หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ยาเลิฟ  (อ่าน 7525 ครั้ง)
Admin
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: ตุลาคม 03, 2009, 03:32:05 PM »

ยาเลิฟจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับยาอี


ยาเลิฟ หรือบางทีก้อเรียกว่ายาอี เอ็คซ์ตาซี (Ecstasy) จัดว่าเป็นยาเสพติดในกลุ่มเดียวกัน จะแตกต่างกันในโครงสร้างทางเคมี จะมีองค์ประกอบทางเคมีที่สำคัญ คือ 3, 4- Methylenedioxymethamphetamine (MDME), 3, 4- Methylenedioxyamphetamine (MDA) และ 3, 4- Methylenedioxyethylamphetamine (MDE หรือ MDEA) ลักษณะของยาเหล่านี้สามารถพบได้ที่เป็นแคปซูลและเป็นเม็ดยาสีต่าง ๆ และเม็ดกลมแบน เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.8-1.2 ซม. หนา 0.3-0.4 ซม. ผิวเรียบ และมักมีการประทับตราเป็นรูปต่าง ๆ เช่น กระต่าย ค้างคาว นก ดวงอาทิตย์ หรือตัวอักษร PT


ผลของยาเลิฟต่อร่างกาย


ยาเลิฟเมือกินเข้าไปจะออกฤทธิ์ได้ภายในเวลา 45 นาที และฤทธิ์ยาจะอยู่ในร่างกายได้นานประมาณ 6-8 ชั่วโมง ฤทธิ์ของยานี้จะไปกระตุ้นระบบประสาทในระยะเวลาสั้น ๆ หลังจากนั้นจะมีฤทธิ์หลอนประสาทอย่างรุนแรง ผู้เสพจะรู้สึกร้อน เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง ที่น่ากลัวมากกว่านั่นคือส่งผลต่อระบบประสาทในการรับรู้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด (Psychedelic) ทำให้การได้ยินเสียงและการมองเห็นแสงสีต่าง ๆ ผิดไปจากความเป็นจริง เคลิบเคลิ้ม ควบคุมอารมณ์ตนเอง แต่ในวัยรุ่นที่คิดผิดจะชอบผลเช่นนี้เพราะคิดว่าจะทำให้สนุกสนานในเวลาสังสรรค์


แต่ผลจากวิจัยพบว่ายาเลิฟมีอันตรายอย่างรุนแรง แม้เด็กจะเริ่มเสพเพียง 1-2 ครั้ง ก็จะมีผล


·         ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ส่งผลให้ผู้เสพมีโอกาสติดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ง่าย


·         ทำลายเซลส์สมองในส่วนที่ทำหน้าที่ส่งสารซีโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารสำคัญในการควบคุมอารมณ์ให้มีความสุข ซึ่งผลจากการทำลายสมองส่วนดังกล่าว จะทำให้ผู้เสพเข้าสู่สภาวะของอารมณ์ที่เศร้าหมองหดหู่อย่างมากภายหลังยาหมดฤทธิ์ และยังพบอีกว่าผู้เสพยากลุ่มนี้มีแนวโน้มการฆ่าตัวตายมากกว่าคนปกติ


ผลของยาเลิฟต่อการเสพติด


ความจริงแล้วตัวยาเองมีฤทธิ์แค่กระตุ้นประสาทและหลอนประสาท แต่ผลจากยาที่คนไข้มักจะเสพเพื่อความสนุก ทำให้มีอาการติดยาทางจิตใจเท่านั้น ไม่มีอาการติดยาทางร่างกายที่จะทำให้ขาดยาตัวนี้ไม่ได้แต่อย่างใด


ทำไมจึงเรียกว่ายาเลิฟ


เหตุที่เด็กวัยรุ่นชอบยานี้ ก็เพราะผลจากยาในการกระตุ้นประสาท รู้สึกตื่นตัวตลอดเวลา แต่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ วัยรุ่นตัวแสบจึงนำไปมอมยาหรือแอบให้สาวๆกินยานี้ด้วย พอควบคุมอารมณ์ไม่ได้ก็อาจชักนำทำให้เกิดพฤติกรรมสำส่อนทางเพศ จึงเรียกกันว่ายาเลิฟ (Love) เพราะคิดว่ามีผลกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ


ใช้ยานี้ไปนานๆจะมีผลอย่างไร


ผลของยานี้จะไปทำลายระบบประสาท ทำให้เซลล์สมองส่วนที่ทำหน้าที่หลั่งสารในการควบคุมอารมณ์นั้นผิดปกติไป ระยะแรกๆอาจให้ผลทางจิตใจสดชื่นเบิกบาน แต่ผลในระยะยาวทำให้เกิดอาการซึมเศร้า หดหู่ อาจกลายเป็นโรคจิตประเภทซึมเศร้า (Depression) และอาจเกิดสภาวะอยากฆ่าตัวตาย


นอกจากนี้การที่สารซีโรโทนินลดลง ยังทำให้ธรรมชาติของวงจรการนอนผิดปกติไป ทำให้ผู้เสพมีจำนวนเวลาของการหลับสั้นลง หากหลับก็นอนหลับก็ไม่สนิท จึงเกิดอาการอ่อนเพลียขาดสมาธิเมือไปเรียนหนังสือ คุณภาพการทำงานลดลง


ยานี้ไม่ส่งผลให้ผู้เสพตายได้โดยตรง แต่เนื่องจากยานี้ผู้เสพนิยมกินระหว่างการไปปาร์ตี้ ผู้เสพมักควบคุมตัวเองไม่ได้มักจะสูญเสียเหงื่ออย่างมากจากการที่ยาไปกระตุ้นให้ตื่นตัวตลอดเวลาทำให้เต้นรำได้ตลอดงานไม่มีหยุด ทำให้เกิดสภาวะขาดน้ำอย่างฉับพลัน หลายรายมักจะ “อัพยา” ไปพร้อมกับดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปอย่างมาก หลายรายมักเสพยาชนิดอื่นๆร่วมด้วยไปอีก หรือในรายผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว จะทำให้เกิดอาการช็อกและเสียชีวิตได้
[/color




                                                                                                                                                                                      ขอขอบคุณ เภสัชกรอุทัย



* e.jpg (2.87 KB, 96x94 - ดู 4086 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: