังเกต” จึงคล้ายกันแทบทุกประการดังนี้
   
๑. พระเกศ (ผม) มีทั้งตั้งตรงและเอียงเล็กน้อยส่วน พระนลาฏ (หน้าผาก) จะมีร่องรอยของการยุบตัว (เช่นเดียวกันกับพิมพ์เข่าโค้งที่เกิดจากแม่พิมพ์)
   
๒. พระพักตร์ (หน้า) ขององค์ที่พิมพ์ติดชัดจะปรากฏ พระเนตร (ตา) พระโอษฐ์ (ปาก) ให้เห็นชัดเจนกว่าพิมพ์เข่าโค้ง
   
๓. พระกรรณ (หู) ทั้งสองข้างมีลักษณะคล้ายพระจันทร์เสี้ยวและมีระยะห่างจาก พระพักตร์ (หน้า) แต่พองามและ ปลายพระกรรณ ด้านซ้ายองค์พระ  จะเชื่อมติดกับ เส้นสังฆาฏิ ตรงบริเวณ พระ อังสาซ้าย (ไหล่ซ้าย) ที่ทอดยาวลงไปยังบริเวณ พระนาภี (สะดือ)
   
๔. จะปรากฏ เส้นจีวร ที่ชัด เจนและชอนเข้าไปยัง พระกัจฉะ (รักแร้) ด้านขวามือองค์พระและบริเวณ พระอุทร (ท้อง) ด้านซ้ายมือองค์พระที่ติดกับปลาย เส้นสังฆาฏิ จะมี เนื้อเกิน เป็นข้อสังเกต
   
๕. พระเพลา (ตัก) ด้านขวาองค์พระจะเป็นเส้นเล็กเรียวมีลักษณะเป็น เส้นตรง อันเป็นที่มาของ ชื่อพิมพ์ และเป็นเส้นขนานกับ พระเพลา ด้านซ้ายที่หนาใหญ่กว่าเท่าตัว
   
๖. พระกร (มือ) ด้านขวาองค์พระ   ที่วางพาดไปบน พระชานุขวา (เข่าขวา)     จะเลยพระชานุลงไปยังด้านล่างเล็กน้อยจึง    เป็นที่มาของคำว่า “มือตกเข่า” และมี เส้นพิมพ์แตก ปรากฏบริเวณ ปลายพระบาทซ้าย (เท้าซ้าย).
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #5 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2010, 04:35:30 PM »


'พระนางพญาพิมพ์เข่าโค้ง'



สำหรับ “พระนางพญา” ที่ถือกำเนิดจาก “วัดนางพญา” จังหวัดพิษณุโลกก็เป็น “ยอดพระกรุเนื้อดิน” อีกตระกูลที่ถูกบรรจุให้เป็น ๑ ใน ๕ ของพระชุด “เบญจภาคี” ประเภทเนื้อผงและเนื้อดินเพราะนอกจากมีอายุยืนยาวกว่า ๔๐๐ ปี แล้วยังเป็น “พระพิมพ์” ที่มีพุทธศิลป์เรียบง่าย รูปทรง “สามเหลี่ยมหน้าจั่ว” ประทับนั่งปาง “มารวิชัย” แต่ก็แฝงไว้ด้วยความ งดงามอลังการ ที่ต่อ  มากลายเป็น “แม่แบบ” ในการเรียกชื่อพระพิมพ์ต่าง ๆ  ที่มีรูปทรงสามเหลี่ยม ว่า “พระนางพญา” อย่างเช่น “นางพญาเสน่ห์จันทร์” เป็นต้น
   
ส่วนผู้สร้างตามตำนานระบุไว้ว่า “พระวิสุทธิกษัตรี” พระมเหสีของ “สมเด็จ พระมหาธรรมราชา” ซึ่งก็คือ “พระมารดา” ของยอด  “กษัตริย์นักรบไทย” ที่ทรงพระนามว่า “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” เมื่อครั้งตามเสด็จพระสวามีไปครอง“เมืองพิษณุโลก” โดยสร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. ๒๐๙๐ ด้วย “เนื้อดินเผา” จากนั้นบรรจุไว้ที่ “วัดนางพญา” และมีการค้นพบเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ เมื่อครั้ง “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕” เสด็จประพาสเมืองพิษณุโลกที่ทำการสร้างปะรำพิธีที่ “วัดนางพญา” เพื่อรับเสด็จจึงขุดพบพระจำนวนมากและมีหลายพิมพ์คือพิมพ์ “เข่าโค้ง, เข่าตรง, อกนูนใหญ่, สังฆาฏิ, อกแฟบ, อกนูนเล็ก” และ “พิมพ์พิเศษ” ที่เรียกว่า “พิมพ์ใหญ่พิเศษ” กับ “พิมพ์เข่าบ่วง” ซึ่งจากที่ค้นพบพระตระกูลนี้ ณ วัดนางพญา วงการพระเครื่องฯ จึงเรียกขานตามชื่อวัดที่พบว่า “พระนางพญา” ส่วนพิมพ์ที่ได้รับความนิยมที่สุดคือ “พิมพ์เข่าโค้ง” ที่มีจุดสังเกตดังนี้ (ซึ่งพระนางพญาพิมพ์เข่าโค้งองค์ที่นำมาชี้จุดสังเกตนี้ จัดเป็นพระที่มีความงดงามสมบูรณ์มากที่สุดองค์หนึ่ง  ที่อยู่ในความครอบครองของนักสะสมไฮโซ “ปรีดา อภิ  ปุญญา” จึงขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วย)

   
๑. พระเกศ (ผม) มีลักษณะคล้ายปลีกล้วยที่มีทั้งตรงและเอียงไปทางขวามือองค์พระ ใต้พระเกศจะมีเส้นนูนเรียวโค้งที่เรียกว่า เส้นกระจังหน้า ชัดเจนทุกองค์และ พระนลาฏ (หน้าผาก) จะมีรอยยุบทุกองค์เช่นกันส่วน พระพักตร์ (หน้า) มีลักษณะคล้าย ผลมะตูม ไม่ปรากฏ พระเนตร (ตา) พระนาสิก (จมูก) พระโอษฐ์ (ปาก)
   
๒. พระกรรณ (หู) ด้านขวามือองค์พระจะสั้นกว่าพระกรรณด้านซ้าย ที่เป็นเส้นเรียวยาวและแอ่นแต่พองามทอดลงไปจรด พระอังสา (ไหล่) และบริเวณ พระศอ (คอ) จะปรากฏเส้นเอ็นคอทั้งสองด้าน

๓. เส้นสังฆาฏิ จะทอดยาวจาก พระอังสา (ไหล่) ลงไปถึง พระนาภี (สะดือ) ส่วน ปลายเส้นจีวรจะเป็นเส้นเรียวแหลมแทงเลยไปยังพื้นผิวพระตรงบริเวณ ซอกพระ กัจจะ (ซอกรักแร้) ด้านขวามือองค์พระ
   
๔. พระพาหา (แขน) ด้านขวาจะทอดยาวไปถึง พระเพลา (เข่า) ส่วนพระพาหาด้านซ้ายจะวางพาดเหนือพระเพลา โดยปลายพระพาหาจะเป็นเส้นโค้งและที่ ปลายพระกัปปะระ (ปลายศอก) ด้านซ้ายจะปรากฏ เนื้อเกิน เชื่อมต่อกับ ปลายพระบาทขวา (เท้าขวา)
   
๕. พระเพลา (ตัก) จะมีลักษณะเป็นเส้นโค้งแต่พองามทั้งสองข้าง และวางทับซ้อนกันจึงเป็นที่มาของการเรียกชื่อพิมพ์ว่า “เข่าโค้ง” ส่วนพื้นผิวองค์พระทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยทั่วไปจะมีลักษณะคล้ายกับเป็น “เม็ดผด” หรือ “เหี่ยวย่น” อันเนื่องมาจากการหดตัวของเนื้อพระที่มีอายุหลายร้อยปีนั่นเอง.


'พุทธธัสสะ'
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #6 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2010, 04:37:57 PM »


"พระซุ้มกอพิมพ์เล็ก"



"พระซุ้มกอพิมพ์ขนมเปี๊ยะ"

“พระซุ้มกอพิมพ์เล็ก” หรืออีกชื่อหนึ่งที่เรียกกันคือ “พระซุ้มกอพิมพ์ขนมเปี๊ยะ” ซึ่งพระทั้งสองพิมพ์นี้ก็ คือ “พระพิมพ์เล็ก” ด้วยกันทั้งคู่เพียงแต่องค์ที่เรียกว่า   “พิมพ์ขนมเปี๊ยะ” นั้นเกิดจากไม่มีการ “ตัดปีก” จะด้วยเจตนาหรือไม่เจตนาของ “ผู้สร้าง” ก็ตามจึงทำให้เป็นพิมพ์ที่มี “เนื้อเกิน” ออกมาตรงบริเวณ ขอบพระด้านบน

และ ด้านซ้ายขวา ในลักษณะทรงกลมจึงทำให้มีรูปทรงคล้ายกับ “ขนมเปี๊ยะ” นักสะสมจึงเรียกชื่อตามลักษณะองค์พระที่มีส่วนคล้าย “ขนมเปี๊ยะ” ส่วนองค์ที่มีการ “ตัดปีก” จึงเรียกว่า “พิมพ์เล็ก” ซึ่งก็เรียกตามขนาดขององค์พระที่เล็กกว่าพิมพ์ใหญ่และพิมพ์กลาง
   
แต่เนื่องจากพระทั้งสองพิมพ์นี้ปัจจุบันพบเห็นได้น้อยกว่าพิมพ์อื่น เนื่องจากนักสะสมยุคเก่านิยมนำติดตัวจึงทำให้พระแตกหักไปบ้าง หรือสูญหายไปบ้างเลยไม่ค่อยมีแพร่หลายนัก ผู้เขียนจึงนำองค์ที่ได้ชื่อว่าเป็น “องค์แชมป์” ของพิมพ์เล็ก (ขนมเปี๊ยะ) มาชี้จุดสังเกตซึ่งโดยรวมแล้วจะคล้ายกับ “พิมพ์กลาง” ดังนี้
   
   
๑. ขอบข้างวาดโค้งในลักษณะตัว “ก.ไก่” ซึ่งบริเวณนอกขอบข้างทั้งด้านบนและด้านข้างทั้งสองข้าง มีเนื้อเกินในลักษณะไม่ได้ตัดปีกเป็นรูปทรงกลมคล้ายขนมเปี๊ยะ และขอบของเนื้อเกินที่เรียกว่าขนมเปี๊ยะจะมีลักษณะของเนื้อปลิ้นออกมาทางด้านหน้าเล็กน้อย
   
๒. เส้นซุ้มตัว “ก.ไก่” ด้านขวามือองค์พระจะเป็นเส้นหนาใหญ่กว่าด้านซ้ายและมี ลายกนก บนพื้นผิวองค์พระเฉกเช่นพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่และพิมพ์กลางทุกประการ
   
๓. เส้นซุ้มครอบแก้วบนพระเศียร (ศีรษะ) เป็นเส้นเรียวบางเฉกเช่นพิมพ์ใหญ่และพิมพ์กลางส่วน พระเกศ (ผม) มีลักษณะคล้ายกับดอกบัวตูม
   
๔. พระกรรณ (หู) ด้านขวามือองค์พระจะชัดเจนกว่าด้านซ้ายโดยไม่ปรากฏ พระเนตร (ตา) พระนาสิก (จมูก) พระโอษฐ์ (ปาก) เนื่องจากองค์พระเล็กมากนั่นเอง
   
๕. ลำพระองค์ (ลำตัว) ประทับนั่งสมาธิ พระอุระ (อก) กว้าง บั้นพระองค์ (เอว) คอด ทำให้มีลักษณะคล้ายรูปตัววีไม่ปรากฏเส้นสังฆาฏิหรือจีวร
   
๖. ซอกพระกัจจะ (ซอกรักแร้) ตื้นและรายละเอียดของ พระเพลา (ตัก) ก็เลือนรางเช่นกันกับฐานที่มีเพียงริ้วรอยของบัวเล็บช้างปรากฏบาง ๆ เท่านั้น
   
๗. ผิวองค์พระออกสีน้ำตาลอมแดง หากใช้กล้องส่องจะเห็นมีจุดสีแดง (ว่านดอกมะขาม) และคราบสีดำ (รารัก) ปรากฏตามพื้นผิวองค์พระปะปนอยู่ด้วย โดยลักษณะของเนื้อพระจะไม่เรียบตึง อันเกิดจากการหดตัวของเนื้อพระนั่นเอง.


'พุทธธัสสะ'

   

 
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #7 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2010, 04:40:03 PM »


'พระกำแพงซุ้มกอดำ'



(พิมพ์ใหญ่ไม่มีลายกนก)

สำหรับ “พระกำแพงซุ้มกอดำ” หรืออีกชื่อ  ที่นิยมเรียกขานกันคือ “พระกำแพงซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ไม่มีลายกนก” ก็เป็นอีกพิมพ์ที่เป็น “พิมพ์นิยม” รองลงมาจาก “พิมพ์ใหญ่มีลายกนก” เนื่องจากจำนวนการสร้างมีน้อยมากพบเห็นได้ยาก รวมทั้งรายละเอียดของ  การสร้างแม่พิมพ์ก็มีความงดงามด้อยกว่า “พิมพ์ใหญ่มีลายกนก” นักสะสม จึงให้ความนิยมรองลงมาจาก “พิมพ์ใหญ่มีลายกนก”
   
แต่ถึงกระนั้นหากองค์ไหนที่มีความสวยสมบูรณ์ระดับ  “แชมป์” ราคาค่านิยมก็แทบจะไม่เป็นรองกันเลย ทั้งนี้ก็เป็นเพราะ “เนื้อหา” ที่นำมาสร้างก็เป็น “เนื้อดินผสมว่าน” เฉกเช่นกันและเป็น “ดิน” ที่นำมาจากสถาน  “ศักดิ์สิทธิ์” ที่ไม่ผ่านการเหยียบย่ำของมนุษย์มาก่อนและเป็น “เนื้อดินดำ” ที่แตกต่างจาก “พิมพ์มีลายกนก” ที่เนื้อดินเป็นสีแดง (สีอิฐ) จึงสันนิษฐานกัน  ว่าช่างผู้สร้าง “แม่พิมพ์” จึงมีเจตนาสร้างรายละเอียดของแม่พิมพ์ให้แตกต่างกันออกไปตรงที่ “ไม่มีลายกนก” นั่นเอง
   
ทางด้านจุดสังเกตของ “พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ไม่มีลายกนก” จึงสังเกตได้ง่ายเนื่องจากการสร้างแม่พิมพ์มีรายละเอียดน้อยกว่าพิมพ์ “มีลายกนก” ตรง “ไม่มีลายกนก” ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ จะแตกต่างกันก็เพียงเล็กน้อย จึงขอนำองค์ที่มีความสวยสมบูรณ์ระดับ “แชมป์” ที่วงการนักสะสมต่างยอมรับว่าเป็นองค์ที่สวยมากองค์หนึ่ง มาเป็นบรรทัดฐานของการชี้จุดสังเกตดังนี้

   
๑.ขอบข้างทางด้านขวามือองค์พระ ที่เป็นเส้นโค้งจะหนาใหญ่กว่าด้านซ้ายและมีลักษณะคล้ายกับเป็นเนื้อปลิ้นออกมาส่วนพื้นผนังองค์พระ ไม่มีลายกนก และพื้นผนังจะมีลักษณะไม่เรียบคือสูง ๆ ต่ำ ๆ ไม่เสมอกัน อันเกิดจากเนื้อพระหดตัวนั่นเอง
   
๒.เส้นซุ้มเหนือพระเศียร (ศีรษะ) ตั้งแต่ พระอังสา (ไหล่) ทั้งสองข้างเป็นเส้นเล็กเรียวโค้งมนในลักษณะครึ่งวงกลมที่สวยงามกว่า พิมพ์ใหญ่มีกนก
   
๓.พระเกศ (ผม) มีลักษณะคล้ายกับบัวตูม และปลายพระเกศจดเส้นซุ้ม ที่แทบจะตัดแบ่งเป็นเส้นซุ้มซ้ายและขวาพร้อมปรากฏ พระเนตร (ตา)  พระกรรณ (หู) ที่ยาวเท่ากันทั้งด้านซ้ายและด้านขวาขณะที่ใต้ พระหนุ (คาง) จะมีเส้น พระศอ (คอ) ปรากฏให้เห็นราง ๆ
   
๔.พระอังสาทั้งสองข้าง สูงต่ำเสมอกันเพียงแต่ทางด้านซ้ายองค์พระมีเส้น สังฆาฏิ ที่แบนหนาพองามพาดจาก พระอังสา (ไหล่) ลงมาถึง พระกร (มือ) และเส้น จีวร จะพาดโค้งสวยงามไปยังซอก พระกัจจะ (รักแร้) ที่เป็นร่องลึกกว่าพื้นผนังทั้งสองข้าง
 ๕.ลำพระองค์ (ลำตัว) มีลักษณะ พระอุระ (อก) ผายจึงทำให้มีความล่ำสันบึกบึนและ พระพาหา (แขน) กางออกในลักษณะหัก ข้อพระพาหา (ศอก) เป็นมุมสี่สิบห้าองศา
   
๖.การวางพระเพลา (ตัก) เป็นแบบ สมาธิราบ ขวาทับซ้ายในลักษณะ ฝ่าพระบาท (ฝ่าเท้า) ด้านขวาหงายขึ้นจึงทำ ให้ ส้นพระบาท (ส้นเท้า) นูนขึ้นแทบจดหลัง พระหัตถ์ (มือ) และที่ ข้อพระบาท ทั้งสองข้างจะปรากฏรอยบากเป็นร่องลึก
   
๗.ฐานองค์พระ เป็นแบบ ฐานเรียบ หรือ ฐานหมอน โดยที่ด้านหน้าฐานจะยกสูงจึงมีลักษณะคล้ายกับ มีเนื้อนูนออกมาทางด้านหน้ามากกว่า พระเพลา (ตัก).
 

'พุทธธัสสะ'
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #8 เมื่อ: ตุลาคม 16, 2010, 04:23:58 PM »


พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่



“พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่” เป็นอีก “พระกรุเนื้อดินผสมว่านและเกสรดอกไม้” ที่ได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในห้า “พระเบญจภาคี” ประเภท “เนื้อผงและเนื้อดิน” ที่มีราคาสูงเคียงบ่าเคียงไหล่ “พระสมเด็จวัดระฆัง” เพราะหากองค์ไหนสภาพสวยสมบูรณ์ ไม่หักไม่อุดไม่ซ่อม หรือไม่ผ่านการใช้มาก่อนก็ต้องใช้เงิน “หลาย ๆล้าน” จึงมีสิทธิได้ครอบครองเนื่องจากเป็น “พระพิมพ์” ตามตำนานระบุว่า “ฤาษีผู้มีฤทธิ์” ในสมัยอู่ทองที่มี “พระมหา เถระปิยะทัสสี ศรี  สารีบุตร” เป็นประธานฤาษีทั้งหลายสร้างขึ้นเมื่อกว่า  ๖๐๐ ปี มาแล้วใน  รัชสมัย “สมเด็จพระรามา ธิบดีที่ ๒” มีทั้งหมด ๓ พิมพ์ ดังนี้ “หน้าแก่-หน้ากลาง-หน้าหนุ่ม” และมีด้วยกัน ๔ สี คือ “แดง-เหลือง-เขียว-ดำ”
   
“พระผงสุพรรณ” เป็นพระพิมพ์ศิลปะ “อู่ทอง” ที่นักสะสมรุ่นเก่ารวมทั้งนักสะสมไฮโซ “คุณเสถียร เสถียรสุต” ระบุว่ายอดเยี่ยมทางด้าน “คงกระพัน” และ “แคล้วคลาด” เพราะสมัยที่ “คุณเสถียร” เป็นหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบเคยถูก “ปองร้าย” หมายชีวิตด้วยการจ้าง “มือปืน” ไปดักซุ่มยิงถึงหน้าบ้านยาม วิกาลด้วย “ปืนลูกซอง” ในระยะ “เผาขน” อีกด้วยแต่ปรากฏว่าเสื้อด้านหลัง “คุณเสถียร” เป็นเพียง “รูพรุน” หลายสิบรูโดยที่กระสุนปืนลูกซอง “ไม่ทะลุผิวหนัง” แต่ประการใดเนื่องจากครั้งนั้น “คุณเสถียร” แขวนเดี่ยว “พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่เนื้อเขียว” เพียงองค์เดียวเท่านั้น


   
สำหรับ “พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่” เป็นพิมพ์นิยมที่สุดของพระตระกูล “ผงสุพรรณ” มีขนาดความสูง ๒.๕ ซม. ฐานด้านล่างกว้าง ๑.๓ ซม. ส่วนจุดสังเกตมีดังนี้
    ๑. พระพักตร์ (หน้า) จะคล้ายกับ คนแก่ จึงเป็นที่มาของชื่อพิมพ์ หน้าแก่ นั่นเอง
    ๒. พระเกศ (ผม) มีลักษณะคล้าย ปลีกล้วย และในองค์ที่พิมพ์ติดชัดจะปรากฏ เส้นครอบพระเศียร (ศีรษะ) ทุกองค์ในลักษณะ พระจันทร์เสี้ยว
    ๓. องค์ที่พิมพ์ติดชัดจะปรากฏ พระขนง (คิ้ว) พระเนตร (ตา) พระนาสิก (จมูก) พระโอษฐ์ (ปาก) ชัดเจนและจุดสังเกตสำคัญคือ พระขนง (คิ้ว) ด้านซ้ายองค์พระจะเป็นเส้นตรงและ  ชี้ขึ้นไปบน พระนลาฏ (หน้าผาก) คล้ายคิ้วของนักแสดงงิ้ว
    ๔. พระกรรณ (หู) ด้านขวาองค์พระจะยาวกว่าด้านซ้ายและ พระอุระ (อก) มีลักษณะคล้าย หัวช้าง และปรากฏ  เนื้อเกิน ตรงบริเวณ พระอุระ (อก) ด้านซ้ายใต้ พระกัจฉะ (รักแร้) ด้านซ้าย
    ๕. พระพาหา (แขน) ด้านซ้ายจะแผ่วบางแทบเลือนหายตรงบริเวณ พระกับประ (ข้อศอก)
    ๖. พระชานุ (เข่า) ด้านซ้ายมีลักษณะเป็น เหลี่ยม ที่เกิดจากแม่พิมพ์ส่วนด้านขวามีลักษณะ กลมมน     
    ๗. ข้อพระกรขวา (ข้อมือขวา) จะเป็นร่องหยิกเว้าและตรง พระชงฆ์ (แข้ง) ด้านซ้ายปรากฏ เนื้อเกิน
    ๘. ด้านหลังองค์พระ จะปรากฏ ลายมือทุกองค์ เข้าใจว่าเป็นลายมือของผู้สร้างซึ่งก็คือฤาษี พระมหาเถระปิยะทัสสี ศรีสารีบุตร.

"พุทธธัสสะ"
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #9 เมื่อ: ตุลาคม 23, 2010, 12:36:25 PM »

พระผงสุพรรณพิมพ์หน้ากลาง”

ดูรูปใหญ่คลิกที่รูป


“พระผงสุพรรณพิมพ์หน้ากลาง” เป็นอีกพิมพ์ของพระเครื่องตระกูล “พระผงสุพรรณ” ที่ตามตำนานเล่าขานว่าฤาษี “มหา เถระปิยะทัสสี ศรีสารีบุตร” เป็นผู้สร้างขึ้นพร้อมกับ “พิมพ์หน้าแก่” และ “พิมพ์หน้าหนุ่ม” ดังนั้นเนื้อที่นำมาสร้างจึงเหมือนกันทุกประการคือสร้างจาก “เนื้อดิน” ผสม “ว่าน ๑๐๘” และ “เกสรดอกไม้” รวมทั้งด้านหลังองค์พระก็มี “ลายนิ้วมือ” ที่เข้าใจว่าน่าจะเป็นลายนิ้ว “หัวแม่มือ” ของผู้สร้าง “มหาเถระปิยะทัสสี ศรีสารีบุตร” เฉกเช่น   กันและวงการนักสะสมพระเครื่องก็ยกย่องให้เป็น   ๑ ใน ๕ ของ  “พระเบญจภาคีประเภทเนื้อผงและเนื้อดิน” โดยให้ความนิยมรองลงมาจาก “พิมพ์หน้าแก่”
    
ส่วนทางด้านขนาดขององค์พระก็เท่ากันกับ   “พิมพ์หน้าแก่” อีกทั้งสีขององค์พระก็มีทั้ง    “แดง เขียว ดำ” เช่นเดียวกันรวมทั้ง  “พุทธลักษณะ” ส่วนใหญ่ก็จะคล้ายกันเพียงแต่รายละเอียดของพิมพ์เท่านั้นที่มีความ “แตกต่าง” กันเล็กน้อยจึงทำให้สามารถแยกแยะออกได้ว่าเป็น “พิมพ์หน้ากลาง” อย่างเช่น “เค้าพระพักตร์” (เค้าหน้า) ของ “พิมพ์หน้ากลาง” ลดความเคร่งขรึมลงจนดูเป็น “หน้าอ่อน” กว่าพิมพ์หน้าแก่อย่างเห็นได้ชัดและ “พระวรกาย” (รูปร่าง) จะผอมเพรียวกว่า “พิมพ์หน้าแก่” ดังมีรายละเอียดดังนี้
   

๑. “พระเกศ” (ผม) มีลักษณะคล้ายทรงกระบอกคว่ำและในองค์ที่พิมพ์ติดชัดจะปรากฏ “เส้นครอบพระเศียร” (เส้นครอบหัว) ทุกองค์
    
๒. “พระพักตร์” (หน้า) ในองค์ที่ติดชัดจะปรากฏ “พระขนง” (คิ้ว) “พระเนตร” (ตา) “พระนาสิก” (จมูก) “พระโอษฐ์” (ปาก) ทุกองค์เพียงแต่ลดความเคร่งขรึมลงไปอย่างเห็นได้ชัด
    
๓. “พระกรรณ” (หู) ด้านซ้ายจะยาวกว่าด้านขวาและในองค์ที่ติดชัดจะยาวจรด “พระอังสา” (ไหล่) ซึ่งสวนทางกับ “พิมพ์หน้าแก่” ที่ “พระกรรณขวา” (หูขวา) ยาวกว่าด้านซ้าย
    
๔. องค์ไหนที่ติดชัดจะปรากฏมี “เนื้อเกิน” ที่คล้ายกับตุ่มแหลมตรงบริเวณ “พระอังสาขวา” (ไหล่ขวา)
    
๕. “ซอกพระ กัจจะ” (ซอกรักแร้) ด้านซ้ายจะห่างจากพระอุระมากกว่า  “พิมพ์หน้าแก่”
    
๖. “พระอุระ” (อก) ที่ต่อเนื่อง กับ “พระอุทร” (ท้อง) มีลักษณะคล้าย “หัวช้าง” และ “พระพาหาซ้าย” (แขนซ้าย) มีลักษณะที่เรียวเล็กกว่า “พิมพ์หน้าแก่” และยื่นยาวเกือบจรด “พระกรขวา” (แขนขวา)  
    
๗. ในองค์ที่พิมพ์ติดชัดเจนจะสังเกตได้ว่า “พระหัตถ์ขวา” (มือขวา) ที่วางบน “พระชานุขวา” (เข่าขวา) “พระอังคุฐ” (นิ้วหัวแม่มือ) จะแยกเป็นร่องอย่างเห็นได้ชัด.

พุทธธัสสะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 23, 2010, 12:37:05 PM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #10 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2010, 11:14:53 AM »


'พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าหนุ่ม

ดูภาพใหญ่คลิกที่ภาพ


สำหรับ “พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าหนุ่ม” นับเป็นพิมพ์ที่พบเห็นได้ยากกว่าพิมพ์ อื่น ๆ และเป็นพิมพ์ที่ได้รับความนิยมรองลงมาจาก “พิมพ์หน้าแก่” และ “พิมพ์หน้ากลาง” ซึ่งแต่เดิมนักสะสมรุ่นเก่าแห่งเมืองสุพรรณบุรีเรียกกันว่า “พิมพ์หน้าหนู” หรือ “พิมพ์หน้านาง” เนื่องจากเป็น “พระผงสุพรรณ” ที่พุทธลักษณะของ “พระพักตร์” (หน้า) จะเล็กแคบกว่า “พิมพ์หน้าแก่” และ “พิมพ์หน้ากลาง” นักสะสมยุคเก่าจึงเรียกไปตามพุทธลักษณะที่มีพระพักตร์เล็กแคบกว่าพิมพ์อื่น
   
แต่ในความเล็กแคบของ “พระพักตร์” กลับมีความโดดเด่นตรงพระพักตร์จะมีพุทธลักษณะที่นูนกว่า “พิมพ์หน้าแก่” และ “พิมพ์หน้ากลาง” อีกทั้งหากสังเกตให้ดีจะเห็นได้ว่าตรงบริเวณ “พระโอษฐ์” (ปาก) มีพุทธลักษณะ      ที่กว้างกว่า “พิมพ์หน้าแก่” และ “พิมพ์หน้ากลาง” จึงทำให้ส่วนของพระพักตร์มีพุทธลักษณะที่ดูแล้วจะ “อ่อนเยาว์” กว่าพิมพ์อื่นเล็กน้อย นักสะสมจึงหันมาเรียกเป็น “พิมพ์หน้าหนุ่ม” ซึ่งก็ได้การยอมรับจากนักสะสมทั่วไปตราบถึงปัจจุบัน
   
แต่ในความโดดเด่นดังกล่าวก็ยังมีความด้อยตรง “การตัดขอบข้าง” เพราะ “พิมพ์หน้าหนุ่ม” มีการตัดขอบข้างที่ชิดติดกับองค์พระมากกว่า “พิมพ์หน้าแก่” และ “พิมพ์หน้ากลาง” ทำให้องค์พระโดยรวมดูแล้วมีพุทธลักษณะที่ค่อนข้างเล็กเพราะ “ชะลูด” กว่าพิมพ์อื่น ๆ นั่นเอง แต่ถึงกระนั้นหากองค์ใดที่     “พิมพ์ติดชัด” อย่างองค์ที่นำมาชี้จุดสังเกตนี้ราคาก็ไม่ได้ด้อยกว่า “พิมพ์หน้าแก่” และ  “พิมพ์หน้ากลาง” เลยเนื่องจากเป็น “พระผงสุพรรณ” ที่สร้างพร้อม กันกับพิมพ์อื่น ๆ รวมทั้งเนื้อที่นำมาสร้างก็เป็น “เนื้อดินผสมว่านและเกสรดอกไม้” อีกทั้งผู้สร้างก็คือฤาษี    “มหาเถระปิยะทัสสี ศรีสารีบุตร” เช่นกัน
   
ส่วนจุดสังเกตของ “พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าหนุ่ม” นี้นอกจากความแตกต่างตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีจุดอื่น ๆ ที่มีความแตกต่างกันอีกเล็กน้อย ที่พอจะนำมาเป็นการชี้จุดสังเกตเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้
   
๑. “พระเกศ” (ผม) จะเป็นรูปทรงกรวยคว่ำและในองค์ที่พิมพ์ติดชัด (พบเห็นยาก) จะเห็น “เส้นครอบพระเศียร” (เส้นครอบ     ศีรษะ) ตลอดทั้ง “พระขนง” (คิ้ว) “พระเนตร” (ตา) “พระนาสิก” (จมูก) และ “พระโอษฐ์” (ปาก) ชัดเจน
   
๒. “พระกรรณ” (หู) ทั้งสองข้างจะมีความยาวใกล้เคียงกัน ส่วน “พระโอษฐ์” (ปาก) จะกว้างกว่า “พิมพ์หน้าแก่” และ “พิมพ์หน้ากลาง” เล็กน้อย
   
๓. “พระศอ” (คอ) จะมีเส้นนูนปรากฏอย่างเด่นชัดขณะที่ “พิมพ์หน้าแก่” และ “พิมพ์หน้ากลาง” ไม่มีเส้นพระศอแต่อย่างใด
   
๔. “พระอังสา” (ไหล่) รวมทั้ง “พระอุระ” (อก) จะแคบแต่ก็นูนสูงกว่า “พิมพ์หน้าแก่” และ “พิมพ์หน้ากลาง”
   
๕. “ฝ่าพระหัตถ์ซ้าย” (ฝ่ามือซ้าย) ที่ทอดวางบน “พระเพลา” (ตัก) จะใหญ่กว่า  “พิมพ์หน้าแก่” และ “พิมพ์หน้ากลาง”
   
๖. “ฝ่าพระหัตถ์ขวา” (ฝ่ามือขวา) ที่ทอดวางบน “พระชานุขวา” (เข่าขวา) จะเห็นส่วนแยกระหว่าง “พระอังคุฐ” (นิ้วหัวแม่มือ) กับ “พระองคุลี” (นิ้วมือ) นิ้วอื่น ๆ ที่ติดกันเป็นปื้นอย่างเห็นได้ชัด.

'พุทธธัสสะ'
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #11 เมื่อ: พฤศจิกายน 06, 2010, 12:14:01 PM »


'พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม'

ดูภาพใหญ่คลิกที่ภาพ


ผ่านไปการชี้จุดสังเกต “พระเบญจภาคี” ประเภทเนื้อผงและเนื้อดินทั้ง “พระสมเด็จวัดระฆัง, พระนางพญา, พระซุ้มกอ, พระรอด, พระผงสุพรรณ” ที่วงการนักสะสมจัดเป็น “สุดยอด” ของพระเครื่องไทยวันนี้จึงขอนำ “พระสมเด็จ” ที่ “สมเด็จพระพุฒา จารย์โต พรหมรังสี” มีเมตตาเป็นประธานสร้างและ “ปลุกเสก” อีกตระกูลซึ่งก็คือ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม” มาชี้จุดสังเกตเพราะวงการนักสะสมจัดเป็น “พระสมเด็จ” ที่สร้างด้วยเนื้อ “ผงขาว” รูปทรง “ชิ้นฟัก” ที่ได้รับความนิยมรองลงมาจาก “พระสมเด็จวัดระฆัง”
   
แต่ก่อนจะชี้จุดสังเกตขออธิบายความเป็นมาของ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม” เพียงย่นย่อสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๓ โดย “เสมียนตราด้วง” ซึ่งเป็นต้นตระกูล “ธนโกเศส” ในโอกาสบูรณะพร้อมสร้าง “เจดีย์” ไว้ที่ “วัดบางขุนพรหม” ซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่า “วัดบางขุนพรหมใน” แต่ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดใหม่อมตรส” โดยการสร้างครั้งนั้นได้นิมนต์ “สมเด็จพระพุฒาจารย์โต” (ซึ่งอยู่ในวัยที่ชราภาพมากแล้ว) เป็นประธานการปลุกเสกมีทั้งหมด 11 พิมพ์ คือ “พิมพ์ใหญ่, พิมพ์เส้นด้าย, พิมพ์เจดีย์, พิมพ์ฐานแซม, พิมพ์ฐานคู่, พิมพ์เกศบัวตูม, พิมพ์สังฆาฏิ, พิมพ์สังฆาฏิหูช้าง, พิมพ์อกครุฑ, พิมพ์ปรกโพธิ์, พิมพ์ไสยาสน์” ส่วนจำนวนการสร้างที่บันทึกไว้คือ ๘๔,๐๐๐ องค์ เท่าจำนวน “พระธรรมขันธ์” แล้วนำบรรจุกรุไว้ใน “เจดีย์องค์ใหญ่” เพื่อเป็นการสืบทอด “พระพุทธศาสนา”
   
แต่หลังจากการบรรจุ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม” ไว้ในเจดีย์ได้ไม่นานความนิยมสะสม “พระเครื่อง” ของชาวไทยก็เริ่มขยายวงกว้างขวางขึ้นจึงมีการเสาะหา “พระเครื่อง” เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนรวมทั้งซื้อขายกัน ดังนั้นประมาณปี พ.ศ. ๒๔๒๕ จึงมีนักเสาะหาพระเครื่องไปทำการขโมย “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม” ที่ถูกบรรจุไว้ในเจดีย์โดยใช้วิธี “ตกเบ็ด” คือใช้ดินเหนียวผูกติดกับปลายเชือกเบ็ด แล้วหย่อนลงไปในเจดีย์ทางด้านช่องระบายอากาศ จากนั้นค่อย ๆ ลากเชือกเบ็ดไปมา จนแน่ใจว่าพระที่อยู่ในเจดีย์ติดดินเหนียวแล้วจึงดึงเชือกเบ็ดขึ้น ซึ่งคาดกันว่าการขโมยพระด้วยวิธีนี้ ในช่วงนั้นได้พระสมเด็จที่ขึ้นจากกรุ “นับพันองค์” ดังนั้นพระที่ถูกนำขึ้นจากกรุด้วยวิธีตกเบ็ดนี้จึงเรียกกันว่า “พระกรุเก่า” เนื่องจากสภาพพระยังไม่มี “คราบกรุ” รวมทั้ง “ฟองอากาศ” ให้เห็น
   
ต่อมาเมื่อทางวัดทราบว่ามีการลักลอบ “ขโมยพระ” ที่บรรจุไว้ในเจดีย์ด้วยวิธี “ตกเบ็ด” จึงทำการป้องกันด้วยวิธี “ปิดช่องระบายอากาศ” ทั้งหมดเลยทำให้การขโมยพระด้วยวิธีตกเบ็ดนี้สิ้นสุดลง กระทั่งกาลเวลาผ่านไปถึง พ.ศ. ๒๕๐๐ ทางวัดจึงทราบว่ามี “ขโมย” ได้ลักลอบขุดเจาะฐานเจดีย์เป็นโพรงแล้วมุดเข้าไป ทำการขนพระออกมา เมื่อทราบเช่นนี้คณะกรรมการวัดจึงมีมติให้ “เปิดกรุ” อย่างเป็นทางการแล้วนำพระทั้งหมดขึ้นจากกรุ เพราะหากไม่นำออกมาแล้ว “สมบัติของวัด” มีหวังถูกขโมยขนไปหมดสิ้นแน่ ดังนั้นจึงมีการเปิดกรุอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ปรากฏว่าได้ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม” ที่สภาพสมบูรณ์ประมาณ ๒,๕๙๐ องค์ เท่านั้นเพราะที่เหลือล้วนแต่ “แตกหัก” ทับถมกันนับหมื่นชิ้นเลยทีเดียว
   
อีกทั้ง “พระสมเด็จ” ที่เปิดกรุอย่างเป็นทางการครั้งนี้ล้วนแต่เป็นพระที่มี “คราบกรุ” และ “คราบฟองเต้าหู้” ห่อหุ้มองค์พระไว้มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป ด้วยเหตุนี้นักสะสมจึงเรียกว่า “พระกรุใหม่”
   
อธิบายมายืดยาวก็เพื่อให้นักสะสม “รุ่นใหม่” ได้ทราบความเป็นมาของการเรียกชื่อ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม” ทั้ง “กรุเก่า” และ “กรุใหม่” ว่ามีที่มาที่ไปเช่นไรเนื่องจากชั่วโมงนี้    “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม” ที่สภาพ “สมบูรณ์” ไม่แตกไม่หักราคาค่านิยมก็ต้องใช้ “เงินล้าน” ถึง “หลาย ๆ ล้าน” แลกเปลี่ยนจึงมีสิทธิได้เป็นเจ้าของเพราะราคาจะเป็นรองก็เพียง “พระสมเด็จวัดระฆัง” เท่านั้น
   
ส่วนการชี้จุดสังเกตในแต่ละพิมพ์จึงขอ “ยกยอด” ไปวันเสาร์หน้าเพราะวันนี้ “เนื้อที่หมด” พอดี.

พุทธธัสสะ
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #12 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2010, 12:30:06 PM »

พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ใหญ่

   

สำหรับ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ใหญ่” เท่าที่ผู้เขียนได้ทำการศึกษาจากพระ “กรุเก่า” และ “กรุใหม่” ก็พอจะแยกออกได้ถึง ๙ แม่พิมพ์ ด้วยกันคือ ๑.พิมพ์ พระกรตรงเกศตรง (แขนตรงเกศตรง) ๒.พระกรตรงเกศเอียง (แขนตรงเกศเอียง) ๓.พระกรโค้ง (แขนโค้ง) ๔.พระกร กว้าง (แขนกว้าง) ๕.พระอุระเล็ก (อกเล็ก) ๖.พระอุระตัววี (อกตัววี) ๗.พระพักตร์เล็ก (หน้าเล็ก) ๘.พิมพ์ลึก ๙.พิมพ์ตื้น
    
ส่วนพิมพ์ใดราคาค่านิยม “สูง กว่า” ขอเรียนว่า “เท่าเทียมกัน” อยู่ที่สภาพขององค์พระ หาก    “สมบูรณ์มาก” ค่านิยมก็จะสูงไปตาม “สภาพองค์พระ” ดังนั้นการชี้จุดสังเกตวันนี้จึงขอนำ “พิมพ์ใหญ่เกศตรง” มาชี้จุดเพื่อเป็นหลักต่อการสังเกตเนื่องจาก “พระพุทธลักษณะ” โดยรวมของ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ใหญ่” ส่วนมากจะคล้ายกันซึ่งองค์ที่นำมาชี้จุดสังเกตนี้เป็น “พระกรุเก่า” ที่จัดได้ว่าสภาพ “สมบูรณ์ที่สุด” องค์หนึ่งปัจจุบันอยู่ในความครอบครองของนักสะสมไฮโซ “ปรีดา อภิปุญญา” ที่มีวาสนาได้ครอบครองพระตระกูลนี้หลายองค์หลายพิมพ์

    
๑. “เส้นขอบองค์พระ” ทั้งสี่ด้าน ซ้าย-ขวา-บน-ล่าง เฉพาะองค์ที่พิมพ์ติดชัดและไม่ผ่านการจับต้องมาก จะสังเกตเห็นเป็นเส้นนูนเรียวเล็กเช่นกันกับ “พระสมเด็จวัดระฆัง” เนื่องจากการสร้าง “แม่พิมพ์” นายช่างนำ    “พระสมเด็จวัดระฆัง” มาเป็น “แม่แบบ”
    
๒. “เส้นซุ้ม” ลักษณะก็เป็นแบบ “หวายผ่าซีก” ที่กลมใหญ่โดยเส้นโค้ง ด้านขวาองค์พระ จะมีความชันกว่า ด้านซ้ายส่วน “พระเกศ” (ผม) จะเป็น “เส้นตรง” และปลายเรียวจรดเส้นซุ้มอันเป็นที่มาของชื่อ “พิมพ์ใหญ่แขนตรงเกศตรง” ส่วน “พิมพ์ใหญ่แขนตรงเกศเอียง” ให้สังเกต “พระเกศ” จะเอียงไปทางด้านขวาเล็กน้อย
    
๓. “พระพักตร์ (หน้า) ลักษณะคล้ายผลมะตูมและในองค์ที่พิมพ์ติดชัดจะสังเกตเห็น “พระกรรณ” (หู) ที่ด้านซ้ายส่วน “พระกัจจะ” (รักแร้) ด้านซ้ายจะสูงกว่าด้านขวาเล็กน้อยและ “พระกร” (แขน) ทั้งสองข้างทิ้งดิ่งลงมาประสานกันเป็นรูป   “ตัวยู” โดยพระกรซ้ายจะเป็น   “เส้นตรง” ส่วนพระกรขวา “กางออก” เล็กน้อยจึงเป็นอีกที่มาของการเรียกชื่อ    “พิมพ์ใหญ่แขนตรงเกศตรง”  
    
๔. “พระอุระ” (อก) กว้างนูนเด่นรับกับ “พระอุทร” (ท้อง) ที่เรียวเล็กลงได้อย่างสวยงามทำให้มีลักษณะคล้ายกับ “ตัววี” ที่ทอดลงไปจรดกับวงพระกรที่เป็นรูป “ตัวยู”  
    
๕. “พระเพลา” (ตัก) นูนหนาใหญ่ยาวประทับนั่งสมาธิราบและปรากฏ “เส้นชายจีวร” ที่พาดจาก “พระกัปปะระซ้าย” (ศอกซ้าย) ทอดลงไปยังพระเพลาซ้ายอันเป็นที่มาของชื่อ “พิมพ์ใหญ่” เช่นกันกับ “พระสมเด็จวัดระฆัง”
    
๖. ฐานที่มี ๓ ชั้น ยาวกว่าพระเพลาเล็กน้อยโดย “ฐานชั้นแรก” ลักษณะเป็นแท่งหนาใหญ่และยาวกว่าฐานชั้นอื่น ๆ “ฐานชั้นที่สอง” จะเล็กลงและสั้นกว่าฐานชั้นแรก โดยปลายทั้งสองข้างมีลักษณะเป็นฐานสิงห์ส่วน “ฐานชั้นที่สาม” ก็จะเล็กและสั้นกว่าฐานชั้นที่สอง ลักษณะเป็นเส้นตรงที่ยาวขนานกันกับพระเพลา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 13, 2010, 12:35:57 PM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #13 เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2010, 11:32:03 AM »


'พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ใหญ่ พระกรโค้ง' (แขนโค้ง)

ดูรูปใหญ่คลิกที่รูป


วันเสาร์ที่ผ่านได้ชี้จุดสังเกตของ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ใหญ่” ที่เป็นพิมพ์ “พระกรตรงเกศตรง” (แขนตรงเกศตรง) ไปแล้วฉบับนี้จึงขอข้ามการชี้จุด “พิมพ์พระกรตรงเกศเอียง” (แขนตรงเกศเอียง) เนื่องจากการชี้จุดสังเกตของพิมพ์นี้ส่วนใหญ่แล้วจะมีลักษณะที่คล้ายกันกับ “พิมพ์พระกรตรงเกศตรง” (แขนตรงเกศตรง) โดยจุดสังเกตที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดก็จะอยู่ที่ “เกศตรง” และ “เกศเอียง” เท่านั้นฉะนั้นขอให้ท่านผู้อ่านนำพระทั้งสองพิมพ์ มาเปรียบเทียบกันดูก็จะเห็นชัดตามที่ผู้เขียนบรรยายไว้ทุกประการ
   
ดังนั้นวันนี้จึงขอนำ “พระสมเด็จ วัดบางขุนพรหมพิมพ์ใหญ่” ที่เป็น “พิมพ์พระกรโค้ง” (แขนโค้ง) มาทำการชี้จุดสังเกตแทนเพื่อให้ท่านผู้อ่านแยกแยะได้ว่า “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ใหญ่พิมพ์พระกรโค้ง” นี้มีจุดสังเกตตรงไหนบ้างที่เป็นความแตกต่างออกไป ซึ่งแม้ส่วนใหญ่แล้วพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมจะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ก็มีส่วนปลีกย่อยที่สามารถแยกแยะออกได้ดังนี้
   

๑. “เส้นขอบองค์พระ” ทั้งสี่ด้าน ซ้าย-ขวา-บน-ล่าง เฉพาะองค์ที่พิมพ์ติดชัดและไม่ผ่านการสัมผัสมาก จะสังเกตเห็นเป็นเส้นนูนเรียวเล็กเช่นกันกับ “พระสมเด็จวัดระฆัง” เนื่องจากการสร้าง “แม่พิมพ์” นายช่างได้นำ “พระสมเด็จวัดระฆัง” มาเป็น “แม่แบบ” นั่นเอง
   
๒. “เส้นซุ้ม” ลักษณะก็เป็นแบบ “หวายผ่าซีก” ที่กลมใหญ่โดยเส้นโค้ง ด้านขวาองค์พระ จะมีความชันกว่า ด้าน ซ้ายส่วน “พระเกศ” (ผม) จะมีทั้งที่เป็น “เกศตรง” และ   “เกศเอียง” ส่วนปลายจะเรียวเล็กจดเส้นซุ้มเช่นพิมพ์อื่น ๆ
   
๓. “พระพักตร์ (หน้า) ลักษณะคล้ายผลมะตูมโดยไม่ปรากฏ “พระกรรณ” (หู) ส่วน “พระกัจจะ” (รักแร้) ด้านซ้ายจะสูงกว่าด้านขวาเล็กน้อยและ
   
๔. “พระกร” (แขน) ทั้งสองข้างมีลักษณะกลมเล็กและทิ้งดิ่งลงมาประสานกันเป็นรูป “ตัวยู” ที่สังเกตได้ว่ามีลักษณะเป็น “เส้นโค้ง” ทั้งสองข้างโดย “พระกรขวา” (แขนขวา) จะกางออกมากกว่าด้านซ้ายจึงเป็นที่มาของการเรียก  ว่า “พิมพ์พระกรโค้ง” (แขนโค้ง)   
 
๕. “พระอุระ” (อก) กว้างนูนเด่น  รับกับ “พระอุทร” (ท้อง) ที่เรียวเล็กลง ได้อย่างสวยงามทำ ให้มีลักษณะคล้ายกับ “ตัววี” ที่ทอดลงไปจดกับวงพระกรที่เป็นรูป “ตัวยู” 
     
๖. “พระเพลา” (ตัก) นูนยาวประทับนั่งสมาธิราบ และปรากฏ “เส้นชายจีวร” ที่พาดจาก “พระกัปปะระซ้าย” (ศอกซ้าย) ทอดลงไปยังพระเพลาซ้าย  อันเป็นที่มาของชื่อ   “พิมพ์ใหญ่” เช่นกันกับ “พระสมเด็จวัดระฆัง”
   
๗. ฐานมี ๓ ชั้น และแต่ละชั้นจะยาวกว่าพระเพลาเล็กน้อย โดย “ฐานชั้นแรก” ลักษณะเป็นแท่งหนาใหญ่และปลายทั้งสองข้างตัดเฉียงลง แต่ไม่จดเส้นซุ้มและยาวกว่าฐานชั้นที่สองส่วน “ฐานชั้นที่สอง” จะเล็กลงและสั้นกว่าฐานชั้นแรกส่วนปลายทั้งสองข้างมีลักษณะแบบฐานสิงห์ “ฐานชั้นที่สาม” เล็กลงและสั้นกว่าฐานชั้นที่สองลักษณะเป็นเส้นตรงที่ยาวขนานกันกับ “พระเพลา” (ตัก).
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #14 เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2010, 11:02:23 AM »

'พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่พระอุระเล็ก (อกเล็ก)

ดูภาพใหญ่คลิกที่ภาพ


ฉบับวันเสาร์ที่แล้วได้ชี้จุดสังเกต “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ใหญ่พระกรโค้ง” (แขนโค้ง) ไปแล้ว วันนี้จึงขอข้ามการชี้จุดสังเกต “พิมพ์ใหญ่พระกรกว้าง” (แขนกว้าง) อีกพิมพ์เนื่องจากพุทธลักษณะของ “พิมพ์ใหญ่พระกรกว้าง” นี้ส่วนใหญ่แล้วก็จะมีพุทธลักษณะที่คล้ายกันกับ “พิมพ์ใหญ่พระกรโค้ง” (แขนโค้ง) จะแตกต่างกันก็ตรงช่วง “พระอังสา” (ไหล่) และ “พระกร” (แขน) เท่านั้น ที่จะกว้างกว่าพิมพ์อื่น ๆ เพราะพิมพ์นี้ “ลำพระกร” (ลำแขน) ทั้งสองข้างจะกางออกมากกว่านั่นเอง นักสะสมจึงเรียกเป็น “พิมพ์ใหญ่แขน  กว้าง” ไปตามพุทธลักษณะขององค์พระ
    
ส่วนที่จะนำมาชี้จุดสังเกตแทนในฉบับนี้คือ “พระสมเด็จวัด บางขุนพรหมพิมพ์ใหญ่พระอุระเล็ก” (อกเล็ก) เนื่องจากพระพิมพ์นี้มีข้อแตกต่างจากพิมพ์อื่น ๆ อยู่หลายจุดโดยองค์ที่นำมาชี้จุดสังเกตนี้ถือได้ว่าเป็นองค์ที่สภาพ “สวยสมบูรณ์มาก” ในขบวน “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ใหญ่พระอุระเล็ก” เพราะนอกจากผ่านการประกวดโดยติดรางวัล “ชนะเลิศ” มาหลายงานแล้วยังปรากฏภาพตาม “หนังสือพระ” หลายฉบับโดยจุดสังเกตที่พอจะแยกแยะออกเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้
   
๑. ขอบข้างทั้งสี่ด้าน บน-ข้าง-ล่าง ก็จะมีลักษณะเช่นเดียวกันกับพิมพ์อื่น ๆ คือ ในองค์ที่ติดชัดและผ่านการสัมผัสน้อย จะเห็นเป็นเส้นนูนเรียวเล็กเฉกเช่น “พระสมเด็จวัดระฆัง” นอกจากนี้ “เส้นซุ้ม” ที่มีรูปทรงครอบแก้วก็จะค่อนข้างใหญ่คล้ายกับหวายผ่าซีกโดย “เส้นโค้งบนสุด” ด้านขวาองค์พระจะตั้งชันกว่าด้านซ้ายซึ่งตรงกันข้ามกับ “พิมพ์ใหญ่พระกรตรงเกศตรง” (แขนตรงเกศตรง) อย่างเห็นได้ชัด
    
๒. “พระเกศ” (ผม) ก็จะเป็นเส้นเล็กเรียวยาวขึ้นไปจรดเส้นซุ้มและ “พระพักตร์” (หน้า) ก็มีลักษณะคล้ายผลมะตูมโดยไม่ปรากฏ “พระกรรณ” (หู) แต่อย่างใดส่วน “พระอุระ” (อก) มีลักษณะที่เล็กกว่าพิมพ์อื่น ๆ เป็นผลให้การแกะ “แม่พิมพ์” ของนายช่างจึงต้องแกะให้ “ลำพระองค์” (ลำตัว) มีลักษณะที่ผอมลงตามไปด้วย พร้อมกับมีลักษณะคล้ายทรงกระบอก จึงเป็นที่มาของการเรียกว่า “พิมพ์ใหญ่พระอุระเล็ก” (อกเล็ก) นั่นเอง
    
๓. “วงพระกร” (วงแขน) เนื่องจาก “พระอังสา” (ไหล่) ทั้งสองข้างที่ต่อเนื่องถึง “พระพาหา” (แขน) ทั้งสองข้างจะทิ้งดิ่งในลักษณะ กางออกเล็กน้อยตรงบริเวณ “พระกัป ระ” (ศอก) แล้ว    “พระพาหุ” (ปลายแขน) ทั้งสองข้างจะประสานกันเป็นรูป “ตัวยู” อย่างสวยงาม
    
๔. “พระเพลา” (ตัก) ของพิมพ์นี้ในองค์ที่ติดชัดจะสังเกตได้ตรงที่ “พระชงฆ์” (แข้ง) จะมีลักษณะเป็นเส้นตรงและคมชัด โดย “พระชานุ” (เข่า) ด้านซ้ายจะใหญ่กว่าด้านขวาเนื่องจากมี “เส้นชายจีวร” ที่พาด  ลงมาจาก “พระกัประ” (ศอก) อันเป็นสัญลักษณ์ของ “พระ สมเด็จพิมพ์ใหญ่” ทุกสำนัก
    
๕. ฐานทั้ง ๓ ชั้น ก็จะมีลักษณะคล้ายกันกับพิมพ์ใหญ่อื่น ๆ จึงไม่ขอแยกแยะฐานแต่ละชั้นแตกต่างกันเช่นไร เนื่องจากองค์ที่นำมาชี้จุดสังเกตนี้แม้จะเป็นองค์ที่มีสภาพ“สมบูรณ์มาก” แต่ก็เป็น “พระกรุใหม่” จึงปรากฏคราบกรุตามพื้นผิวองค์พระจึงทำให้ยากต่อการแยกแยะนั่นเอง.
..
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 04, 2010, 10:49:24 AM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 9
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: