หน้า: 1 [2] 3 4 ... 9
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ดูพระ  (อ่าน 259159 ครั้ง)
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #15 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2010, 10:51:38 AM »


"พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่พระพักตร์เล็ก" (หน้าเล็ก)

ดูภาพใหญ่คลิกที่ภาพ


จุดสังเกตของ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ใหญ่ พระอุระวี” (อกวี) เป็นลำดับ ต่อไปแต่เนื่องจากพระพุทธลักษณะของพิมพ์นี้ส่วนใหญ่แล้วจะคล้ายกับพิมพ์ “พระอุระเล็ก” (อกเล็ก) จะมีจุดสังเกตที่แตกต่างกันอยู่บ้างก็ตรงที่ “พระอุระ” (อก) ของพิมพ์ “อกเล็ก” จะมีลักษณะที่ค่อนข้างเล็กสมชื่อ
   
ส่วนพิมพ์   “พระอุระวี” (อกวี) รูปทรงขององค์พระตั้งแต่บริเวณ “พระอุระ” (อก) ลงมา ถึง “ลำพระองค์” (ลำตัว) จะมีรูปทรงคล้ายกับ “ตัววี” (อักษรภาษาอังกฤษ) เท่านั้นผู้เขียนจึงขอข้ามมาชี้จุดสังเกตของ “พิมพ์ใหญ่พระพักตร์เล็ก” (หน้าเล็ก) เพราะพระพิมพ์นี้มีจุดสังเกตที่แตกต่างจากพิมพ์อื่น ๆ พอสมควร
   
๑. “เส้นซุ้มครอบแก้ว” มีลักษณะคล้ายหวายผ่าซีกเช่นกันกับ “พระสมเด็จ” ทุกตระกูลเพียงแต่   เส้นซุ้มของพิมพ์นี้ มีลักษณะเรียวเล็กกว่าพิมพ์ใหญ่    อื่น ๆ อีกทั้งเส้นซุ้มด้านขวาองค์พระก็มีลักษณะที่ชันกว่าด้านซ้าย รวมทั้ง “พระเกศ” (ผม) ก็เรียวเล็ก ส่วนปลายพระเกศเอียงไปทางด้านซ้ายเล็กน้อยจรดเส้นซุ้มครอบแก้ว 
   
๒. “พระพักตร์” (หน้า) คล้ายผลมะตูมและมีลักษณะที่เล็กเรียวยาวกว่าพิมพ์อื่น ๆ ที่มองดูแล้วคล้ายกับส่วนของ “พระหนุแหลม” (คางแหลม) จึงเป็นที่มาของการเรียกพิมพ์นี้ว่า “พระพักตร์เล็ก” (หน้าเล็ก) นั่นเอง
   
๓. “พระกร” (แขน) มีลักษณะที่เล็กและบอบบางคล้ายกับ “พิมพ์เส้นด้าย” จึงทำให้ “ลำพระองค์” (ลำตัว) มีลักษณะที่ค่อนข้างบอบบางทั้งนี้ก็เพราะนายช่างต้องแกะแม่พิมพ์ให้สมดุลกับส่วนอื่น ๆ นั่นเอง
   
๔. “วงพระกร” (วงแขน) ของพิมพ์นี้มีลักษณะเป็นวงโค้งกางออกเล็กน้อยโดย “ฝ่าพระหัตถ์” (ฝ่ามือ) ทั้งสองข้างประสานกันเป็นรูปตัวยูที่สวยงามมาก
   
๕.“พระเพลา” (ตัก) มีลักษณะเป็นเส้นเรียวยาวโดย “พระชานุ” (เข่า) ด้านซ้ายขององค์พระจะใหญ่กว่าด้านขวา อันเกิดจากมีเส้นจีวรพาดลงมาจาก “พระกัปปะระ” (ศอก) ด้านซ้ายนั่นเอง
   
๖. “ฐานชั้นที่หนึ่ง” มีลักษณะเป็นเส้นเล็กเรียวยาวกว่าพระเพลาเล็กน้อยและ “ฐานชั้นที่สอง” มีลักษณะเป็นเส้นเล็กเรียวยาวเช่นกัน เพียงแต่ปลายทั้งสองข้างจะมีลักษณะเป็นฐานสิงห์ส่วน “ฐานชั้นที่สาม” เป็นแท่งใหญ่ที่ยาวกว่าฐานชั้นที่หนึ่งและสอง โดยปลายทั้งสองข้างลักษณะตัดเฉียงเล็กน้อย.

***************
'พุทธธัสสะ'
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #16 เมื่อ: ธันวาคม 18, 2010, 04:57:56 PM »


'พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์เส้นด้าย

ดูภาพใหญ่คลิกที่ภาพ


การชี้จุดสังเกต “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ใหญ่” ที่มีทั้งหมด “๗ แม่พิมพ์” ก็ผ่านไปแล้ว ผู้เขียนจึงขอนำ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์เส้นด้าย” ที่ผู้รู้ได้ระบุไว้ว่ามีทั้งหมด “๗ แม่พิมพ์” เช่นกันมาเสนอต่อเพื่อท่านผู้อ่าน “อ่านความจริง...อ่านเดลินิวส์” จะได้แยกแยะถูกต้องพร้อม มีความถ่องแท้ ในการสะสม เนื่องจากพระพิมพ์ที่มีรูปทรง “สี่เหลี่ยมผืนผ้า” หรือ “ชิ้นฟัก” ตระกูล “พระสมเด็จ” และรังสรรค์โดยสุดยอดเกจิอาจารย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีนามว่า “สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี” นี้มีคุณค่าและ ราคาสูงยิ่งอีกทั้งแต่ละพิมพ์ก็มี “หลายแม่พิมพ์” จึงควรศึกษาให้กระจ่างจะได้มีกำไรต่อการสะสม
   
ดังนั้นวันนี้จึงขอนำ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์เส้นด้าย” ที่แม้จะเป็นพิมพ์ที่มีความนิยมรองลงมาจาก “พิมพ์ใหญ่” แต่หากเป็นองค์ที่ “สวยสมบูรณ์” โดยไม่หักไม่ซ่อมและไม่อุดแล้วคุณค่าราคา ก็แทบจะไม่แพ้พิมพ์ใหญ่เลยเพราะต้องใช้เงินเป็น “ล้าน ๆ บาท” เช่นกันจึงมีสิทธิได้ครอบครอง โดยวันนี้ขอนำพิมพ์ที่เรียกว่า “พิมพ์แขนบ่วง” มาชี้จุดสังเกตก่อนพิมพ์อื่น ๆ เพราะเป็นพิมพ์ที่มีเอกลักษณ์“เฉพาะตัว” ซึ่งก็คือการสร้างสรรค์แม่พิมพ์ของนายช่างทำการแกะแม่พิมพ์ ได้แผ่วบางเบาที่กูรูพระเครื่องบางท่านระบุว่าเป็นการแกะแม่พิมพ์ที่คลาสสิกดีมาก เนื่องจากเส้นสายต่าง ๆ ขององค์พระมีลักษณะเป็นเส้นเรียวบาง ที่มีความสวยงามไปอีกแบบแล้วยังมีพุทธลักษณะที่ไม่เหมือนพิมพ์อื่น ๆ อีกด้วยที่พอจะชี้จุดสังเกตได้ดังนี้
   

๑. ขอบพระทั้งสี่ด้าน มีลักษณะเช่นเดียวกันกับ “พระสมเด็จวัดระฆัง” คือในองค์ที่ติดชัดหรือในองค์ที่ผ่านการสัมผัสไม่มาก จะปรากฏเส้นนูนแผ่ว ๆ ปรากฏทั้งสี่ด้านที่เกิดจากการตัดแม่พิมพ์ แล้วทำให้มีเนื้อปลิ้นออกมานั่นเอง
   
๒. เส้นซุ้มครอบแก้ว ลักษณะคล้ายหวายผ่าซีกแต่จะเรียวเล็กกว่าพิมพ์ใหญ่เล็กน้อย และส่วนโค้งของเส้นซุ้มด้านบนพระเกศจะมีรูปทรงที่ตั้งตรง ส่วน “พระเกศ” จะมีลักษณะเป็นเส้นเรียวบางไปจดเส้นซุ้มโดยเอียงไปทางด้านซ้ายมือองค์พระเล็กน้อยเท่านั้น
   
๓. “พระพักตร์” ก็มีลักษณะคล้ายผลมะตูมเพียง        แต่มีขนาดที่เล็กกว่า  “พิมพ์ใหญ่” และไม่ปรากฏ “พระกรรณ” (หู) หรือ “เส้นพระศอ” (คอ) แต่ก็รับ กับ “พระอุระ” (อก) และ “ลำพระองค์” (ลำตัว) ที่มีลักษณะค่อนข้างกว้างและยาวแบบทรงกระบอก
   
๔. “พระกร” (แขน) ทั้งสองข้างมีลักษณะเป็นเส้นเรียวบางกางออกเล็กน้อยจึงทำให้บริเวณ “พระกัประ” (ศอก) มีการหักมุมเล็กน้อยในลักษณะแขนบ่วงจึงเป็นที่มาของการเรียกว่า “พิมพ์แขนบ่วง”
   
๕. “พระเพลา” (ตัก) มีลักษณะเป็นเส้นเรียวเล็กบางและยาวโดย “พระชานุ” (เข่า) ด้านซ้ายองค์พระมีลักษณะเป็นเนื้อนูนสูงกว่าด้านขวาที่ไม่ปรากฏมีเนื้อนูนใด ๆ
   
๖. “ฐาน ๓ ชั้น” ชั้นบนสุดมีลักษณะเป็นเส้นเรียวเล็กบางยาวกว่าพระเพลาเล็กน้อย ส่วนฐานชั้นกลางก็มีลักษณะเป็นเส้นเรียวเล็กบางยาว โดยที่หัวฐานไม่เป็นฐานสิงห์อย่างพระพิมพ์ใหญ่ และฐานชั้นล่างสุดมีลักษณะคล้ายฐานคู่เพียงแต่ร่องตรงกลางตื้นจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน.


'พุทธธัสสะ'
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #17 เมื่อ: ธันวาคม 25, 2010, 12:25:29 PM »


พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์เส้นด้ายแขนกลม



สำหรับ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์เส้นด้ายแขนกลม” ก็เป็นอีกพิมพ์ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองที่หากพิจารณาให้ดีแล้ว จะเห็นได้ว่าพิมพ์นี้มีความแปลกตาไปอีกแบบตรงที่ “พระเกศ” (ผม) มีลักษณะเป็นเส้นยาวและใหญ่หนากว่าพิมพ์อื่น ๆ จึงส่งผลให้ “พระพักตร์” (หน้า) มี ลักษณะที่เล็กลงรวม ทั้ง “ลำพระองค์” (ลำตัว) ที่นายช่างผู้สร้างสรรค์แม่พิมพ์จะออกแบบให้มีลักษณะเป็น “ทรงกระบอก” ทางด้าน “พระกร” (แขน) ก็ทำการสร้างแม่พิมพ์ให้มีลักษณะเป็นเส้นเล็กเรียวยาววาดโค้งไปประสานกันบน “พระเพลา” (ตัก) ในลักษณะที่แทบจะเป็น “วงกลม” ด้วยเหตุนี้นักสะสมจึงใช้เป็นชื่อของพิมพ์นี้ว่า “แขน กลม”
   
นอกจากนี้ในส่วนของ “ฐานพระ” ทั้ง ๓ ชั้นนายช่างผู้แกะแม่พิมพ์ก็ทำการแกะพิมพ์ให้มีลักษณะเป็น “เส้นตรงเรียวบางยาว”  วิ่งขนานกันทั้งสามชั้นและในส่วนของฐานชั้นล่างสุดจะมีลักษณะเป็น “เส้นคู่” ที่ดูแล้วคลาสสิกดีไปอีกแบบส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ของพิมพ์นี้ นอกจากมีความคมชัดและลึกแล้วลักษณะขององค์พระก็ตั้งตรง ไม่เอนเอียงหรือโย้ ไปทางใดทางหนึ่งเสริมให้องค์พระมีความงามอลังการไปอีกแบบที่พอจะแยกแยะจุดสังเกตได้ดังนี้
   
๑. “เส้นขอบข้าง” ทั้งสี่ด้านในองค์ที่สวยสมบูรณ์และผ่านการสัมผัสน้อย จะสังเกตเห็นเป็นเส้นนูนเฉกเช่น   “พระสมเด็จวัดระฆัง” ที่ผู้รู้ระบุว่าเป็นผลพวงที่เกิดจากการถอดองค์พระออกจากแม่พิมพ์ ในขณะที่เนื้อพระยังไม่แข็งตัวจึงทำให้เกิดเป็นเนื้อปลิ้นออกมา
   
๒. “เส้นซุ้ม” มีลักษณะเป็นเส้นครอบแก้วที่เล็กเรียวบางคล้ายเส้นด้าย และไม่โย้ไปทางใดทางหนึ่ง
     
๓. “พระเกศ” (ผม) ที่วิ่งไปจรดเส้นซุ้มนั้นเป็นเส้นหนาใหญ่และยาวแอ่นโค้งตรงกลางเล็กน้อย
   
๔. “พระพักตร์” (หน้า) ลักษณะคล้ายผลมะตูมและเล็กกว่าพิมพ์อื่น ๆ ไม่ปรากฏ “พระกรรณ” (หู) ส่วน “พระอุระ” (อก) ที่ต่อเนื่องกับ “ลำพระองค์” (ลำตัว) มีลักษณะค่อนข้างเล็กแต่นูนเด่นและเป็นรูปทรงกระบอก
   
๕. “พระกร” (แขน) เป็นเส้นเรียวเล็กบางยาวเริ่มจากแนว “พระอังสา” (ไหล่) ทั้งสองด้านที่ค่อนข้างแคบเนื่องจากการสร้างแม่พิมพ์ สร้างแบบวาดเป็น  เส้นโค้งลงไปประสานกันบน “พระเพลา” (ตัก) ทำให้มีลักษณะคล้ายวงกลมที่ดูแล้วก็งามไปอีกแบบโดยซอก “พระกัจฉะ” (รักแร้) ด้านซ้ายจะลึกกว่าด้านขวาเล็กน้อย
   
๖. “พระเพลา” (ตัก) ลักษณะเป็นเส้นเรียวบาง (แต่หนากว่าเส้นฐานเล็กน้อย) ขนานกับฐานชั้นบนโดย “พระชานุ” (เข่า) ด้านซ้ายจะมีเนื้อนูนที่สูงกว่าด้านขวา
   
๗. “ฐานทั้ง ๓ ชั้น” มีลักษณะเป็นเส้นเรียว    บางยาวและคมลึกวิ่งขนานกันและ “หัวฐานชั้นกลาง”  ไม่เป็น “หัวสิงห์” เหมือนพิมพ์อื่น ๆ ส่วนฐานชั้นล่างเป็น เส้นคู่.

พุทธธัสะ
..
บันทึกการเข้า
Anime อนิเมะ
Sr. Member
****
เพศ: ชาย
กระทู้: 423

Anime เอ็กซ์โซซิตสีคราม !!


« ตอบ #18 เมื่อ: ธันวาคม 25, 2010, 04:16:36 PM »

มาบอดนี้เหมือนตัวเองเข้าสู่หลักธรรมยังไงไม่รุ ฮ่าๆๆ  ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #19 เมื่อ: ธันวาคม 29, 2010, 05:39:56 PM »


มาผิดบอร์ดหรือเปล่าจ้ะ  น้องTEM ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #20 เมื่อ: มกราคม 01, 2011, 01:49:14 AM »


พระสมเด็จพิมพ์เส้นด้ายอกวี



สำหรับ “พระสมเด็จพิมพ์เส้นด้ายอกวี” นี้พุทธลักษณะโดยทั่วไปจะมีส่วนคล้าย “พระสมเด็จพิมพ์เส้นด้ายแขนกลม” อีกพิมพ์คือรายละเอียดของพิมพ์ที่ประกอบไปด้วย เส้นซุ้ม เส้นพระเกศ พระพักตร์ เส้นพระกร พระเพลา รวมทั้ง ฐาน จะมีลักษณะที่เป็นเส้นเรียวบางแต่คมชัดให้เห็นทุกองค์ ส่วนที่ผิดแผกแตกต่างกันจนสามารถแยกออกเป็นอีกพิมพ์ได้ก็คือตรง “พระอุระ” (อก) โดย “พระสมเด็จ พิมพ์เส้นด้ายแขนกลม” พุทธลักษณะของพระอุระจะเป็นรูป    “ทรงกระบอก” ทางด้านพิมพ์    “อกวี” จะมีลักษณะเป็นรูปตัว “วี” ในภาษาอังกฤษนักสะสมจึงเรียกพิมพ์นี้ว่า “อกวี” ที่พอจะชี้จุดสังเกตเป็น   ข้อ ๆ ได้ดังนี้   

๑. “ขอบข้างทั้งสี่ด้าน” จะปรากฏเส้นนูนเรียวบางเฉกเช่น “พระสมเด็จวัดระฆัง” ที่ผู้รู้ระบุว่าเกิดขึ้นจากการถอดองค์พระออกจากแม่พิมพ์ ขณะที่องค์พระยังหมาด ๆ จึงทำให้มีเนื้อปลิ้นออกมา
   
๒. “เส้นซุ้ม” เป็นเส้นซุ้มครอบแก้วที่แม้จะมีส่วนคล้าย “พระสมเด็จพิมพ์เส้นด้ายแขนกลม” แต่การสร้างแม่พิมพ์ของนายช่างเจตนาให้เส้นซุ้ม มีลักษณะที่คล้ายกับเส้นด้ายเพราะเป็นเส้นเรียวบางที่คมชัด
   
๓. “พระเกศ” (ผม) มีลักษณะเป็นเส้นเรียวบางคมชัดเช่นกันพุ่งขึ้นไปจรดเส้นซุ้ม ในลักษณะมีทั้งตรงและโค้งงอช่วงกลางเล็กน้อย
   
๔. “พระพักตร์” (หน้า) มีลักษณะคล้ายผลมะตูมแต่ขนาดค่อนข้างเล็กกว่า “พิมพ์ใหญ่” และไม่ปรากฏ      “พระกรรณ” (หู)
   
๕. “พระอังสา” (ไหล่) ลักษณะตรงกว้างเช่นกันกับ “พระกร” (แขน) หากดูผิวเผินจะมีลักษณะคล้ายกับพิมพ์ “แขนกลม”   แต่หากพิจารณาให้ถี่ถ้วนจะเห็น  ได้ว่า “พระกร” (แขน) ของพิมพ์ “อกวี” นี้ไม่วาดโค้งเป็นวงกลม  ดังนั้น “พระกัป   ปะระ” (ศอก) จึงไม่เป็นวงกลมด้วยโดยกางออกเล็กน้อยพร้อมกับ    “หักศอก” เล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด
   
๖. “พระอุระ” (อก) มีลักษณะนูนเด่นแต่แคบเล็กและ “ลำพระองค์” (ลำตัว) จะสอบเข้าเป็นรูป “ตัววี” จึงเป็นที่มาของชื่อพิมพ์ว่า “อกวี”
   
๗. “พระเพลา” (ตัก) ลักษณะเป็นเส้นเรียวบางโดย “พระชานุ” (เข่า) ด้านซ้ายมีเนื้อนูนมากกว่าด้านขวา
   
๘. “ฐาน” ฐานชั้นบนสุดและชั้นกลางมีลักษณะเป็นเส้นเรียวบาง โดยหัวฐานด้านขวาจะสูงกว่าด้ายซ้ายเล็กน้อยและไม่มี “ฐานสิงห์” เฉกเช่นพิมพ์ใหญ่เนื่องจากเป็นเส้นเล็กและเรียวบางนั่นเอง ส่วนฐานชั้นล่างสุดลักษณะเป็นเส้นคู่เฉกเช่นพิมพ์แขนกลม.
   

พุทธธัสสะ
บันทึกการเข้า
Anime อนิเมะ
Sr. Member
****
เพศ: ชาย
กระทู้: 423

Anime เอ็กซ์โซซิตสีคราม !!


« ตอบ #21 เมื่อ: มกราคม 01, 2011, 02:48:37 PM »

ป่าวๆๆผมมาเข้าสู่หลักธรรมมั่งไงคร้าบ  ยิงฟันยิ้ม ยิ้มกว้างๆ ยิ้มเท่ห์ ยิ้ม
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #22 เมื่อ: มกราคม 08, 2011, 01:15:28 PM »


พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์เส้นด้ายฐานแคบ

ดูภาพใหญ่คลิกที่ภาพ


“พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์เส้นด้ายฐานแคบ” เป็นอีกพระสมเด็จตระกูล “วัดบางขุนพรหม” ที่มีพิมพ์เป็นเอกลักษณ์เนื่องจากมีข้อแตกต่างจากพิมพ์อื่น ๆ ตรง “ฐาน” หากสังเกตให้ดีจะเห็นได้ว่ามีความ “แคบ” (สั้น) กว่าพิมพ์อื่น ๆ เล็กน้อยนักสะสมจึงแยกแยะออกเป็น “ฐาน   แคบ” แต่แม้จะเป็น   “ฐานแคบ” หรือ “ฐานไม่แคบ” ก็ตาม หากมีสภาพ สวยสมบูรณ์   ไม่ชำรุด หรือ ไม่แตกไม่หัก และ ไม่บิ่นไม่ซ่อม แล้ว ราคาค่านิยมก็ต้อง “หลักล้าน” เฉกเช่นพิมพ์ “เส้นด้าย” อื่น ๆ เพราะปัจจุบันการสะสม “พระเครื่อง” รวมทั้ง “เครื่องรางของขลัง” จากทุกสำนักทุกตระกูล “นักสะสม” จะยึดถือคำว่า “สวย” และ “สมบูรณ์” เป็นหลักในการให้ราคาและองค์ไหนส่งประกวดติดรางวัล “ชนะเลิศ” จากงานประกวดที่มี “มาตรฐาน” พระองค์นั้นก็จะมีราคาสูงกว่าองค์อื่น ๆ ในตระกูลเดียวกันทันที
   
ด้วยเหตุนี้จึงก่อเกิด “นักปลอมแปลงพระ” ที่ไม่กลัว “บาป” ทำการ “ปลอมพระ” ออกมาขายมากมายหลาย ฝีมือ ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นให้สวยสมบูรณ์เป็นหลักโดยไม่มีคำว่า “สำนึกชั่วดี” ทั้งที่ “รู้ดี” การปลอม “พระเครื่อง” และ    “เครื่องรางของขลัง” เพื่อหลอกขายให้กับผู้ที่ “ไม่สันทัด” เป็นการสร้าง “ความทุกข์” ให้กับ “เพื่อนมนุษย์” และก่อให้เกิด “บาปอันมหันต์” แต่ “นักปลอมพระ” รวมทั้ง “เซียน” ที่นิยมขายของปลอมด้วย “เจตนา” เพียงเพื่อให้ ตัวเอง “ร่ำรวย” บั้นปลายของ “ชีวิต” จะมีสภาพเหมือน “ตก   นรกทั้งเป็น” แต่นักปลอมพระและบรรดาเซียนเหล่านี้ ซึ่งปัจจุบันในวงการ “มีเยอะ” หาได้นำพาไม่ เพราะพวกนี้ยึดคติ “ไม่รู้จักบาป” ฉะนั้นหากจะบูชาพระเครื่องหรือเครื่องรางของขลังก็ต้องเช่าบูชากับผู้ที่เรา “เชื่อถือได้” ดีที่สุด
   
ส่วนจุดสังเกต “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์เส้นด้ายฐานแคบ” มีรายละเอียดเป็นข้อ ๆ ดังนี้
   
๑. ขอบข้างทั้งสี่ด้าน มีลักษณะเป็นเส้นนูนเรียวบางคล้าย “เนื้อปลิ้น” เฉกเช่นพระสมเด็จวัดระฆัง
   
๒. “เส้นซุ้มครอบแก้ว” เป็นเส้นเล็กบางตื้นส่วน “พระเกศ” (ผม) มีลักษณะเป็นเส้นตรงเรียวบางยาวไปจรดเส้นซุ้ม
   
๓. “พระพักตร์” (หน้า) ลักษณะคล้ายผลมะตูมเฉกเช่นพระสมเด็จทั่วไป
   
๔. “พระอุระ-ลำพระองค์” (อก-ลำตัว) ลักษณะคล้ายตัววีในภาษาอังกฤษและยาวชะลูดแต่ไม่นูนเด่น ส่วน “บั้นพระองค์” (เอว) กลืนหายไปกับพื้นผิวองค์พระ
   
๕. “พระกร” (แขน) ทั้งสองข้างเป็นเส้นเล็กเรียว  บางคล้ายเส้นด้ายกางออกเล็กน้อยและ “พระกัจฉะ” (รักแร้) ด้านซ้ายสูงกว่าด้านขวา ส่วน “พระเพลา” (ตัก) เป็นเส้นเล็กเรียวบางและ “พระชานุ” (เข่า) ด้านซ้ายมีเนื้อนูนสูงอย่างเห็นได้ชัด         
   
๖. “ฐาน” ฐานชั้นบนสุดเป็นเส้นเล็กเรียวบางและสั้น (แคบ) วิ่งขนานกับพระเพลา (ที่มาของชื่อฐานแคบ) ฐานชั้นกลางเป็นเส้นเล็กเรียวบางยาวกว่าฐานชั้นบนเล็กน้อย ฐานชั้นล่างสุดลักษณะคล้ายกับฐานคู่วิ่งขนานกัน.

'พุทธธัสสะ'
..
บันทึกการเข้า
Anime อนิเมะ
Sr. Member
****
เพศ: ชาย
กระทู้: 423

Anime เอ็กซ์โซซิตสีคราม !!


« ตอบ #23 เมื่อ: มกราคม 11, 2011, 11:41:20 PM »

เข้าสู่หลักธรรมมั้งดีกว่า  ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #24 เมื่อ: มกราคม 29, 2011, 01:14:07 AM »


'พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ฐานแซม'



เป็นอีก “พระสมเด็จรูปทรงชิ้นฟัก” (สี่เหลี่ยมผืนผ้า) ที่สร้างด้วยเนื้อ “ผงวิเศษ” โดย “เสมียนตราด้วง” ผู้เป็น ต้นตระกูล “ธนโกเศศ” จัดสร้างขึ้นเมื่อครั้งบูรณปฏิสังขรณ์ “วัดบางขุนพรหม” ที่ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดใหม่อมตรส” พร้อมอาราธนา “สมเด็จพระพุฒาจารย์โต วัดระฆัง” ซึ่งมีความคุ้นเคยกันเป็นประธานทั้งการจัดสร้างและพุทธาภิเษก ณ วัดบางขุนพรหม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๓ โดยพิมพ์ที่จะนำมาชี้จุดสังเกตนี้เป็น “พิมพ์ฐานแซม” ที่นำแบบพิมพ์ของ “วัดระฆัง” มาเป็น “แม่แบบ” เช่นกันความงดงามและอลังการจึงไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่ากันมากนัก
   
เพียงแต่ในส่วนของ “วัดบางขุนพรหม” นี้มีการแบ่งแยก “แม่พิมพ์” ออกเป็น “๓ แม่พิมพ์” คือ “พิมพ์พระอุระตัน-พระพักตร์ใหญ่” (อกตัน-หน้าใหญ่) และ “พิมพ์พระอุระตัน-พระพักตร์เล็ก” (อกตัน-หน้าเล็ก) พร้อม “พิมพ์พระอุระร่อง” (อกร่อง) และจากชื่อพิมพ์นี้เองบรรดาเซียนจึงนำมาสนทนากันสนุก ๆ ว่าการจะหาพระสมเด็จ “ของแท้” มาบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลแล้วก็จะต้องหาพระสมเด็จที่มีลักษณะของคำว่า “อกร่อง หูยาน ฐานแซม” จึงจะเข้าตำราไปโน่นเลยดังนั้นวันนี้ผู้เขียนจึงนำ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ฐานแซม พระอุระตัน-พระพักตร์ใหญ่” (อกตัน-หน้าใหญ่) มาชี้จุดสังเกตเป็นประเดิมก่อนเลยดังมีรายละเอียดดังนี้
   

๑. “ขอบข้าง” ทั้งสี่ด้านในองค์ที่พิมพ์ติดคมชัดจะปรากฏเส้นนูนเรียวเล็กอย่างชัดเจนส่วน “เส้นซุ้มครอบแก้ว” มีลักษณะคล้ายหวายผ่าซีกที่ค่อนข้างหนาใหญ่ “พระเกศ” (ผม) ลักษณะเป็นเส้นตรงเรียวยาวไปจรดเส้นซุ้ม
   
๒. “พระพักตร์” (หน้า) ลักษณะคล้ายผลมะตูมที่ค่อนข้างใหญ่และนูนสูงเด่นเช่นกันกับ “พระกรรณ” (หู) ที่มีลักษณะยาวใหญ่นูนเด่นจรด “พระอังสา” (ไหล่) ทั้งสองข้างโดยด้านซ้ายจะยาวกว่าด้านขวาเล็กน้อย
   
๓. “พระอุระ” (อก) ด้านบนลักษณะเป็นปื้นจึงเรียกว่า “พระอุระตัน” (อกตัน) ส่วน “พระอุทร” (ท้อง) ปรากฏร่องยาวและตื้นจึงทำให้ “ลำพระองค์” (ลำตัว) มีลักษณะยาวชะลูด
   
๔. “พระกร” (แขน) ทั้งสองข้างทิ้งดิ่งลงไปประสานกันบน “พระเพลา” (ตัก) จึงทำให้ “พระกัปปะระ” (ศอก) มีลักษณะของการ “หักพระกัปปะระ” (หักศอก) เป็นมุมฉากโดยด้านขวาจะกางออกมากกว่าด้านซ้ายเล็กน้อย
   
๕. “พระเพลา” (ตัก) เป็นเส้นนูนหนาในท่านั่งสมาธิราบบน “ฐาน” ที่มี ๓ ชั้นโดย “ฐานชั้นบน” ลักษณะเป็นเส้นตรงและเล็กกว่าฐานชั้นอื่น ๆ และปลายฐานด้านซ้ายมีลักษณะคล้ายหัวเรือส่วนทางด้าน “ฐานชั้นที่สอง” ลักษณะเป็นเส้นตรงและหนากว่าฐานชั้นบนอีกทั้งปลายฐานลักษณะเป็นแบบฐานสิงห์ส่วน “ฐานชั้นล่าง” เป็นแท่งใหญ่หนาตันและตรงช่องว่างระหว่าง “พระเพลา” (ตัก) กับ “ฐานชั้นบน” และระหว่าง “ฐานชั้นบน” กับ “ฐานชั้นที่สอง” จะปรากฏมี “เส้นแซม” คั่นไว้จึงเป็นที่มาของชื่อพิมพ์ “ฐานแซม”.


'พุทธธัสสะ'
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #25 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2011, 01:24:08 AM »

'พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ฐานแซมพระอุระร่อง'(อกร่อง)



สำหรับ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ฐานแซม” นี้กูรูวงการพระเครื่องมีการแบ่งแยก “แม่พิมพ์” ออกเป็น “๓ แม่พิมพ์” คือ “พิมพ์พระอุระตัน-พระพักตร์ใหญ่” (อกตัน-หน้าใหญ่) และ “พิมพ์พระอุระตัน-พระพักตร์เล็ก” (อกตัน-หน้าเล็ก) พร้อม “พิมพ์พระอุระร่อง” (อกร่อง) ซึ่งในพิมพ์ “พระอุระตัน-หน้าใหญ่” (อกตัน-หน้าใหญ่) นั้นก็ได้ทำการชี้จุดสังเกตไปแล้วดังนั้นวันนี้จึงหันมาชี้จุดสังเกต “พิมพ์พระอุระตัน-พระพักตร์เล็ก” (อกตัน-หน้าเล็ก) เป็นลำดับต่อไป
    
แต่เนื่องจาก “พิมพ์พระอุระตัน-พระพักตร์ใหญ่” (อกตัน-หน้าใหญ่) กับ “พิมพ์พระอุระตัน-พระพักตร์เล็ก” (อกตัน-หน้าเล็ก) ลักษณะของพิมพ์โดยรวมแล้วมีความ “เหมือนกัน” ทุกประการจะมีแตกต่างกันก็เพียงตรง “พระพักตร์” (หน้า) เท่านั้นคือ “พิมพ์พระอุระตัน-พระพักตร์ใหญ่” (อกตัน-หน้าใหญ่) ในส่วนของ “พระพักตร์” (หน้า) ที่มีลักษณะคล้ายผลมะตูมจะมีลักษณะที่ “ใหญ่กว่า” ของ “พิมพ์พระอุระตัน-พระพักตร์เล็ก (อกตัน-หน้าเล็ก) เท่านั้นผู้เขียนจึงขอ “ข้าม” การชี้จุดสังเกต “พิมพ์พระอุระตัน-พระพักตร์เล็ก” (อกตัน-หน้าเล็ก) เนื่องจากยังมีพิมพ์อื่น ๆ อีกหลายพิมพ์ ที่จะทยอยชี้จุดสังเกตให้ทราบกันดังนั้นฉบับนี้จึงขอข้ามมาชี้จุดสังเกตของ “พิมพ์พระอุระร่อง” (อกร่อง) เพราะยังมีจุดสังเกตที่แตกต่างจากทั้งสองพิมพ์ดังกล่าวข้างต้นอยู่บ้างคือ
   

๑. “เส้นขอบข้าง” มีลักษณะเฉกเช่น “พระสมเด็จรูปทรงชิ้นฟัก” ทั้งของ “วัดระฆัง” และ “วัดบางขุนพรม” ทุกประการคือในองค์ที่ติดชัดจะปรากฏ “เส้นนูน” เรียวยาวบนขอบข้างทั้งสี่ด้านอีกทั้ง “เส้นซุ้มครอบแก้ว” ก็เป็นแบบ “หวายผ่าซีก” ที่ส่วนใหญ่จะตั้งตรงไม่เอนเอียงไปข้างหนึ่งข้างใดมากนัก
    
๒.“พระเกศ” (ผม) มีลักษณะเป็นเส้นตรงเช่นกันและปลาย “พระเกศ” (ผม) วิ่งขึ้นไปจรดเส้นซุ้มส่วน “พระพักตร์” (หน้า) คล้ายกับผลมะตูมที่ยาวรีเล็กน้อยจึงทำให้ในส่วนของ “พระหนุ” (คาง) ค่อนข้างแหลมส่วน “พระกรรณ” (หู) ลักษณะยาวลงไปจรด “พระอังสา” (ไหล่) ที่ด้านซ้ายจะยาวกว่าและชิดกับ “พระพักตร์” (หน้า) มากกว่าด้านขวา
    
๓. “พระอุระ” (อก) ลักษณะเป็น “สองเส้น” วิ่งคู่ขนานกันตั้งแต่ “พระอุระ” (อก) ลงไปยัง “พระอุทร” (ท้อง) จึงทำให้ “พระอุระ” (อก) ปรากฏเป็น “ร่อง” ระหว่างกลางจึงเป็นที่มาของชื่อพิมพ์ “อกร่อง” นั่นเอง
    
๔. “พระกร” (แขน) ทั้งสองข้างทิ้งดิ่งลงไปและกาง “พระกัปปะระ” (ศอก) เล็กน้อยก่อนหักเป็นมุมฉากโดย “ฝ่าพระหัตถ์” (ฝ่ามือ) ประสานกันบน “พระเพลา” (ตัก) โดย “ซอกพระกัจฉะ” (รักแร้) ด้านขวาจะใหญ่กว่าด้านซ้ายส่วน “พระเพลา” (ตัก) เป็นเส้นนูนคล้ายก้านไม้ขีดในลักษณะนั่งสมาธิราบ ที่เว้าตรงกลางเล็กน้อยในลักษณะ “ฝ่าพระบาท” (ฝ่าเท้า) วางซ้อนทับกัน  
    
๕. “ฐาน” มีสามชั้นโดยฐานชั้นบนสุดเป็นเส้นตรงวิ่งขนานกับ “พระเพลา” (ตัก) ส่วนฐานชั้นที่สองลักษณะคล้ายฐานชั้นบนแต่ยาวกว่าเล็กน้อย และฐานชั้นล่างสุดเป็นแท่งหนาที่มีร่องตื้น ๆ ปลายตัดเฉียง และระหว่างกลางของ “พระเพลา” (ตัก) กับ “ฐานชั้นบน” พร้อม “ฐานชั้นกลาง” และ “ฐานชั้นล่าง” จะปรากฏมีเส้นแซมเฉกเช่น “พิมพ์ฐานแซม” อื่น ๆ.

'พุทธธัสสะ'

สายตรงคนนิยมพระ - เหรียญหลวงตามหาบัว  
http://www.nightsiam.com/forum/index.php?topic=1408.120
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 06, 2011, 09:19:58 PM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #26 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2011, 07:31:57 AM »


'พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์สังฆาฏิ



สำหรับ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์สังฆาฏิ” เป็นอีกหนึ่งพระสมเด็จจากสำนัก “วัดบางขุนพรหม” ที่นักสะสมนิยมสะสมกันเพราะถือเป็นพิมพ์ที่มี “เอกลักษณ์” โดดเด่นเฉพาะตัวจากที่เป็นพิมพ์มี “เส้นสังฆาฏิ” เป็นเส้นคู่ขนานปรากฏบน “พระอุระ” (อก) อย่างชัดเจนจึงเป็นที่มาของคำว่า “พิมพ์สังฆาฏิ” ที่มีการแบ่งแยกออกเป็น “๒ พิมพ์” คือ “พิมพ์สังฆาฏิมีพระกรรณ” (มีหู) และ “พิมพ์สังฆาฏิไม่มีพระกรรณ” (ไม่มีหู) ที่วันนี้ผู้เขียนขอนำ “พิมพ์มีพระกรรณ” (มีหู) มาชี้จุดสังเกตก่อนเนื่องจากเป็นพิมพ์ที่นักสะสมให้ความนิยมสะสมมากกว่า “พิมพ์ไม่มีพระกรรณ” (ไม่มีหู) โดยยึดถือหลักตรงองค์พระมี “พระกรรณ” (หู) นั่นเอง
   
ส่วนการชี้ “จุดสังเกต” ของพิมพ์สังฆาฏิวันนี้ผู้เขียนขอนำ “พิมพ์มีพระกรรณ” (มีหู) มาทำการชี้จุดสังเกตก่อนโดยนำองค์ที่ถือได้ว่ามีความงดงามระดับ “แชมป์” ของวงการเพราะเป็นองค์ที่ไม่ผ่านการใช้มาก่อน และเป็นองค์ที่สภาพมีความสมบูรณ์มากคือ ไม่หัก ไม่อุด และ ไม่ซ่อม เนื่องจากผู้ที่ครอบครองก็คือ “เสี่ยหนึง” ปรีดา อภิปุญญา ซึ่งเป็นนักสะสมไฮโซของวงการที่มีพระตระกูล “สมเด็จ” รูปทรงชิ้นฟักทั้งของสำนัก “วัดระฆัง” และสำนัก “วัดบางขุนพรหม” อยู่ในความครอบครองมากที่สุดอีกผู้หนึ่งนั่นเองส่วน “จุดสังเกต” มีดังต่อไปนี้
   

๑. “ขอบข้างทั้งสี่ด้าน” จะปรากฏเป็นเส้นนูนเรียวเล็กคล้ายกับเนื้อปลิ้นออกมา ซึ่งผู้รู้ระบุว่าเกิดจากการถอดออกจากแม่พิมพ์นั่นเองส่วน “เส้นซุ้มครอบแก้ว” ลักษณะเป็นเส้นเรียวเล็กที่หากสังเกตจะเห็นได้ว่าเส้นซุ้มทางด้านขวามือองค์พระ มีความหนากว่าด้านซ้ายเล็กน้อย
   
๒. “พระเกศ” (ผม) ลักษณะเป็นเส้นเรียวบางโดยปลาย “พระเกศ” (ผม) วิ่งทะลุขึ้นไปจดเส้นซุ้มอีกทั้งเส้น “พระเกศ” (ผม) จะมีลักษณะเป็นแบบแอ่นโค้งเล็กน้อยและเป็นแบบเส้นตรงทางด้าน “พระพักตร์” (หน้า) ลักษณะคล้ายผลมะตูมที่ค่อนข้างนูนหนาและปรากฏ “พระกรรณ” (หู) ที่คล้ายกับ “หูบายศรี” ที่อยู่ห่างจากพระพักตร์เล็กน้อยโดย “พระกรรณ” (หู) ด้านซ้ายองค์พระมีขนาดใหญ่กว่าด้านขวาเล็กน้อยเช่นกัน
     
๓. “พระอุระ” (อก) ลักษณะค่อนข้างอูมเล็กน้อยส่วน “ลำพระองค์” (ลำตัว) เป็นเส้นเรียวบางคมชัดพร้อมปรากฏ “เส้นสังฆาฏิ” อันเป็นที่มาของชื่อพิมพ์ที่ว่า “พิมพ์สังฆาฏิ” วิ่งขนานกันลงไปยัง “บั้นพระองค์” (เอว) จึงก่อให้เกิดเป็นร่องตรงกลาง
       
๔. “พระกร” (แขน) ทั้งสองข้างเป็นเส้นเรียวบางกางออกเล็กน้อยก่อนจะไปวางซ้อนกันบน “พระเพลา” (ตัก) และการวางซ้อนกันของพิมพ์นี้จะไม่ต่อเป็นเส้นเดียวกันและ “ซอกพระกร” (ซอกแขน) ด้านซ้ายจะกว้างกว่าด้านขวาเล็กน้อยทางด้าน “พระเพลา” (ตัก) ลักษณะเป็นเส้นยาวแอ่นกลางแต่พองามและหนาใหญ่กว่า “วงพระกร” (วงแขน) เล็กน้อย
   
๕. “ฐาน” ทั้งสามชั้นลักษณะยาวกว่า “พระเพลา”(ตัก) โดย “ฐานชั้นกลาง” มีลักษณะคล้ายฐานสิงห์ส่วนฐานชั้นล่างสุดเป็นแท่งหนาตรงกลางเป็นร่องเล็กน้อย.


'พุทธธัสสะ'
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #27 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 05:11:46 AM »


'พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์สังฆาฏิไม่มีพระกรรณ' (ไม่มีหู)

ดูภาพใหญ่คลิกที่ภาพ


เอกลักษณ์เฉพาะตัวของพระพิมพ์นี้ ส่วนใหญ่แล้วก็จะคล้ายกันกับพิมพ์ “มีพระกรรณ” (มีหู) แต่ก็ยังมีข้อปลีกย่อยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่หากจะก้าวสู่การเป็น “เซียนพระ” ที่ถ่องแท้และรู้จริงแล้วจะต้องไม่มองผ่านข้อปลีกย่อยเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยเด็ดขาดเนื่องจากปัจจุบัน “นักปลอมแปลงพระ” มีวิวัฒนาการ “การทำพระปลอม” ได้เหมือนจริงมากโดยวิธีอาศัย “สารเคมี” เข้าช่วย ทั้งนี้ก็เพราะหากทำพระปลอมได้ “ไม่เหมือนของแท้” แล้วก็ยากที่จะนำออกขายได้ฉะนั้นการศึกษาเพื่อแยกแยะ “พระแท้” และ “พระปลอม” ทุกเนื้อทุกพิมพ์และทุกตระกูลให้ออกจากกันได้ จะต้องอาศัย “ข้อสังเกต” สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ประกอบกันไปด้วยจึงจะได้ชื่อเป็น “เซียนพระ” ได้โดยสมบูรณ์
   
โดยเฉพาะพระในตระกูล “พระสมเด็จ” ทั้งจากสำนัก “วัดระฆัง” และ “วัดบางขุนพรหม” นักปลอมแปลงพระยิ่งมีความพยายามที่จะทำปลอมออกมาให้เหมือน “ของแท้” เนื่องจากมีราคาสูงที่สุดในขบวนพระเครื่องด้วยกันนั่นเองส่วนทางด้านจุดสังเกตของ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์สังฆาฏิไม่มีพระกรรณ” (ไม่มีหู) มีดังนี้
 
   
๑. “เส้นขอบข้าง” ทั้งสี่ด้านยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของ “พระสมเด็จทรงชิ้นฟัก” ทั้งจากสำนัก “วัดระฆัง” และ “วัดบางขุนพรหม” คือจะปรากฏ “เส้นนูน” บนขอบข้างทั้งสี่ด้านอันเกิดจากการถอดออกจากแม่พิมพ์ขณะที่ “เส้นซุ้มครอบแก้ว” ก็มีลักษณะเป็นแบบหวายผ่าซีกเพียงแต่เป็นหวายผ่าซีกขนาดเล็ก และมีทั้งโย้ไปทางด้านซ้ายและด้านขวาองค์พระ ในลักษณะจะใช้จุดสังเกตจุดนี้เป็นบรรทัดฐานว่าต้อง “โย้” ไปด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้
   
๒. “พระเกศ” (ผม) เป็นเส้นเรียวเล็กวิ่งไปจรดเส้นซุ้มที่มีทั้งแบบเป็น “เส้นตรง” และ “เอียงไปทางด้านซ้ายองค์พระ” ทางด้าน “พระพักตร์” มีลักษณะคล้ายผลมะตูมที่มีลักษณะเป็นผลค่อนข้างยาวกว่าพิมพ์อื่น ๆ และไม่ปรากฏ “พระกรรณ” (หู) จึงเป็นที่มาของชื่อพิมพ์ที่ว่า “ไม่มีพระ
กรรณ” (ไม่มีหู)
   
๓. “พระอุระ” (อก) ปรากฏเส้น “สังฆาฏิ” ที่ชัดคมลึกวิ่งขนานเป็นเส้นคู่ลงไปยัง “ลำพระองค์” (ลำตัว) และไปสิ้นสุดบน “พระหัตถ์” (มือ) ที่ประสานกันในลักษณะนั่งสมาธิบน “พระเพลา” (ตัก) ขณะที่ “พระกร” ทั้งสองข้างวาดโค้งตั้งแต่ “พระอังสา” (ไหล่) ในลักษณะของวงกลมลงไปถึง “พระเพลา” (ตัก)
   
๔.“พระเพลา” (ตัก) ด้านขวาเป็นเส้นยาวเรียวคมชัด ส่วนด้านซ้ายยกสูงกว่าเล็กน้อย ตรงกลางแอ่นนิด ๆ  ที่มองดูแล้วมีลักษณะคล้ายเรือพาย
   
๕.“ฐานมี ๓ ชั้น” โดย “ฐานชั้นบนสุด” เป็นเส้นเรียวยาวและแอ่นกลางเล็กน้อย “ฐานชั้นที่สอง” มีลักษณะคล้ายกับฐานชั้นบนและไม่เป็นฐานสิงห์ “ฐานชั้นที่สาม” เป็นแท่งหนาใหญ่และมีทั้งแบบเป็น “แท่งตัน” และแบบ “เป็นร่อง”
   
๖. จุดสังเกตอีกประการ ของพระพิมพ์นี้คือจะปรากฏทั้ง “เส้นแซม” และ “ไม่ปรากฏเส้นแซม” ระหว่างใต้ “พระเพลา” (ตัก) กับ “ฐานชั้นบน” นอกจากนี้องค์พระส่วนใหญ่ของพระพิมพ์นี้จะไม่ค่อยเรียบร้อยคือ หลาย ๆ องค์มีลักษณะที่คดงอไม่เรียบเป็นเส้นตรง ที่ผู้เขียนเข้าใจว่าเกิดจากนายช่างที่ทำการพิมพ์พระ ที่หลังจากพิมพ์พระเสร็จและถอดออกจากแม่พิมพ์แล้ว จะใช้นิ้วหยิบไปตากให้องค์พระแห้ง ซึ่งบางคนหยิบจับแรงไปจึงทำให้ขอบข้างคดงอไปตามแรงที่หยิบจับนั่นเอง.

'พุทธธัสสะ'
..
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #28 เมื่อ: มีนาคม 19, 2011, 02:19:09 AM »


พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์อกครุฑ



“พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์อกครุฑ” เป็นอีกหนึ่งใน ๙ พิมพ์มาตรฐาน ของพระสมเด็จแห่งสำนัก “วัดบางขุนพรหม” ที่สร้างขึ้นด้วย “เนื้อผง” และได้รับความนิยมตามแบบฉบับของพระสมเด็จที่มีรูปทรงแบบ “ชิ้นฟัก” ที่จัดสร้างขึ้นโดย “เสมียนตรา
ด้วง” ผู้เป็นต้นตระกูล “ธนโกเศศ” โดยนิมนต์ “สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี” ขณะยังครอง “วัดระฆัง” เป็นประธานทั้งการสร้างและปลุกเสกเพื่อบรรจุไว้ในเจดีย์ “วัดบางขุนพรหม” (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นวัดใหม่อมตรส) ที่ “เสมียนตราด้วง” ทำการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๔-๕ และเป็นอีกพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมที่มีรูปทรงเป็น “เอกลักษณ์” เพราะมีความแตกต่างจากพิมพ์อื่น ๆ อย่างชัดเจนคือมีรูปทรงที่ค่อนข้างล่ำหนาบึกบึนกว่าพิมพ์อื่น ๆ และสามารถแบ่งออกเป็น ๓ แม่พิมพ์ คือ “อกครุฑใหญ่-อกครุฑกลาง-อกครุฑเล็ก”
     

ฉะนั้นการชี้จุดสังเกต “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์อกครุฑ” ประจำฉบับวันนี้จึงขอนำ “พิมพ์อกครุฑใหญ่” มานำเสนอก่อนเพราะเป็นพิมพ์ที่บรรดานักสะสมให้ค่านิยมสูงกว่านั่นเอง
   
๑.    “ขอบข้าง” ทั้งสี่ด้านยังมีเอกลักษณ์ของพระสมเด็จคือเป็น เส้นนูนเรียวบาง ที่ผู้รู้ระบุว่าเกิดจากการถอดออกจากแม่พิมพ์ ส่วน “เส้นซุ้มครอบแก้ว” มีความแตกต่างจากพิมพ์อื่นคือ มีลักษณะเป็นเส้นเล็กเรียวบาง และเอียงไปทางด้านซ้ายองค์พระ
   
๒.    “พระเกศ” (ผม) เป็นเส้นยาวที่ลักษณะของโคนพระเกศจะอวบหนา ส่วนปลายพระเกศจะเรียวแหลมไปจดเส้นซุ้ม ทางด้าน “พระพักตร์” (หน้า) ลักษณะเป็นรูปทรงกลมใหญ่หนาคล้ายกับบาตรพระ จึงเป็นที่มาของการเรียกชื่อพิมพ์ที่ว่า “อกครุฑเศียรบาตร” นั่นเอง
   
๓.    “พระกรรณ” (หู) ลักษณะคล้ายกับพระกรรณพระพุทธรูปเพราะค่อนข้างชิดกับพระพักตร์ และส่วนปลายของพระกรรณจะเฉียงออกไปทางด้านข้างเล็กน้อย ส่วน “พระอุระ” (อก) นูนหนาบึกบึน ขณะที่ “บั้นพระองค์” (บั้นเอว) เรียวเล็กจึงทำให้มีลักษณะเป็นรูป “ตัววี” ของภาษาอังกฤษ
       
๔. “เส้นสังฆาฏิ” พาดเฉียงจาก “พระอังสาซ้าย” (บ่าซ้าย) ลงไปถึง “ฝ่าพระหัตถ์” (ฝ่ามือ) และส่วนปลาย ของเส้นสังฆาฏิเป็นเส้นแหลมที่รับกับ “พระอุระ” (อก) จึงทำให้มีลักษณะเหมือน “ปากครุฑ” จึงเป็นที่มาของชื่อพิมพ์ที่ว่า “อกครุฑ” นั่นเอง
   
๕. “พระกร” (แขน) ทั้งสองข้างตั้งแต่บริเวณ “พระอังสา” (บ่า) กางออกในลักษณะด้านซ้ายยกสูงกว่าด้านขวา แล้วมีการ “หักพระกัประ” (หักศอก) จึงทำให้ “ซอกพระกัจฉะ” (ซอกรักแร้) ด้านขวามีพื้นที่กว้างกว่าด้านซ้าย ขณะที่ “ฝ่าพระหัตถ์” (ฝ่ามือ) ที่ประสานกันในท่านั่งสมาธิลักษณะเป็นเส้นเล็กเรียวบาง
   
๖.    “พระเพลา” (ตัก) ลักษณะนูนหนาใหญ่ และ “พระชานุ” (เข่า) ทั้งสองข้างยกสูงขึ้น ส่วน “ฐาน” มีสามชั้น และแต่ละชั้นจะเป็นเส้นนูนหนาใหญ่คล้ายไม้หมอนรถไฟ.
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #29 เมื่อ: เมษายน 02, 2011, 05:20:33 AM »


พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์อกครุฑเล็ก



ผ่านไปอีกพิมพ์การชี้จุดสังเกต “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์อกครุฑกลาง” ฉบับนี้จึงถึงคิวการชี้จุดสังเกตของ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์อกครุฑเล็ก” ซึ่งเป็นพิมพ์สุดท้ายของ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์อกครุฑ” ที่ “สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี” เป็นประธานในการสร้างและปลุกเสกในช่วงระหว่างปี พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๑๕ ขณะครอง “วัดระฆัง” ตามคำอาราธนาของ “เสมียนตราด้วง” ที่จัดสร้างเมื่อครั้งบูรณะ “วัดบางขุนพรหม” ครั้งใหญ่ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นวัดใหม่อมตรส) เพื่อบรรจุไว้ใน “เจดีย์องค์ใหญ่” ของ “วัดบางขุนพรหม” ตามคติความเชื่อของการสืบทอดพระพุทธศาสนา
   
สำหรับ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์อกครุฑเล็ก” นี้ลักษณะโดยรวมแล้วจะแตกต่างจาก “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์อกครุฑใหญ่” และ “อกครุฑกลาง” มากมายหลายรายละเอียดเพราะ “นายช่าง” ที่สร้างสรรค์แม่พิมพ์เป็นคนละคนกับ “พิมพ์อกครุฑใหญ่” และ “พิมพ์อกครุฑเล็ก” ดังนั้นรายละเอียดต่าง ๆ จึงแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดอีกทั้ง “พิมพ์อกครุฑเล็ก” นี้ก็ไม่ค่อยพบเห็นบ่อยนักคงเป็นเพราะ “ความสวยงาม” สู้สองพิมพ์แรกไม่ได้จึงทำการสร้างออกมาน้อยองค์ (ความเห็นของผู้เขียนเอง) ประกอบกับค่านิยมก็ต่ำกว่าสองพิมพ์แรกโดยรายละเอียดของ “พิมพ์อกครุฑเล็ก” มีดังนี้
   

๑.    “ขอบข้าง” ทั้งสี่ด้านยังคงเอกลักษณ์ “พระสมเด็จ” คือปรากฏเส้นนูนแผ่ว ๆ (ในองค์ที่พิมพ์ติดชัด) เฉกเช่น “พระสมเด็จ” พิมพ์อื่น ๆ ทั้งของ “วัดระฆัง” และ “วัดบางขุนพรหม” ทุกประการ ส่วน “เส้นซุ้มครอบแก้ว” ลักษณะเป็นเส้นกลมแบบหวายผ่าซีกแต่มีขนาดเล็ก และไม่ค่อยเรียบร้อยคือเส้นซุ้มจะโย้ไปมาจึงทำให้ขาดความสวยงาม
   
๒.    “พระเกศ” (ผม) มีลักษณะแบบทรงกรวยคือ “โคนใหญ่ปลายแหลม” อีกทั้งพิมพ์นี้ปลายพระเกศจะไม่จรดเส้นซุ้ม ส่วน “พระพักตร์” (หน้า) มีลักษณะเป็น
กลมนูนโดยไม่ปรากฏ “พระเนตร” (ตา) “พระนาสิก” (จมูก) และ “พระโอษฐ์” (ปาก) เฉกเช่นพิมพ์อกครุฑกลาง
   
๓.    “พระกรรณ” (หู) ลักษณะปลายแหลมและแนบกับ “พระพักตร์” โดยปลายพระกรรณด้านบนอยู่ในลักษณะเฉียงออกด้านข้างเล็กน้อยอีกทั้งด้านซ้ายจะติดชัดกว่าด้านขวา ส่วน “พระอังสา” (ไหล่) นูนหนาเป็นเส้นตรงจึงทำให้ “พระกัจจะ” (รักแร้) เป็นซอกลึกปลายแหลม
   
๔.    “พระอุระ” (อก) ที่ต่อเนื่องกับ “ลำพระองค์” (ลำตัว) ลักษณะเป็นรูปตัววีโดยในองค์ที่ติดชัดจะปรากฏ “เส้นสังฆาฏิ” พาดจาก “พระอังสาซ้าย” (ไหล่ซ้าย) ลงไปยัง “พระอุทร” (ท้อง) ที่ค่อนข้างนูนจรด “ฝ่าพระหัตถ์” (ฝ่ามือ) 
       
๕. “พระพาหา” (แขน) ด้านขวาล่ำหนาใหญ่กว่าด้านซ้ายในลักษณะกางออกก่อนจะ “หักพระกัปปะระ” (หักศอก) ทั้งสองข้าง ส่วน “พระกร” (มือ) ประสานกันในท่านั่งสมาธิและ “พระเพลา” (ตัก) ลักษณะนูนหนาใหญ่และปลาย “พระชานุ” ด้านซ้ายยกสูงทั้งสองข้าง
         
๖. “ฐาน” สามชั้นโดย “ฐานชั้นบน” เป็นแท่งนูนหนาใหญ่ปลายทั้งสองข้างยกสูงแบบหัวเรือ ขอบข้างด้านบนปรากฏเส้นนูนเรียวเล็กยาวตลอดแนว จึงทำให้กลางฐานเป็นร่องยาวตลอดแนวเช่นกันขณะที่ “ฐานชั้นกลาง” ลักษณะเป็นสันนูนที่มีขนาดเล็กกว่าฐานชั้นบน แต่ยาวกว่าและปลายทั้งสองข้างยาวไปจรดเส้นซุ้ม ส่วน “ฐานชั้นล่าง” เป็นแท่งหนาใหญ่กว่าทุกชั้นและมีขนาดยาวเท่ากับฐานชั้นที่สอง โดยขอบบนและล่างปรากฏเส้นนูนเล็กยาวตลอดแนวและปลายฐานทั้งสองข้างจรดเส้นซุ้มเช่นกัน (ภาพประกอบจากหนังสือพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม โดย สมศักดิ์ สกุนตนาฏ).

ที่มา เดลินิวส์
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 9
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: