ดูพระ

<< < (2/26) > >>

Admin:

'พระนางพญาพิมพ์เข่าโค้ง'



สำหรับ “พระนางพญา” ที่ถือกำเนิดจาก “วัดนางพญา” จังหวัดพิษณุโลกก็เป็น “ยอดพระกรุเนื้อดิน” อีกตระกูลที่ถูกบรรจุให้เป็น ๑ ใน ๕ ของพระชุด “เบญจภาคี” ประเภทเนื้อผงและเนื้อดินเพราะนอกจากมีอายุยืนยาวกว่า ๔๐๐ ปี แล้วยังเป็น “พระพิมพ์” ที่มีพุทธศิลป์เรียบง่าย รูปทรง “สามเหลี่ยมหน้าจั่ว” ประทับนั่งปาง “มารวิชัย” แต่ก็แฝงไว้ด้วยความ งดงามอลังการ ที่ต่อ  มากลายเป็น “แม่แบบ” ในการเรียกชื่อพระพิมพ์ต่าง ๆ  ที่มีรูปทรงสามเหลี่ยม ว่า “พระนางพญา” อย่างเช่น “นางพญาเสน่ห์จันทร์” เป็นต้น
   
ส่วนผู้สร้างตามตำนานระบุไว้ว่า “พระวิสุทธิกษัตรี” พระมเหสีของ “สมเด็จ พระมหาธรรมราชา” ซึ่งก็คือ “พระมารดา” ของยอด  “กษัตริย์นักรบไทย” ที่ทรงพระนามว่า “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” เมื่อครั้งตามเสด็จพระสวามีไปครอง“เมืองพิษณุโลก” โดยสร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. ๒๐๙๐ ด้วย “เนื้อดินเผา” จากนั้นบรรจุไว้ที่ “วัดนางพญา” และมีการค้นพบเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ เมื่อครั้ง “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕” เสด็จประพาสเมืองพิษณุโลกที่ทำการสร้างปะรำพิธีที่ “วัดนางพญา” เพื่อรับเสด็จจึงขุดพบพระจำนวนมากและมีหลายพิมพ์คือพิมพ์ “เข่าโค้ง, เข่าตรง, อกนูนใหญ่, สังฆาฏิ, อกแฟบ, อกนูนเล็ก” และ “พิมพ์พิเศษ” ที่เรียกว่า “พิมพ์ใหญ่พิเศษ” กับ “พิมพ์เข่าบ่วง” ซึ่งจากที่ค้นพบพระตระกูลนี้ ณ วัดนางพญา วงการพระเครื่องฯ จึงเรียกขานตามชื่อวัดที่พบว่า “พระนางพญา” ส่วนพิมพ์ที่ได้รับความนิยมที่สุดคือ “พิมพ์เข่าโค้ง” ที่มีจุดสังเกตดังนี้ (ซึ่งพระนางพญาพิมพ์เข่าโค้งองค์ที่นำมาชี้จุดสังเกตนี้ จัดเป็นพระที่มีความงดงามสมบูรณ์มากที่สุดองค์หนึ่ง  ที่อยู่ในความครอบครองของนักสะสมไฮโซ “ปรีดา อภิ  ปุญญา” จึงขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วย)
   
๑. พระเกศ (ผม) มีลักษณะคล้ายปลีกล้วยที่มีทั้งตรงและเอียงไปทางขวามือองค์พระ ใต้พระเกศจะมีเส้นนูนเรียวโค้งที่เรียกว่า เส้นกระจังหน้า ชัดเจนทุกองค์และ พระนลาฏ (หน้าผาก) จะมีรอยยุบทุกองค์เช่นกันส่วน พระพักตร์ (หน้า) มีลักษณะคล้าย ผลมะตูม ไม่ปรากฏ พระเนตร (ตา) พระนาสิก (จมูก) พระโอษฐ์ (ปาก)
   
๒. พระกรรณ (หู) ด้านขวามือองค์พระจะสั้นกว่าพระกรรณด้านซ้าย ที่เป็นเส้นเรียวยาวและแอ่นแต่พองามทอดลงไปจรด พระอังสา (ไหล่) และบริเวณ พระศอ (คอ) จะปรากฏเส้นเอ็นคอทั้งสองด้าน

๓. เส้นสังฆาฏิ จะทอดยาวจาก พระอังสา (ไหล่) ลงไปถึง พระนาภี (สะดือ) ส่วน ปลายเส้นจีวรจะเป็นเส้นเรียวแหลมแทงเลยไปยังพื้นผิวพระตรงบริเวณ ซอกพระ กัจจะ (ซอกรักแร้) ด้านขวามือองค์พระ
   
๔. พระพาหา (แขน) ด้านขวาจะทอดยาวไปถึง พระเพลา (เข่า) ส่วนพระพาหาด้านซ้ายจะวางพาดเหนือพระเพลา โดยปลายพระพาหาจะเป็นเส้นโค้งและที่ ปลายพระกัปปะระ (ปลายศอก) ด้านซ้ายจะปรากฏ เนื้อเกิน เชื่อมต่อกับ ปลายพระบาทขวา (เท้าขวา)
   
๕. พระเพลา (ตัก) จะมีลักษณะเป็นเส้นโค้งแต่พองามทั้งสองข้าง และวางทับซ้อนกันจึงเป็นที่มาของการเรียกชื่อพิมพ์ว่า “เข่าโค้ง” ส่วนพื้นผิวองค์พระทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยทั่วไปจะมีลักษณะคล้ายกับเป็น “เม็ดผด” หรือ “เหี่ยวย่น” อันเนื่องมาจากการหดตัวของเนื้อพระที่มีอายุหลายร้อยปีนั่นเอง.

'พุทธธัสสะ'

Admin:

"พระซุ้มกอพิมพ์เล็ก"



"พระซุ้มกอพิมพ์ขนมเปี๊ยะ"

“พระซุ้มกอพิมพ์เล็ก” หรืออีกชื่อหนึ่งที่เรียกกันคือ “พระซุ้มกอพิมพ์ขนมเปี๊ยะ” ซึ่งพระทั้งสองพิมพ์นี้ก็ คือ “พระพิมพ์เล็ก” ด้วยกันทั้งคู่เพียงแต่องค์ที่เรียกว่า   “พิมพ์ขนมเปี๊ยะ” นั้นเกิดจากไม่มีการ “ตัดปีก” จะด้วยเจตนาหรือไม่เจตนาของ “ผู้สร้าง” ก็ตามจึงทำให้เป็นพิมพ์ที่มี “เนื้อเกิน” ออกมาตรงบริเวณ ขอบพระด้านบน

และ ด้านซ้ายขวา ในลักษณะทรงกลมจึงทำให้มีรูปทรงคล้ายกับ “ขนมเปี๊ยะ” นักสะสมจึงเรียกชื่อตามลักษณะองค์พระที่มีส่วนคล้าย “ขนมเปี๊ยะ” ส่วนองค์ที่มีการ “ตัดปีก” จึงเรียกว่า “พิมพ์เล็ก” ซึ่งก็เรียกตามขนาดขององค์พระที่เล็กกว่าพิมพ์ใหญ่และพิมพ์กลาง
   
แต่เนื่องจากพระทั้งสองพิมพ์นี้ปัจจุบันพบเห็นได้น้อยกว่าพิมพ์อื่น เนื่องจากนักสะสมยุคเก่านิยมนำติดตัวจึงทำให้พระแตกหักไปบ้าง หรือสูญหายไปบ้างเลยไม่ค่อยมีแพร่หลายนัก ผู้เขียนจึงนำองค์ที่ได้ชื่อว่าเป็น “องค์แชมป์” ของพิมพ์เล็ก (ขนมเปี๊ยะ) มาชี้จุดสังเกตซึ่งโดยรวมแล้วจะคล้ายกับ “พิมพ์กลาง” ดังนี้    
   
๑. ขอบข้างวาดโค้งในลักษณะตัว “ก.ไก่” ซึ่งบริเวณนอกขอบข้างทั้งด้านบนและด้านข้างทั้งสองข้าง มีเนื้อเกินในลักษณะไม่ได้ตัดปีกเป็นรูปทรงกลมคล้ายขนมเปี๊ยะ และขอบของเนื้อเกินที่เรียกว่าขนมเปี๊ยะจะมีลักษณะของเนื้อปลิ้นออกมาทางด้านหน้าเล็กน้อย
   
๒. เส้นซุ้มตัว “ก.ไก่” ด้านขวามือองค์พระจะเป็นเส้นหนาใหญ่กว่าด้านซ้ายและมี ลายกนก บนพื้นผิวองค์พระเฉกเช่นพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่และพิมพ์กลางทุกประการ
   
๓. เส้นซุ้มครอบแก้วบนพระเศียร (ศีรษะ) เป็นเส้นเรียวบางเฉกเช่นพิมพ์ใหญ่และพิมพ์กลางส่วน พระเกศ (ผม) มีลักษณะคล้ายกับดอกบัวตูม
   
๔. พระกรรณ (หู) ด้านขวามือองค์พระจะชัดเจนกว่าด้านซ้ายโดยไม่ปรากฏ พระเนตร (ตา) พระนาสิก (จมูก) พระโอษฐ์ (ปาก) เนื่องจากองค์พระเล็กมากนั่นเอง
   
๕. ลำพระองค์ (ลำตัว) ประทับนั่งสมาธิ พระอุระ (อก) กว้าง บั้นพระองค์ (เอว) คอด ทำให้มีลักษณะคล้ายรูปตัววีไม่ปรากฏเส้นสังฆาฏิหรือจีวร
   
๖. ซอกพระกัจจะ (ซอกรักแร้) ตื้นและรายละเอียดของ พระเพลา (ตัก) ก็เลือนรางเช่นกันกับฐานที่มีเพียงริ้วรอยของบัวเล็บช้างปรากฏบาง ๆ เท่านั้น
   
๗. ผิวองค์พระออกสีน้ำตาลอมแดง หากใช้กล้องส่องจะเห็นมีจุดสีแดง (ว่านดอกมะขาม) และคราบสีดำ (รารัก) ปรากฏตามพื้นผิวองค์พระปะปนอยู่ด้วย โดยลักษณะของเนื้อพระจะไม่เรียบตึง อันเกิดจากการหดตัวของเนื้อพระนั่นเอง.

'พุทธธัสสะ'

   

 

Admin:

'พระกำแพงซุ้มกอดำ'



(พิมพ์ใหญ่ไม่มีลายกนก)

สำหรับ “พระกำแพงซุ้มกอดำ” หรืออีกชื่อ  ที่นิยมเรียกขานกันคือ “พระกำแพงซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ไม่มีลายกนก” ก็เป็นอีกพิมพ์ที่เป็น “พิมพ์นิยม” รองลงมาจาก “พิมพ์ใหญ่มีลายกนก” เนื่องจากจำนวนการสร้างมีน้อยมากพบเห็นได้ยาก รวมทั้งรายละเอียดของ  การสร้างแม่พิมพ์ก็มีความงดงามด้อยกว่า “พิมพ์ใหญ่มีลายกนก” นักสะสม จึงให้ความนิยมรองลงมาจาก “พิมพ์ใหญ่มีลายกนก”
   
แต่ถึงกระนั้นหากองค์ไหนที่มีความสวยสมบูรณ์ระดับ  “แชมป์” ราคาค่านิยมก็แทบจะไม่เป็นรองกันเลย ทั้งนี้ก็เป็นเพราะ “เนื้อหา” ที่นำมาสร้างก็เป็น “เนื้อดินผสมว่าน” เฉกเช่นกันและเป็น “ดิน” ที่นำมาจากสถาน  “ศักดิ์สิทธิ์” ที่ไม่ผ่านการเหยียบย่ำของมนุษย์มาก่อนและเป็น “เนื้อดินดำ” ที่แตกต่างจาก “พิมพ์มีลายกนก” ที่เนื้อดินเป็นสีแดง (สีอิฐ) จึงสันนิษฐานกัน  ว่าช่างผู้สร้าง “แม่พิมพ์” จึงมีเจตนาสร้างรายละเอียดของแม่พิมพ์ให้แตกต่างกันออกไปตรงที่ “ไม่มีลายกนก” นั่นเอง
   
ทางด้านจุดสังเกตของ “พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ไม่มีลายกนก” จึงสังเกตได้ง่ายเนื่องจากการสร้างแม่พิมพ์มีรายละเอียดน้อยกว่าพิมพ์ “มีลายกนก” ตรง “ไม่มีลายกนก” ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ จะแตกต่างกันก็เพียงเล็กน้อย จึงขอนำองค์ที่มีความสวยสมบูรณ์ระดับ “แชมป์” ที่วงการนักสะสมต่างยอมรับว่าเป็นองค์ที่สวยมากองค์หนึ่ง มาเป็นบรรทัดฐานของการชี้จุดสังเกตดังนี้
   
๑.ขอบข้างทางด้านขวามือองค์พระ ที่เป็นเส้นโค้งจะหนาใหญ่กว่าด้านซ้ายและมีลักษณะคล้ายกับเป็นเนื้อปลิ้นออกมาส่วนพื้นผนังองค์พระ ไม่มีลายกนก และพื้นผนังจะมีลักษณะไม่เรียบคือสูง ๆ ต่ำ ๆ ไม่เสมอกัน อันเกิดจากเนื้อพระหดตัวนั่นเอง
   
๒.เส้นซุ้มเหนือพระเศียร (ศีรษะ) ตั้งแต่ พระอังสา (ไหล่) ทั้งสองข้างเป็นเส้นเล็กเรียวโค้งมนในลักษณะครึ่งวงกลมที่สวยงามกว่า พิมพ์ใหญ่มีกนก
   
๓.พระเกศ (ผม) มีลักษณะคล้ายกับบัวตูม และปลายพระเกศจดเส้นซุ้ม ที่แทบจะตัดแบ่งเป็นเส้นซุ้มซ้ายและขวาพร้อมปรากฏ พระเนตร (ตา)  พระกรรณ (หู) ที่ยาวเท่ากันทั้งด้านซ้ายและด้านขวาขณะที่ใต้ พระหนุ (คาง) จะมีเส้น พระศอ (คอ) ปรากฏให้เห็นราง ๆ
   
๔.พระอังสาทั้งสองข้าง สูงต่ำเสมอกันเพียงแต่ทางด้านซ้ายองค์พระมีเส้น สังฆาฏิ ที่แบนหนาพองามพาดจาก พระอังสา (ไหล่) ลงมาถึง พระกร (มือ) และเส้น จีวร จะพาดโค้งสวยงามไปยังซอก พระกัจจะ (รักแร้) ที่เป็นร่องลึกกว่าพื้นผนังทั้งสองข้าง
 ๕.ลำพระองค์ (ลำตัว) มีลักษณะ พระอุระ (อก) ผายจึงทำให้มีความล่ำสันบึกบึนและ พระพาหา (แขน) กางออกในลักษณะหัก ข้อพระพาหา (ศอก) เป็นมุมสี่สิบห้าองศา
   
๖.การวางพระเพลา (ตัก) เป็นแบบ สมาธิราบ ขวาทับซ้ายในลักษณะ ฝ่าพระบาท (ฝ่าเท้า) ด้านขวาหงายขึ้นจึงทำ ให้ ส้นพระบาท (ส้นเท้า) นูนขึ้นแทบจดหลัง พระหัตถ์ (มือ) และที่ ข้อพระบาท ทั้งสองข้างจะปรากฏรอยบากเป็นร่องลึก
   
๗.ฐานองค์พระ เป็นแบบ ฐานเรียบ หรือ ฐานหมอน โดยที่ด้านหน้าฐานจะยกสูงจึงมีลักษณะคล้ายกับ มีเนื้อนูนออกมาทางด้านหน้ามากกว่า พระเพลา (ตัก).  

'พุทธธัสสะ'

Admin:

พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่



“พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่” เป็นอีก “พระกรุเนื้อดินผสมว่านและเกสรดอกไม้” ที่ได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในห้า “พระเบญจภาคี” ประเภท “เนื้อผงและเนื้อดิน” ที่มีราคาสูงเคียงบ่าเคียงไหล่ “พระสมเด็จวัดระฆัง” เพราะหากองค์ไหนสภาพสวยสมบูรณ์ ไม่หักไม่อุดไม่ซ่อม หรือไม่ผ่านการใช้มาก่อนก็ต้องใช้เงิน “หลาย ๆล้าน” จึงมีสิทธิได้ครอบครองเนื่องจากเป็น “พระพิมพ์” ตามตำนานระบุว่า “ฤาษีผู้มีฤทธิ์” ในสมัยอู่ทองที่มี “พระมหา เถระปิยะทัสสี ศรี  สารีบุตร” เป็นประธานฤาษีทั้งหลายสร้างขึ้นเมื่อกว่า  ๖๐๐ ปี มาแล้วใน  รัชสมัย “สมเด็จพระรามา ธิบดีที่ ๒” มีทั้งหมด ๓ พิมพ์ ดังนี้ “หน้าแก่-หน้ากลาง-หน้าหนุ่ม” และมีด้วยกัน ๔ สี คือ “แดง-เหลือง-เขียว-ดำ”
   
“พระผงสุพรรณ” เป็นพระพิมพ์ศิลปะ “อู่ทอง” ที่นักสะสมรุ่นเก่ารวมทั้งนักสะสมไฮโซ “คุณเสถียร เสถียรสุต” ระบุว่ายอดเยี่ยมทางด้าน “คงกระพัน” และ “แคล้วคลาด” เพราะสมัยที่ “คุณเสถียร” เป็นหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบเคยถูก “ปองร้าย” หมายชีวิตด้วยการจ้าง “มือปืน” ไปดักซุ่มยิงถึงหน้าบ้านยาม วิกาลด้วย “ปืนลูกซอง” ในระยะ “เผาขน” อีกด้วยแต่ปรากฏว่าเสื้อด้านหลัง “คุณเสถียร” เป็นเพียง “รูพรุน” หลายสิบรูโดยที่กระสุนปืนลูกซอง “ไม่ทะลุผิวหนัง” แต่ประการใดเนื่องจากครั้งนั้น “คุณเสถียร” แขวนเดี่ยว “พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่เนื้อเขียว” เพียงองค์เดียวเท่านั้น

   
สำหรับ “พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่” เป็นพิมพ์นิยมที่สุดของพระตระกูล “ผงสุพรรณ” มีขนาดความสูง ๒.๕ ซม. ฐานด้านล่างกว้าง ๑.๓ ซม. ส่วนจุดสังเกตมีดังนี้
    ๑. พระพักตร์ (หน้า) จะคล้ายกับ คนแก่ จึงเป็นที่มาของชื่อพิมพ์ หน้าแก่ นั่นเอง
    ๒. พระเกศ (ผม) มีลักษณะคล้าย ปลีกล้วย และในองค์ที่พิมพ์ติดชัดจะปรากฏ เส้นครอบพระเศียร (ศีรษะ) ทุกองค์ในลักษณะ พระจันทร์เสี้ยว
    ๓. องค์ที่พิมพ์ติดชัดจะปรากฏ พระขนง (คิ้ว) พระเนตร (ตา) พระนาสิก (จมูก) พระโอษฐ์ (ปาก) ชัดเจนและจุดสังเกตสำคัญคือ พระขนง (คิ้ว) ด้านซ้ายองค์พระจะเป็นเส้นตรงและ  ชี้ขึ้นไปบน พระนลาฏ (หน้าผาก) คล้ายคิ้วของนักแสดงงิ้ว
    ๔. พระกรรณ (หู) ด้านขวาองค์พระจะยาวกว่าด้านซ้ายและ พระอุระ (อก) มีลักษณะคล้าย หัวช้าง และปรากฏ  เนื้อเกิน ตรงบริเวณ พระอุระ (อก) ด้านซ้ายใต้ พระกัจฉะ (รักแร้) ด้านซ้าย
    ๕. พระพาหา (แขน) ด้านซ้ายจะแผ่วบางแทบเลือนหายตรงบริเวณ พระกับประ (ข้อศอก)
    ๖. พระชานุ (เข่า) ด้านซ้ายมีลักษณะเป็น เหลี่ยม ที่เกิดจากแม่พิมพ์ส่วนด้านขวามีลักษณะ กลมมน     
    ๗. ข้อพระกรขวา (ข้อมือขวา) จะเป็นร่องหยิกเว้าและตรง พระชงฆ์ (แข้ง) ด้านซ้ายปรากฏ เนื้อเกิน
    ๘. ด้านหลังองค์พระ จะปรากฏ ลายมือทุกองค์ เข้าใจว่าเป็นลายมือของผู้สร้างซึ่งก็คือฤาษี พระมหาเถระปิยะทัสสี ศรีสารีบุตร.
"พุทธธัสสะ"

Admin:
“พระผงสุพรรณพิมพ์หน้ากลาง”

ดูรูปใหญ่คลิกที่รูป


“พระผงสุพรรณพิมพ์หน้ากลาง” เป็นอีกพิมพ์ของพระเครื่องตระกูล “พระผงสุพรรณ” ที่ตามตำนานเล่าขานว่าฤาษี “มหา เถระปิยะทัสสี ศรีสารีบุตร” เป็นผู้สร้างขึ้นพร้อมกับ “พิมพ์หน้าแก่” และ “พิมพ์หน้าหนุ่ม” ดังนั้นเนื้อที่นำมาสร้างจึงเหมือนกันทุกประการคือสร้างจาก “เนื้อดิน” ผสม “ว่าน ๑๐๘” และ “เกสรดอกไม้” รวมทั้งด้านหลังองค์พระก็มี “ลายนิ้วมือ” ที่เข้าใจว่าน่าจะเป็นลายนิ้ว “หัวแม่มือ” ของผู้สร้าง “มหาเถระปิยะทัสสี ศรีสารีบุตร” เฉกเช่น   กันและวงการนักสะสมพระเครื่องก็ยกย่องให้เป็น   ๑ ใน ๕ ของ  “พระเบญจภาคีประเภทเนื้อผงและเนื้อดิน” โดยให้ความนิยมรองลงมาจาก “พิมพ์หน้าแก่”
    
ส่วนทางด้านขนาดขององค์พระก็เท่ากันกับ   “พิมพ์หน้าแก่” อีกทั้งสีขององค์พระก็มีทั้ง    “แดง เขียว ดำ” เช่นเดียวกันรวมทั้ง  “พุทธลักษณะ” ส่วนใหญ่ก็จะคล้ายกันเพียงแต่รายละเอียดของพิมพ์เท่านั้นที่มีความ “แตกต่าง” กันเล็กน้อยจึงทำให้สามารถแยกแยะออกได้ว่าเป็น “พิมพ์หน้ากลาง” อย่างเช่น “เค้าพระพักตร์” (เค้าหน้า) ของ “พิมพ์หน้ากลาง” ลดความเคร่งขรึมลงจนดูเป็น “หน้าอ่อน” กว่าพิมพ์หน้าแก่อย่างเห็นได้ชัดและ “พระวรกาย” (รูปร่าง) จะผอมเพรียวกว่า “พิมพ์หน้าแก่” ดังมีรายละเอียดดังนี้    

๑. “พระเกศ” (ผม) มีลักษณะคล้ายทรงกระบอกคว่ำและในองค์ที่พิมพ์ติดชัดจะปรากฏ “เส้นครอบพระเศียร” (เส้นครอบหัว) ทุกองค์
    
๒. “พระพักตร์” (หน้า) ในองค์ที่ติดชัดจะปรากฏ “พระขนง” (คิ้ว) “พระเนตร” (ตา) “พระนาสิก” (จมูก) “พระโอษฐ์” (ปาก) ทุกองค์เพียงแต่ลดความเคร่งขรึมลงไปอย่างเห็นได้ชัด
    
๓. “พระกรรณ” (หู) ด้านซ้ายจะยาวกว่าด้านขวาและในองค์ที่ติดชัดจะยาวจรด “พระอังสา” (ไหล่) ซึ่งสวนทางกับ “พิมพ์หน้าแก่” ที่ “พระกรรณขวา” (หูขวา) ยาวกว่าด้านซ้าย
    
๔. องค์ไหนที่ติดชัดจะปรากฏมี “เนื้อเกิน” ที่คล้ายกับตุ่มแหลมตรงบริเวณ “พระอังสาขวา” (ไหล่ขวา)
    
๕. “ซอกพระ กัจจะ” (ซอกรักแร้) ด้านซ้ายจะห่างจากพระอุระมากกว่า  “พิมพ์หน้าแก่”
    
๖. “พระอุระ” (อก) ที่ต่อเนื่อง กับ “พระอุทร” (ท้อง) มีลักษณะคล้าย “หัวช้าง” และ “พระพาหาซ้าย” (แขนซ้าย) มีลักษณะที่เรียวเล็กกว่า “พิมพ์หน้าแก่” และยื่นยาวเกือบจรด “พระกรขวา” (แขนขวา)  
    
๗. ในองค์ที่พิมพ์ติดชัดเจนจะสังเกตได้ว่า “พระหัตถ์ขวา” (มือขวา) ที่วางบน “พระชานุขวา” (เข่าขวา) “พระอังคุฐ” (นิ้วหัวแม่มือ) จะแยกเป็นร่องอย่างเห็นได้ชัด.
พุทธธัสสะ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว