ดูพระ

<< < (9/26) > >>

มาดามเฟ:

'พระวัดพลับพิมพ์สมาธิเล็ก-พิมพ์สมาธิเข่ากว้างเล็ก



“พระวัดพลับพิมพ์สมาธิเล็ก” หรือ “พิมพ์สมาธิเข่ากว้างเล็ก” รวมทั้ง “พิมพ์พุงป่องเล็ก” พร้อม “พิมพ์ตุ๊กตาเล็ก” นี้จัดเป็นอีก ๔ พิมพ์ที่พุทธลักษณะจะคล้ายกันมากจึงทำให้นักสะสมบางคนเรียกเป็น “พิมพ์พุงป่องเล็ก” หรือบางคนเรียก “พิมพ์ตุ๊กตาเล็ก” ไปเลยก็มีเนื่องจากองค์พระมีขนาดเล็กพอๆ กันรวมทั้งรายละเอียดขององค์พระก็คล้ายคลึงกันจนยากที่จะแยกแยะว่า พิมพ์ใดเป็นพิมพ์ใดทั้งนี้คงเป็นเพราะช่างแกะแม่พิมพ์มีการผสมผสานระหว่าง “พิมพ์พุงป่องเล็ก” และ “พิมพ์ตุ๊กตาเล็ก” ที่พอจะอธิบายได้คือช่วงบนขององค์พระมีลักษณะที่คล้ายกับ “พิมพ์พุงป่องเล็ก” ส่วนช่วงล่างตั้งแต่ “พระเพลา” (เข่า) ลงมาจะมีส่วนที่คล้ายกับ “ตุ๊กตาเล็ก” ประกอบกับองค์พระมีขนาดเล็กประมาณปลายนิ้วก้อยเท่านั้น ด้วยเหตุนี้นักสะสมจึงเรียกไปตามลักษณะองค์พระที่ตัวเองเข้าใจ

แต่แม้จะเป็นพิมพ์ไหนค่านิยมในการสะสมก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย นักสะสมจึงเรียกไปตามที่ตัวเองเข้าใจซึ่งนักสะสมส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้ติดค้างหรือคาใจว่าจะต้องเป็นพิมพ์นั้นพิมพ์นี้อีกด้วย ก็เพราะรายละเอียดของพระทั้ง ๔ พิมพ์นี้คล้ายกันนั่นเอง ผู้เขียนจึงขอย้ำว่าจะเป็นพิมพ์ไหนก็ตามขอให้เป็น “พระแท้” นักสะสมทั่วไปล้วนให้ความนิยมพอกันเพราะสร้างขึ้นโดย “สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่๔” แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่ชาวบ้านในยุคนั้นเรียกท่านว่า “สุก ไก่เถื่อน” เนื่องจากเข้มขลังทางด้าน “เมตตามหานิยม” สามารถเรียกไก่ป่าให้เชื่องได้ส่วนรายละเอียดการชี้จุดสังเกตมีดังนี้

๑. “พระเกศ” (ผม) ลักษณะก็คล้ายกับ “พิมพ์สมาธิใหญ่” คือมีลักษณะคล้ายกับคนสวมชฎาจึงทำให้ปลายพระเกศเป็นรูปทรงกรวยส่วน “พระพักตร์” (หน้า) ลักษณะเป็นแบบกลมยาวรีที่เรียกว่ารูปไข่หรือผลมะตูม

๒. “พระกรรณ” (หู) ทั้งสองข้างค่อนข้างหนาใหญ่แนบกับพระพักตร์ และปลายพระกรรณทั้งสองข้างเฉียงออกเล็กน้อย และเว้นช่องระหว่างปลายพระกรรณกับพระอังสา

๓. “พระอังสา” (ไหล่) ลักษณะเป็นรูปโค้งมนรับกับ “พระอุระ” (อก) ที่นูนสูงซึ่งคล้ายกับพิมพ์พุงป่องใหญ่อย่างเห็นได้ชัด

๔. “พระพาหา” (แขน) ช่วงบนลักษณะเล็กลีบทั้งสองข้างส่วน “พระพาหุ” (ปลายแขน) และ “พระกร” (มือ) ที่ประสานกันในท่าสมาธิจะนูนหนากว่าช่วงบน

๕. “พระเพลา” (ตัก) หนาใหญ่ (คล้ายกับพิมพ์สมาธิใหญ่) และกว้าง (คล้ายกับพิมพ์สมาธิเข่ากว้าง)       

'พุทธธัสสะ'
ที่มา เดลินิวส์

มาดามเฟ:

พระวัดพลับ พิมพ์ปิดตาใหญ่
 


พระวัดพลับพิมพ์ปิดตา” หรือ “พระปิดตาวัดพลับ” เท่าที่นักสะสมยุคเก่านิยมสะสมมี “๒ ขนาด” คือ “พิมพ์ใหญ่” และ “พิมพ์เล็ก” ส่วนจำนวนการสร้างนั้นมีน้อยกว่าพิมพ์ยอดนิยมอื่น ๆ จะเป็นด้วยเหตุใดนั้นนักสะสมยุคเก่าไม่ได้ระบุไว้ ผู้เขียนจึงขอผ่านกับการวิเคราะห์เนื่องจากพบเห็นน้อยจริง ๆ ส่วนทางด้านพุทธลักษณะขององค์พระก็เป็น “พระปิดตา” ที่อยู่ในท่านั่ง “สมาธิขัดราบ” เพียงแต่ยกสองมือขึ้นปิดหน้าไว้เฉกเช่นพระปิดตาตระกูลอื่น ๆ ทางด้านปีกองค์พระหรือขอบองค์พระนั้นก็มีทั้งใหญ่และเล็ก หรือบางองค์ก็โย้ไปข้างใดข้างหนึ่ง และบางองค์ก็ตัดขอบชิดจนทำให้มีลักษณะของ พระสามเหลี่ยมแบบพระ “นางพญา” ไปเลยก็มีเช่นกันจึงไม่มีอะไรตายตัวที่จะยึดถือเป็นแม่แบบไม่ได้

สำหรับค่านิยมแล้วในองค์ที่สภาพสวยสมบูรณ์ราคาจะสูงมาก เนื่องจากเป็นพิมพ์ที่พบเห็นน้อยอีกทั้งนักสะสมส่วนใหญ่จะหวงมาก เพราะเชื่อถือกันว่าผู้ใดมีครอบครองและอาราธนาบูชาเป็นประจำ จะทำให้มีเมตตามหานิยมเป็นที่ชื่นชอบต่อผู้พบเห็น ด้วยเหตุนี้ในสมัยก่อนบรรดาพ่อค้าแม่ค้าจะนิยมอาราธนาห้อยคอ เพราะเชื่อว่าจะทำมาค้าขายดีนั่นเองซึ่งฉบับนี้ผู้เขียนขอนำภาพ “พิมพ์ปิดตาใหญ่” ที่ขนาดองค์พระ กว้างประมาณ ๑.๘ ซม. และ สูงประมาณ ๑.๓ ซม. ที่จัดเป็นองค์ที่สภาพสมบูรณ์อีกองค์ในขบวน “พิมพ์ใหญ่” มาชี้จุดสังเกตดังนี้

๑. ไม่ปรากฏ “พระเกศ” (ผม) ขณะที่ “พระเศียร” (ศีรษะ) และ “พระกรรณ” (หู) แนบชิดติดเป็นเนื้อเดียวกัน
๒. “พระกรรณ” (หู) ทั้งสองข้างมีลักษณะทแยงออกด้านข้าง ที่ดูแล้วคล้ายกับเป็นติ่งแหลมยื่นออกมา และปลายพระกรรณทั้งสองข้างยาวจรด “พระอังสา” (ไหล่)
๓. “พระพักตร์” (หน้า) ถูกปิดด้วย “พระ หัตถ์” (มือ) จนดูนูนสูงออกมาส่วน “พระกัปปะระ” (ศอก) ทั้งสองข้างเป็นลำนูนหนาและเฉียงออกด้านข้าง ในลักษณะที่คล้ายกับคนกางแขนเล็กน้อย
๔. “พระอุทร” (ท้อง) แบนราบ
๕.“พระ ชงฆ์” (แข้ง) ที่อยู่ในท่านั่งสมาธิขัดราบด้านขวาทับด้านซ้าย เป็นแนวตรงนูนหนาและกว้างกว่าพระกัปปะระที่เฉียงออกอย่างเห็นได้ชัด.
พุทธธัสสะ

มาดามเฟ:

พระวัดพลับเนื้อชินตะกั่ว” และ “พระวัดพลับกรุวัดโค่ง จ.อุทัยธานี



สำหรับ “พระวัดพลับพิมพ์ปิดตาเล็ก” นั้นเนื่องจากพุทธลักษณะขององค์พระส่วนใหญ่จะคล้ายกับ “พระวัดพลับพิมพ์ปิดตาใหญ่” คือเป็นองค์พระปฏิมากรยก “พระกร” (มือ) ขึ้นปิดตาไว้ทั้งสองข้างซึ่งตามความเชื่อของนักสะสมยุคเก่าระบุว่าพุทธคุณดีเด่นทาง “โชคลาภ” และ “เมตตามหานิยม” แต่เนื่องจาก “พิมพ์ปิดตา” ทั้งใหญ่และเล็กค่อนข้างมีน้อยอีกทั้งผู้ที่มีส่วนใหญ่จะหวงกัน ปัจจุบันจึงไม่ค่อยพบเห็นในสนามพระผู้เขียนจึงขอผ่านเลยการ “ชี้จุดสังเกต” ของพิมพ์นี้ไปด้วยเหตุผลข้างต้นคือพุทธลักษณะขององค์พระจะคล้ายกับ “พิมพ์ปิดตาใหญ่” จะแตกต่างกันก็เพียง “ขนาด” คือ “ใหญ่” กับ “เล็ก” เท่านั้น

ดังนั้นวันนี้จึงขอพูดถึง “พระวัดพลับกรุวัดโค่ง จ.อุทัยธานี” เนื่องจากพระทั้งสองกรุนี้มีความ “เหมือนกัน” ทุกประการไม่ว่าจะเป็น “เนื้อ” หรือ “พิมพ์” รวมทั้ง “ขนาด” จะเหมือนกันหมดทั้งนี้เพราะในสมัยก่อนคงมีการนำ “พระวัดพลับ” ไปบรรจุกรุไว้ที่ “วัดโค่ง” ซึ่งต่อมา กรุพระที่วัดโค่งแตก จึงมีการพบเห็น “พระเครื่อง” จำนวนหนึ่งที่มีพุทธลักษณะคล้ายกับ “พระวัดพลับ” นักสะสมจึงเรียกว่า “พระวัดพลับกรุวัดโค่ง” ซึ่งแรก ๆ วงการยังไม่ยอมรับกันเท่าไรนักจนเมื่อมีการพิสูจน์แล้วว่าเป็นพระที่สร้างขึ้นโดย “สมเด็จพระสังฆราชสุก ไก่เถื่อน” เนื่องจาก “เนื้อ-พิมพ์-ขนาด” มีความเหมือนกันทุกประการนั่นเองนอกจากมีการพบ “พระวัดพลับ” แตกกรุที่ “วัดโค่ง จ.อุทัยธานี” แล้วยังมีการพบเห็น “พระวัดพลับเนื้อชินตะกั่ว” ที่กรุวัดพลับอีกด้วยแต่พบเห็นน้อยมากจึงขาดความนิยมไป

ทางด้าน “ของปลอม” ของพระวัดพลับนั้นขอเรียนว่า “มีมานานแล้ว” แถมมีมากกว่า “ของแท้” อีกด้วยเนื่องจากการสร้าง “แม่พิมพ์” ของ “พระวัดพลับ” ไม่ค่อยวิจิตรพิสดารอะไรนักรวมทั้งจุดตำหนิเคล็ดลับต่าง ๆ ก็ไม่มีอีกทั้งเนื้อพระก็เป็น “เนื้อผงขาว” ธรรมดาจึงง่ายต่อการปลอมแปลงแต่ไม่ว่าจะอย่างไร “ศาสตร์ของพระเครื่อง” ก็มีกฎตายตัวอยู่แล้วนั่นคือ “ของปลอม” ก็คือ “ของปลอม” เช่นกันกับ “ของแท้” ก็คือ “ของแท้” หากทำการศึกษาให้ “ถ่องแท้” และ “ถี่ถ้วน” แล้วย่อมสามารถแยกแยะ “ของปลอม” กับ “ของแท้” ได้เช่นกันฉะนั้นหากจะหา “พระวัดพลับ” ที่มีอายุมากกว่า “พระสมเด็จวัดระฆัง” และ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม” รวมทั้งผู้สร้างก็คือ “พระอาจารย์” ของผู้สร้าง “พระสมเด็จวัดระฆัง” และ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม” ซึ่งก็คือ “สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี” มาบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลแล้ว ต้องใช้วิจารณญาณให้ดีหรือหากไม่สันทัดนักก็ปรึกษา “ผู้รู้” จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของ “นักขายของปลอม” ที่ปัจจุบันในวงการพระมีมากเสียด้วย

สุดท้ายนี้จึงขอจบการชี้จุดสังเกตของ “พระวัดพลับ” แต่เพียงเท่านี้และก่อนจบใคร่ขอนำ “พระคาถา” สำหรับอาราธนา “พระวัดพลับ” เพื่อเสริมให้มีพุทธคุณเด่นชัดมากขึ้นโดย “พระคาถา” มีดังนี้

“เวทาสากุ กุสาทาเว ทายะสาตะ ตะสายะทา สาสาทิกุ กุทิสาสา กุตะกุภู ภูกุตะกุ” (ก่อนอาราธนาให้ตั้งนะโม 3 จบ).
พุทธธัสสะ

มาดามเฟ:



พระสมเด็จวัดเกศไชโย



“พระสมเด็จวัดเกศไชโย” นับเป็นอีก “พระสมเด็จ” ที่วงการพระเครื่องยอมรับว่าสร้างขึ้นโดย “สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี” อดีตเจ้าอาวาส “วัดระฆัง” ผู้เป็น “อมตะเถระ” แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อปีใดไม่มีหลักฐานแน่ชัดแต่ที่ “ยอมรับ” ก็เพราะมีปรากฏใน “จดหมายเหตุ” (คัดลอกจากหนังสือเบญจภาคีโดย วิวัฒน์ อุดมกัลยารักษ์) เมื่อครั้ง “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสมณฑลอยุธยา ปี พ.ศ. ๒๔๑๖ ครั้งนั้นได้เสด็จฯ ทอดพระเนตร “พระพุทธรูปองค์ใหญ่” ปางประทับนั่งที่ “สมเด็จโต” สร้างขึ้นด้วยการก่ออิฐถือปูนขาวประดิษฐานอยู่ ณ วัดไชโยวรวิหาร ครั้นทอดพระเนตรแล้วทรงมีพระราชดำรัสว่า “...พระใหญ่ที่สมเด็จโตสร้างนี้ หน้าตารูปร่างไม่งามเลย ดูที่หน้าวัดปากเหมือนสมเด็จโตไม่มีผิด ถือปูนขาวไม่ได้ปิดทอง ทำนองท่านไม่คิดจะปิดทอง...”
 
ซึ่งหลังจากทรงทอดพระเนตรแล้วต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๓๐ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ “พระยารัตนบดินทร์” (บุญรอด) เป็นแม่กองงานปฏิสังขรณ์วัดไชโยฯ ขึ้นใหม่ซึ่งการปฏิสังขรณ์ครั้งนั้นได้มีการสร้าง “พระวิหาร” เพื่อครอบพระพุทธรูปองค์ใหญ่ไม่ให้ตากแดดตากฝนอีกด้วย ซึ่งการก่อสร้างพระวิหารต้องมีการ กระทุ้งดินเพื่อฝังรากฐาน (เสาเข็ม) ให้มั่นคงแข็งแรงเป็นเหตุให้พระพุทธรูปองค์ใหญ่ สั่นสะเทือนและพังทลายลงจึงได้พบพระพิมพ์เนื้อผงขาวรูปทรง “สี่เหลี่ยมผืนผ้า” จำนวนมากถูกบรรจุไว้ในองค์พระพุทธรูปโดยพระพิมพ์ที่พบนี้ก็คือ “พระสมเด็จวัดเกศไชโย” ที่ “สมเด็จโต” สร้างขึ้นขณะเป็นเจ้าอาวาสครอง “วัดระฆังโฆษิตาราม” และได้ไปสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่พังทลายลงซึ่งต่อมา “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใหม่ด้วยเนื้อโลหะพร้อมทรงถวายพระนามว่า “พระมหาพุทธพิมพ์” มาตราบปัจจุบัน
 
ส่วนมูลเหตุที่ “สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี” ไปทำการสร้าง “วัดไชโยฯ” และ “พระพุทธรูปองค์ใหญ่” พร้อมสร้าง “พระสมเด็จวัดเกศไชโย” บรรจุไว้นั้นตามบันทึกของ “พระยาทิพโกษา” (สอน โลหะนันทน์) และ “นายกนก สัชฌุกร” ที่บันทึกจากการบอกเล่าของ “พระธรรมถาวร จันทโชติ” เมื่อครั้งยังเป็น “สามเณร” ที่ทำการช่วย “สมเด็จโต” ตำผงสำหรับสร้างพระก็เพื่อนอกจากเป็นพุทธบูชาแด่ มารดา ของท่านที่ชื่อ “เกศ” แล้วยังเพื่อเป็นอนุสรณ์จากกรณีที่ท่านไปเติบโตและ “นั่ง” ได้ที่ จังหวัดอ่างทอง นั่นเอง
 
ทางด้านพุทธลักษณะของ “พระสมเด็จวัดเกศไชโย” ส่วนใหญ่จะคล้ายกับ “พระสมเด็จวัดระฆัง” และ “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม” คือมีรูปทรงแบบ “สี่เหลี่ยมผืนผ้า” และสร้างด้วย “เนื้อผงปูนขาว” เป็นมวลสารหลักจะผิดแผกแตกต่างกันก็ตรง “พิมพ์ทรง” คือ “พระสมเด็จวัดเกศไชโย” มีทั้งพิมพ์ “๗ ชั้น, ๖ ชั้น, ๕ ชั้น” และ “๓ ชั้น” ซึ่งในอดีตนักสะสมจะให้ความนิยมเฉพาะ “พิมพ์ ๗ ชั้น” และ “พิมพ์ ๖ ชั้น” เท่านั้นเนื่องจากในอดีต “พิมพ์ ๕ ชั้น” และ “พิมพ์ ๓ ชั้น” ยังไม่เป็นที่ยอมรับจึงเรียกว่า “พระนอกพิมพ์” แต่ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นพิมพ์ไหนนักสะสมก็นิยมกันแล้วซึ่งฉบับวันเสาร์หน้าจะนำ “พิมพ์ ๗ ชั้น” ซึ่งเป็นพิมพ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดมา “ชี้จุดสังเกต” เพื่อการเรียนรู้ให้ถ่องแท้เนื่องจากปัจจุบันองค์ใดที่มีความสวยสมบูรณ์แล้วค่านิยมล้วนทะลุหลักล้านเช่นกัน.(ภาพประกอบจากหนังสือเบญจภาคี)

พุทธธัสสะ

มาดามเฟ:

พระสมเด็จเกศไชโยพิมพ์ ๗ ชั้น



ความเป็นมาของ “พระสมเด็จเกศไชโย” ผู้เขียนก็ได้อธิบายไปแล้วเมื่อฉบับวันเสาร์ที่ผ่าน วันนี้จึงขอนำท่านผู้อ่านพบกับการชี้จุดสังเกตกันเลย เพื่อจะได้ทราบพิมพ์ไหนมีข้อสังเกตที่ควรรู้เช่นไรบ้าง และก่อนจะชี้จุดสังเกตผู้เขียนขอเรียนว่า “พระสมเด็จเกศไชโย” มีการสร้างขึ้นถึง ๒ ครั้ง ดังนี้ ครั้งแรก สร้างขึ้นหลังจาก “สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี” สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่เสร็จแล้วจึงสร้าง “พระพิมพ์สมเด็จเกศไชโย” ด้วยเนื้อผงขาวรูปทรง “สี่เหลี่ยมผืนผ้ายกกรอบกระจก” ที่มีทั้งพิมพ์ “๗ ชั้น ๖ ชั้น ๓ ชั้น” โดยสร้างขึ้นที่วัดระฆังแล้วนำไปบรรจุไว้ในองค์พระพุทธรูปองค์ใหญ่จำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์ เพื่อเป็นพุทธบูชาตามคตินิยมโบราณกาลเวลาผ่านไปประมาณ ๑๐ ปี “พระพุทธรูปองค์ใหญ่” ที่ประดิษฐานอยู่กลางแจ้งจึงตากแดดตากฝนนานนับสิบปี ประกอบกับการก่อสร้างไม่แข็งแรงได้พังทลายลงจึงพบเห็น “พระพิมพ์สมเด็จ” ชาวบ้านที่แห่มาดูจึงหยิบฉวยเอาไปบูชาจำนวนมากครั้น “สมเด็จโต” ทราบเรื่องจึงสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ขึ้นใหม่อีกพร้อมกับสร้าง “พระพิมพ์สมเด็จ” เพิ่มเติมเพื่อนำไปบรรจุไว้ในองค์พระพุทธรูปองค์ใหญ่ เหมือนครั้งแรกเนื่องจากพระพิมพ์ที่เหลือมีไม่ครบ ๘๔,๐๐๐องค์ และอาจจะด้วยมีเวลาที่จำกัดการสร้างพระพิมพ์ขึ้นใหม่นี้ก็ยังไม่ครบจำนวนจึงนำ “พระสมเด็จวัดระฆัง” จำนวนหนึ่งไปร่วมบรรจุไว้ด้วยเพื่อให้ครบตามจำนวนดังนั้น “เนื้อ” ของ “พระสมเด็จวัดเกศไชโย” จึงมีทั้ง “เนื้อละเอียด-เนื้อแกร่ง” และ “เนื้อน้ำมัน” (ผสมน้ำมันตังอิ้วมาก) ซึ่งวันนี้ขอชี้จุดสังเกต “พิมพ์ ๗ ชั้น” ซึ่งเป็นพิมพ์นิยมสูงสุดเป็นประเดิม
 
๑.    “กรอบกระจก” ก็คือคำเปรียบเทียบของ “พระพิมพ์” ที่องค์พระพุทธปางสมาธิขัดราบประดิษฐานอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งก็คือ “เส้นขอบแม่พิมพ์” แต่การตัดขอบไม่ได้ตัดตามแนวเส้นขอบแม่พิมพ์ โดยตัดห่างจากเส้นขอบแม่พิมพ์จึงทำให้มีปีกทั้งสี่ด้านที่ ด้านซ้ายและขวา จะใหญ่กว่า ด้านบนและด้านล่าง อีกทั้ง “เส้นขอบด้านบน” จะไม่เป็นเส้นตรงโดยมุมเส้นขอบกระจกด้ายซ้ายองค์พระจะมีลักษณะคล้ายหัวตัว “สระโอ”

๒.    “เส้นครอบแก้ว” ลักษณะคล้าย “หวายผ่าซีก” ที่ได้รูปสม่ำเสมอสวยงามส่วน “พระเกศ” (ผม) ลักษณะคล้ายกับ “ปลีกล้วย” หรือ “เปลวเทียน” ไปจรดเส้นซุ้มครอบแก้วที่หากสังเกตให้ดีจะพบว่า “พระเกศ” ของพิมพ์นี้จะไม่อยู่กึ่งกลาง “พระเศียร” (ศรีษะ) แต่เยื้องไปทางด้ายซ้ายองค์พระเล็กน้อย
 
๓.    “พระเศียร” (ศรีษะ) ลักษณะกลมมนเล็กขณะที่ “พระกรรณ” (หู) เป็นเส้นใหญ่หนาและโค้งงอนในลักษณะพระจันทร์ครึ่งเซี้ยวจึงเป็นที่มาของคำว่า “หูบายศรี” โดยพระกรรณด้านขวาจะชิดพระพักตร์มากกว่าด้านซ้ายและปรากฏ “พระศอ” (คอ) เด่นชัดทุกองค์
 
๔.    “พระพาหา” (แขน) ทั้งสองข้างกางออกแล้วไปหักมุมตรง “พระกัปปะระ” (ศอก) เพื่อประสานกันในท่านั่งสมาธิที่ด้านซ้ายองค์พระ นอกจากจะกางออกมากกว่าด้านขวาแล้วยังใหญ่กว่าด้านขวาเล็กน้อยอีกด้วย
 
๕.    “พระอุระ” (อก) หากสังเกตให้ดีจะพบว่ามีลักษณะคล้ายกับ “รากฟันกราม” ของคนโดยพระอุระด้านซ้าย จะนูนสูงกว่าด้านขวาและเป็นที่มาของคำว่า “อกร่อง” ส่วน “พระเพลา” (ตัก) ลักษณะจะเป็นแท่งทึบที่ไม่มีการแยก “พระบาท” (เท้า) ให้เห็นเป็นข้างซ้ายและขวาอีกทั้งตรงกลางจะแอ่นโค้งเล็กๆ
 
๖.    “ฐาน” มีทั้งหมด ๗ ชั้น โดยชั้นบนสุดนอกจากสั้นและหนาแล้ว ยังเป็นเส้นโค้งคล้ายกับท้องเรือขณะที่ ฐานชั้นที่ ๓ ลักษณะแอ่นขึ้นเล็กน้อยและปลายฐานทั้งสองข้าง ของฐานชั้นที่สองถึงชั้นที่เจ็ดลักษณะอ่อนพลิ้วทุกชั้นส่วนปลายฐานของ ฐานชั้นที่ ๑ ทั้งสองข้างมลักษณะเรียวแหลมและจรดเส้นซุ้ม     

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว