ดูพระ

<< < (3/26) > >>

Admin:

'พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าหนุ่ม

ดูภาพใหญ่คลิกที่ภาพ


สำหรับ “พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าหนุ่ม” นับเป็นพิมพ์ที่พบเห็นได้ยากกว่าพิมพ์ อื่น ๆ และเป็นพิมพ์ที่ได้รับความนิยมรองลงมาจาก “พิมพ์หน้าแก่” และ “พิมพ์หน้ากลาง” ซึ่งแต่เดิมนักสะสมรุ่นเก่าแห่งเมืองสุพรรณบุรีเรียกกันว่า “พิมพ์หน้าหนู” หรือ “พิมพ์หน้านาง” เนื่องจากเป็น “พระผงสุพรรณ” ที่พุทธลักษณะของ “พระพักตร์” (หน้า) จะเล็กแคบกว่า “พิมพ์หน้าแก่” และ “พิมพ์หน้ากลาง” นักสะสมยุคเก่าจึงเรียกไปตามพุทธลักษณะที่มีพระพักตร์เล็กแคบกว่าพิมพ์อื่น
   
แต่ในความเล็กแคบของ “พระพักตร์” กลับมีความโดดเด่นตรงพระพักตร์จะมีพุทธลักษณะที่นูนกว่า “พิมพ์หน้าแก่” และ “พิมพ์หน้ากลาง” อีกทั้งหากสังเกตให้ดีจะเห็นได้ว่าตรงบริเวณ “พระโอษฐ์” (ปาก) มีพุทธลักษณะ      ที่กว้างกว่า “พิมพ์หน้าแก่” และ “พิมพ์หน้ากลาง” จึงทำให้ส่วนของพระพักตร์มีพุทธลักษณะที่ดูแล้วจะ “อ่อนเยาว์” กว่าพิมพ์อื่นเล็กน้อย นักสะสมจึงหันมาเรียกเป็น “พิมพ์หน้าหนุ่ม” ซึ่งก็ได้การยอมรับจากนักสะสมทั่วไปตราบถึงปัจจุบัน
   
แต่ในความโดดเด่นดังกล่าวก็ยังมีความด้อยตรง “การตัดขอบข้าง” เพราะ “พิมพ์หน้าหนุ่ม” มีการตัดขอบข้างที่ชิดติดกับองค์พระมากกว่า “พิมพ์หน้าแก่” และ “พิมพ์หน้ากลาง” ทำให้องค์พระโดยรวมดูแล้วมีพุทธลักษณะที่ค่อนข้างเล็กเพราะ “ชะลูด” กว่าพิมพ์อื่น ๆ นั่นเอง แต่ถึงกระนั้นหากองค์ใดที่     “พิมพ์ติดชัด” อย่างองค์ที่นำมาชี้จุดสังเกตนี้ราคาก็ไม่ได้ด้อยกว่า “พิมพ์หน้าแก่” และ  “พิมพ์หน้ากลาง” เลยเนื่องจากเป็น “พระผงสุพรรณ” ที่สร้างพร้อม กันกับพิมพ์อื่น ๆ รวมทั้งเนื้อที่นำมาสร้างก็เป็น “เนื้อดินผสมว่านและเกสรดอกไม้” อีกทั้งผู้สร้างก็คือฤาษี    “มหาเถระปิยะทัสสี ศรีสารีบุตร” เช่นกัน
   
ส่วนจุดสังเกตของ “พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าหนุ่ม” นี้นอกจากความแตกต่างตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีจุดอื่น ๆ ที่มีความแตกต่างกันอีกเล็กน้อย ที่พอจะนำมาเป็นการชี้จุดสังเกตเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้   
๑. “พระเกศ” (ผม) จะเป็นรูปทรงกรวยคว่ำและในองค์ที่พิมพ์ติดชัด (พบเห็นยาก) จะเห็น “เส้นครอบพระเศียร” (เส้นครอบ     ศีรษะ) ตลอดทั้ง “พระขนง” (คิ้ว) “พระเนตร” (ตา) “พระนาสิก” (จมูก) และ “พระโอษฐ์” (ปาก) ชัดเจน
   
๒. “พระกรรณ” (หู) ทั้งสองข้างจะมีความยาวใกล้เคียงกัน ส่วน “พระโอษฐ์” (ปาก) จะกว้างกว่า “พิมพ์หน้าแก่” และ “พิมพ์หน้ากลาง” เล็กน้อย
   
๓. “พระศอ” (คอ) จะมีเส้นนูนปรากฏอย่างเด่นชัดขณะที่ “พิมพ์หน้าแก่” และ “พิมพ์หน้ากลาง” ไม่มีเส้นพระศอแต่อย่างใด
   
๔. “พระอังสา” (ไหล่) รวมทั้ง “พระอุระ” (อก) จะแคบแต่ก็นูนสูงกว่า “พิมพ์หน้าแก่” และ “พิมพ์หน้ากลาง”
   
๕. “ฝ่าพระหัตถ์ซ้าย” (ฝ่ามือซ้าย) ที่ทอดวางบน “พระเพลา” (ตัก) จะใหญ่กว่า  “พิมพ์หน้าแก่” และ “พิมพ์หน้ากลาง”
   
๖. “ฝ่าพระหัตถ์ขวา” (ฝ่ามือขวา) ที่ทอดวางบน “พระชานุขวา” (เข่าขวา) จะเห็นส่วนแยกระหว่าง “พระอังคุฐ” (นิ้วหัวแม่มือ) กับ “พระองคุลี” (นิ้วมือ) นิ้วอื่น ๆ ที่ติดกันเป็นปื้นอย่างเห็นได้ชัด.
'พุทธธัสสะ'

Admin:

'พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม'

ดูภาพใหญ่คลิกที่ภาพ


ผ่านไปการชี้จุดสังเกต “พระเบญจภาคี” ประเภทเนื้อผงและเนื้อดินทั้ง “พระสมเด็จวัดระฆัง, พระนางพญา, พระซุ้มกอ, พระรอด, พระผงสุพรรณ” ที่วงการนักสะสมจัดเป็น “สุดยอด” ของพระเครื่องไทยวันนี้จึงขอนำ “พระสมเด็จ” ที่ “สมเด็จพระพุฒา จารย์โต พรหมรังสี” มีเมตตาเป็นประธานสร้างและ “ปลุกเสก” อีกตระกูลซึ่งก็คือ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม” มาชี้จุดสังเกตเพราะวงการนักสะสมจัดเป็น “พระสมเด็จ” ที่สร้างด้วยเนื้อ “ผงขาว” รูปทรง “ชิ้นฟัก” ที่ได้รับความนิยมรองลงมาจาก “พระสมเด็จวัดระฆัง”
   
แต่ก่อนจะชี้จุดสังเกตขออธิบายความเป็นมาของ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม” เพียงย่นย่อสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๓ โดย “เสมียนตราด้วง” ซึ่งเป็นต้นตระกูล “ธนโกเศส” ในโอกาสบูรณะพร้อมสร้าง “เจดีย์” ไว้ที่ “วัดบางขุนพรหม” ซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่า “วัดบางขุนพรหมใน” แต่ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดใหม่อมตรส” โดยการสร้างครั้งนั้นได้นิมนต์ “สมเด็จพระพุฒาจารย์โต” (ซึ่งอยู่ในวัยที่ชราภาพมากแล้ว) เป็นประธานการปลุกเสกมีทั้งหมด 11 พิมพ์ คือ “พิมพ์ใหญ่, พิมพ์เส้นด้าย, พิมพ์เจดีย์, พิมพ์ฐานแซม, พิมพ์ฐานคู่, พิมพ์เกศบัวตูม, พิมพ์สังฆาฏิ, พิมพ์สังฆาฏิหูช้าง, พิมพ์อกครุฑ, พิมพ์ปรกโพธิ์, พิมพ์ไสยาสน์” ส่วนจำนวนการสร้างที่บันทึกไว้คือ ๘๔,๐๐๐ องค์ เท่าจำนวน “พระธรรมขันธ์” แล้วนำบรรจุกรุไว้ใน “เจดีย์องค์ใหญ่” เพื่อเป็นการสืบทอด “พระพุทธศาสนา”
   
แต่หลังจากการบรรจุ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม” ไว้ในเจดีย์ได้ไม่นานความนิยมสะสม “พระเครื่อง” ของชาวไทยก็เริ่มขยายวงกว้างขวางขึ้นจึงมีการเสาะหา “พระเครื่อง” เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนรวมทั้งซื้อขายกัน ดังนั้นประมาณปี พ.ศ. ๒๔๒๕ จึงมีนักเสาะหาพระเครื่องไปทำการขโมย “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม” ที่ถูกบรรจุไว้ในเจดีย์โดยใช้วิธี “ตกเบ็ด” คือใช้ดินเหนียวผูกติดกับปลายเชือกเบ็ด แล้วหย่อนลงไปในเจดีย์ทางด้านช่องระบายอากาศ จากนั้นค่อย ๆ ลากเชือกเบ็ดไปมา จนแน่ใจว่าพระที่อยู่ในเจดีย์ติดดินเหนียวแล้วจึงดึงเชือกเบ็ดขึ้น ซึ่งคาดกันว่าการขโมยพระด้วยวิธีนี้ ในช่วงนั้นได้พระสมเด็จที่ขึ้นจากกรุ “นับพันองค์” ดังนั้นพระที่ถูกนำขึ้นจากกรุด้วยวิธีตกเบ็ดนี้จึงเรียกกันว่า “พระกรุเก่า” เนื่องจากสภาพพระยังไม่มี “คราบกรุ” รวมทั้ง “ฟองอากาศ” ให้เห็น
   
ต่อมาเมื่อทางวัดทราบว่ามีการลักลอบ “ขโมยพระ” ที่บรรจุไว้ในเจดีย์ด้วยวิธี “ตกเบ็ด” จึงทำการป้องกันด้วยวิธี “ปิดช่องระบายอากาศ” ทั้งหมดเลยทำให้การขโมยพระด้วยวิธีตกเบ็ดนี้สิ้นสุดลง กระทั่งกาลเวลาผ่านไปถึง พ.ศ. ๒๕๐๐ ทางวัดจึงทราบว่ามี “ขโมย” ได้ลักลอบขุดเจาะฐานเจดีย์เป็นโพรงแล้วมุดเข้าไป ทำการขนพระออกมา เมื่อทราบเช่นนี้คณะกรรมการวัดจึงมีมติให้ “เปิดกรุ” อย่างเป็นทางการแล้วนำพระทั้งหมดขึ้นจากกรุ เพราะหากไม่นำออกมาแล้ว “สมบัติของวัด” มีหวังถูกขโมยขนไปหมดสิ้นแน่ ดังนั้นจึงมีการเปิดกรุอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ปรากฏว่าได้ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม” ที่สภาพสมบูรณ์ประมาณ ๒,๕๙๐ องค์ เท่านั้นเพราะที่เหลือล้วนแต่ “แตกหัก” ทับถมกันนับหมื่นชิ้นเลยทีเดียว
   
อีกทั้ง “พระสมเด็จ” ที่เปิดกรุอย่างเป็นทางการครั้งนี้ล้วนแต่เป็นพระที่มี “คราบกรุ” และ “คราบฟองเต้าหู้” ห่อหุ้มองค์พระไว้มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป ด้วยเหตุนี้นักสะสมจึงเรียกว่า “พระกรุใหม่”
   
อธิบายมายืดยาวก็เพื่อให้นักสะสม “รุ่นใหม่” ได้ทราบความเป็นมาของการเรียกชื่อ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม” ทั้ง “กรุเก่า” และ “กรุใหม่” ว่ามีที่มาที่ไปเช่นไรเนื่องจากชั่วโมงนี้    “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม” ที่สภาพ “สมบูรณ์” ไม่แตกไม่หักราคาค่านิยมก็ต้องใช้ “เงินล้าน” ถึง “หลาย ๆ ล้าน” แลกเปลี่ยนจึงมีสิทธิได้เป็นเจ้าของเพราะราคาจะเป็นรองก็เพียง “พระสมเด็จวัดระฆัง” เท่านั้น
   
ส่วนการชี้จุดสังเกตในแต่ละพิมพ์จึงขอ “ยกยอด” ไปวันเสาร์หน้าเพราะวันนี้ “เนื้อที่หมด” พอดี.
พุทธธัสสะ

Admin:
พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ใหญ่

   

สำหรับ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ใหญ่” เท่าที่ผู้เขียนได้ทำการศึกษาจากพระ “กรุเก่า” และ “กรุใหม่” ก็พอจะแยกออกได้ถึง ๙ แม่พิมพ์ ด้วยกันคือ ๑.พิมพ์ พระกรตรงเกศตรง (แขนตรงเกศตรง) ๒.พระกรตรงเกศเอียง (แขนตรงเกศเอียง) ๓.พระกรโค้ง (แขนโค้ง) ๔.พระกร กว้าง (แขนกว้าง) ๕.พระอุระเล็ก (อกเล็ก) ๖.พระอุระตัววี (อกตัววี) ๗.พระพักตร์เล็ก (หน้าเล็ก) ๘.พิมพ์ลึก ๙.พิมพ์ตื้น
    
ส่วนพิมพ์ใดราคาค่านิยม “สูง กว่า” ขอเรียนว่า “เท่าเทียมกัน” อยู่ที่สภาพขององค์พระ หาก    “สมบูรณ์มาก” ค่านิยมก็จะสูงไปตาม “สภาพองค์พระ” ดังนั้นการชี้จุดสังเกตวันนี้จึงขอนำ “พิมพ์ใหญ่เกศตรง” มาชี้จุดเพื่อเป็นหลักต่อการสังเกตเนื่องจาก “พระพุทธลักษณะ” โดยรวมของ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ใหญ่” ส่วนมากจะคล้ายกันซึ่งองค์ที่นำมาชี้จุดสังเกตนี้เป็น “พระกรุเก่า” ที่จัดได้ว่าสภาพ “สมบูรณ์ที่สุด” องค์หนึ่งปัจจุบันอยู่ในความครอบครองของนักสะสมไฮโซ “ปรีดา อภิปุญญา” ที่มีวาสนาได้ครอบครองพระตระกูลนี้หลายองค์หลายพิมพ์
    
๑. “เส้นขอบองค์พระ” ทั้งสี่ด้าน ซ้าย-ขวา-บน-ล่าง เฉพาะองค์ที่พิมพ์ติดชัดและไม่ผ่านการจับต้องมาก จะสังเกตเห็นเป็นเส้นนูนเรียวเล็กเช่นกันกับ “พระสมเด็จวัดระฆัง” เนื่องจากการสร้าง “แม่พิมพ์” นายช่างนำ    “พระสมเด็จวัดระฆัง” มาเป็น “แม่แบบ”
    
๒. “เส้นซุ้ม” ลักษณะก็เป็นแบบ “หวายผ่าซีก” ที่กลมใหญ่โดยเส้นโค้ง ด้านขวาองค์พระ จะมีความชันกว่า ด้านซ้ายส่วน “พระเกศ” (ผม) จะเป็น “เส้นตรง” และปลายเรียวจรดเส้นซุ้มอันเป็นที่มาของชื่อ “พิมพ์ใหญ่แขนตรงเกศตรง” ส่วน “พิมพ์ใหญ่แขนตรงเกศเอียง” ให้สังเกต “พระเกศ” จะเอียงไปทางด้านขวาเล็กน้อย
    
๓. “พระพักตร์ (หน้า) ลักษณะคล้ายผลมะตูมและในองค์ที่พิมพ์ติดชัดจะสังเกตเห็น “พระกรรณ” (หู) ที่ด้านซ้ายส่วน “พระกัจจะ” (รักแร้) ด้านซ้ายจะสูงกว่าด้านขวาเล็กน้อยและ “พระกร” (แขน) ทั้งสองข้างทิ้งดิ่งลงมาประสานกันเป็นรูป   “ตัวยู” โดยพระกรซ้ายจะเป็น   “เส้นตรง” ส่วนพระกรขวา “กางออก” เล็กน้อยจึงเป็นอีกที่มาของการเรียกชื่อ    “พิมพ์ใหญ่แขนตรงเกศตรง”  
    
๔. “พระอุระ” (อก) กว้างนูนเด่นรับกับ “พระอุทร” (ท้อง) ที่เรียวเล็กลงได้อย่างสวยงามทำให้มีลักษณะคล้ายกับ “ตัววี” ที่ทอดลงไปจรดกับวงพระกรที่เป็นรูป “ตัวยู”  
    
๕. “พระเพลา” (ตัก) นูนหนาใหญ่ยาวประทับนั่งสมาธิราบและปรากฏ “เส้นชายจีวร” ที่พาดจาก “พระกัปปะระซ้าย” (ศอกซ้าย) ทอดลงไปยังพระเพลาซ้ายอันเป็นที่มาของชื่อ “พิมพ์ใหญ่” เช่นกันกับ “พระสมเด็จวัดระฆัง”
    
๖. ฐานที่มี ๓ ชั้น ยาวกว่าพระเพลาเล็กน้อยโดย “ฐานชั้นแรก” ลักษณะเป็นแท่งหนาใหญ่และยาวกว่าฐานชั้นอื่น ๆ “ฐานชั้นที่สอง” จะเล็กลงและสั้นกว่าฐานชั้นแรก โดยปลายทั้งสองข้างมีลักษณะเป็นฐานสิงห์ส่วน “ฐานชั้นที่สาม” ก็จะเล็กและสั้นกว่าฐานชั้นที่สอง ลักษณะเป็นเส้นตรงที่ยาวขนานกันกับพระเพลา

Admin:

'พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ใหญ่ พระกรโค้ง' (แขนโค้ง)

ดูรูปใหญ่คลิกที่รูป


วันเสาร์ที่ผ่านได้ชี้จุดสังเกตของ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ใหญ่” ที่เป็นพิมพ์ “พระกรตรงเกศตรง” (แขนตรงเกศตรง) ไปแล้วฉบับนี้จึงขอข้ามการชี้จุด “พิมพ์พระกรตรงเกศเอียง” (แขนตรงเกศเอียง) เนื่องจากการชี้จุดสังเกตของพิมพ์นี้ส่วนใหญ่แล้วจะมีลักษณะที่คล้ายกันกับ “พิมพ์พระกรตรงเกศตรง” (แขนตรงเกศตรง) โดยจุดสังเกตที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดก็จะอยู่ที่ “เกศตรง” และ “เกศเอียง” เท่านั้นฉะนั้นขอให้ท่านผู้อ่านนำพระทั้งสองพิมพ์ มาเปรียบเทียบกันดูก็จะเห็นชัดตามที่ผู้เขียนบรรยายไว้ทุกประการ
   
ดังนั้นวันนี้จึงขอนำ “พระสมเด็จ วัดบางขุนพรหมพิมพ์ใหญ่” ที่เป็น “พิมพ์พระกรโค้ง” (แขนโค้ง) มาทำการชี้จุดสังเกตแทนเพื่อให้ท่านผู้อ่านแยกแยะได้ว่า “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ใหญ่พิมพ์พระกรโค้ง” นี้มีจุดสังเกตตรงไหนบ้างที่เป็นความแตกต่างออกไป ซึ่งแม้ส่วนใหญ่แล้วพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมจะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ก็มีส่วนปลีกย่อยที่สามารถแยกแยะออกได้ดังนี้   

๑. “เส้นขอบองค์พระ” ทั้งสี่ด้าน ซ้าย-ขวา-บน-ล่าง เฉพาะองค์ที่พิมพ์ติดชัดและไม่ผ่านการสัมผัสมาก จะสังเกตเห็นเป็นเส้นนูนเรียวเล็กเช่นกันกับ “พระสมเด็จวัดระฆัง” เนื่องจากการสร้าง “แม่พิมพ์” นายช่างได้นำ “พระสมเด็จวัดระฆัง” มาเป็น “แม่แบบ” นั่นเอง
   
๒. “เส้นซุ้ม” ลักษณะก็เป็นแบบ “หวายผ่าซีก” ที่กลมใหญ่โดยเส้นโค้ง ด้านขวาองค์พระ จะมีความชันกว่า ด้าน ซ้ายส่วน “พระเกศ” (ผม) จะมีทั้งที่เป็น “เกศตรง” และ   “เกศเอียง” ส่วนปลายจะเรียวเล็กจดเส้นซุ้มเช่นพิมพ์อื่น ๆ
   
๓. “พระพักตร์ (หน้า) ลักษณะคล้ายผลมะตูมโดยไม่ปรากฏ “พระกรรณ” (หู) ส่วน “พระกัจจะ” (รักแร้) ด้านซ้ายจะสูงกว่าด้านขวาเล็กน้อยและ
   
๔. “พระกร” (แขน) ทั้งสองข้างมีลักษณะกลมเล็กและทิ้งดิ่งลงมาประสานกันเป็นรูป “ตัวยู” ที่สังเกตได้ว่ามีลักษณะเป็น “เส้นโค้ง” ทั้งสองข้างโดย “พระกรขวา” (แขนขวา) จะกางออกมากกว่าด้านซ้ายจึงเป็นที่มาของการเรียก  ว่า “พิมพ์พระกรโค้ง” (แขนโค้ง)   
 
๕. “พระอุระ” (อก) กว้างนูนเด่น  รับกับ “พระอุทร” (ท้อง) ที่เรียวเล็กลง ได้อย่างสวยงามทำ ให้มีลักษณะคล้ายกับ “ตัววี” ที่ทอดลงไปจดกับวงพระกรที่เป็นรูป “ตัวยู” 
     
๖. “พระเพลา” (ตัก) นูนยาวประทับนั่งสมาธิราบ และปรากฏ “เส้นชายจีวร” ที่พาดจาก “พระกัปปะระซ้าย” (ศอกซ้าย) ทอดลงไปยังพระเพลาซ้าย  อันเป็นที่มาของชื่อ   “พิมพ์ใหญ่” เช่นกันกับ “พระสมเด็จวัดระฆัง”
   
๗. ฐานมี ๓ ชั้น และแต่ละชั้นจะยาวกว่าพระเพลาเล็กน้อย โดย “ฐานชั้นแรก” ลักษณะเป็นแท่งหนาใหญ่และปลายทั้งสองข้างตัดเฉียงลง แต่ไม่จดเส้นซุ้มและยาวกว่าฐานชั้นที่สองส่วน “ฐานชั้นที่สอง” จะเล็กลงและสั้นกว่าฐานชั้นแรกส่วนปลายทั้งสองข้างมีลักษณะแบบฐานสิงห์ “ฐานชั้นที่สาม” เล็กลงและสั้นกว่าฐานชั้นที่สองลักษณะเป็นเส้นตรงที่ยาวขนานกันกับ “พระเพลา” (ตัก).

Admin:
'พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่พระอุระเล็ก (อกเล็ก)

ดูภาพใหญ่คลิกที่ภาพ


ฉบับวันเสาร์ที่แล้วได้ชี้จุดสังเกต “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ใหญ่พระกรโค้ง” (แขนโค้ง) ไปแล้ว วันนี้จึงขอข้ามการชี้จุดสังเกต “พิมพ์ใหญ่พระกรกว้าง” (แขนกว้าง) อีกพิมพ์เนื่องจากพุทธลักษณะของ “พิมพ์ใหญ่พระกรกว้าง” นี้ส่วนใหญ่แล้วก็จะมีพุทธลักษณะที่คล้ายกันกับ “พิมพ์ใหญ่พระกรโค้ง” (แขนโค้ง) จะแตกต่างกันก็ตรงช่วง “พระอังสา” (ไหล่) และ “พระกร” (แขน) เท่านั้น ที่จะกว้างกว่าพิมพ์อื่น ๆ เพราะพิมพ์นี้ “ลำพระกร” (ลำแขน) ทั้งสองข้างจะกางออกมากกว่านั่นเอง นักสะสมจึงเรียกเป็น “พิมพ์ใหญ่แขน  กว้าง” ไปตามพุทธลักษณะขององค์พระ
    
ส่วนที่จะนำมาชี้จุดสังเกตแทนในฉบับนี้คือ “พระสมเด็จวัด บางขุนพรหมพิมพ์ใหญ่พระอุระเล็ก” (อกเล็ก) เนื่องจากพระพิมพ์นี้มีข้อแตกต่างจากพิมพ์อื่น ๆ อยู่หลายจุดโดยองค์ที่นำมาชี้จุดสังเกตนี้ถือได้ว่าเป็นองค์ที่สภาพ “สวยสมบูรณ์มาก” ในขบวน “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ใหญ่พระอุระเล็ก” เพราะนอกจากผ่านการประกวดโดยติดรางวัล “ชนะเลิศ” มาหลายงานแล้วยังปรากฏภาพตาม “หนังสือพระ” หลายฉบับโดยจุดสังเกตที่พอจะแยกแยะออกเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้    
๑. ขอบข้างทั้งสี่ด้าน บน-ข้าง-ล่าง ก็จะมีลักษณะเช่นเดียวกันกับพิมพ์อื่น ๆ คือ ในองค์ที่ติดชัดและผ่านการสัมผัสน้อย จะเห็นเป็นเส้นนูนเรียวเล็กเฉกเช่น “พระสมเด็จวัดระฆัง” นอกจากนี้ “เส้นซุ้ม” ที่มีรูปทรงครอบแก้วก็จะค่อนข้างใหญ่คล้ายกับหวายผ่าซีกโดย “เส้นโค้งบนสุด” ด้านขวาองค์พระจะตั้งชันกว่าด้านซ้ายซึ่งตรงกันข้ามกับ “พิมพ์ใหญ่พระกรตรงเกศตรง” (แขนตรงเกศตรง) อย่างเห็นได้ชัด
    
๒. “พระเกศ” (ผม) ก็จะเป็นเส้นเล็กเรียวยาวขึ้นไปจรดเส้นซุ้มและ “พระพักตร์” (หน้า) ก็มีลักษณะคล้ายผลมะตูมโดยไม่ปรากฏ “พระกรรณ” (หู) แต่อย่างใดส่วน “พระอุระ” (อก) มีลักษณะที่เล็กกว่าพิมพ์อื่น ๆ เป็นผลให้การแกะ “แม่พิมพ์” ของนายช่างจึงต้องแกะให้ “ลำพระองค์” (ลำตัว) มีลักษณะที่ผอมลงตามไปด้วย พร้อมกับมีลักษณะคล้ายทรงกระบอก จึงเป็นที่มาของการเรียกว่า “พิมพ์ใหญ่พระอุระเล็ก” (อกเล็ก) นั่นเอง
    
๓. “วงพระกร” (วงแขน) เนื่องจาก “พระอังสา” (ไหล่) ทั้งสองข้างที่ต่อเนื่องถึง “พระพาหา” (แขน) ทั้งสองข้างจะทิ้งดิ่งในลักษณะ กางออกเล็กน้อยตรงบริเวณ “พระกัป ระ” (ศอก) แล้ว    “พระพาหุ” (ปลายแขน) ทั้งสองข้างจะประสานกันเป็นรูป “ตัวยู” อย่างสวยงาม
    
๔. “พระเพลา” (ตัก) ของพิมพ์นี้ในองค์ที่ติดชัดจะสังเกตได้ตรงที่ “พระชงฆ์” (แข้ง) จะมีลักษณะเป็นเส้นตรงและคมชัด โดย “พระชานุ” (เข่า) ด้านซ้ายจะใหญ่กว่าด้านขวาเนื่องจากมี “เส้นชายจีวร” ที่พาด  ลงมาจาก “พระกัประ” (ศอก) อันเป็นสัญลักษณ์ของ “พระ สมเด็จพิมพ์ใหญ่” ทุกสำนัก
    
๕. ฐานทั้ง ๓ ชั้น ก็จะมีลักษณะคล้ายกันกับพิมพ์ใหญ่อื่น ๆ จึงไม่ขอแยกแยะฐานแต่ละชั้นแตกต่างกันเช่นไร เนื่องจากองค์ที่นำมาชี้จุดสังเกตนี้แม้จะเป็นองค์ที่มีสภาพ“สมบูรณ์มาก” แต่ก็เป็น “พระกรุใหม่” จึงปรากฏคราบกรุตามพื้นผิวองค์พระจึงทำให้ยากต่อการแยกแยะนั่นเอง...

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว