หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: 'มะเร็งต่อมลูกหมาก ตรวจ'พีเอสเอ'หาความเสี่ยง, เติมความเข้าใจกับมะเร็งต่อมลูกหมาก  (อ่าน 42680 ครั้ง)
Admin
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: ธันวาคม 05, 2009, 12:50:39 AM »



'มะเร็งต่อมลูกหมาก


เป็นอีกโรคหนึ่งที่น่ากลัวที่สุดไปแล้ว สำหรับ “มะเร็งต่อมลูกหมาก”  ซึ่งเชื่อว่า คุณผู้ชายแทบทุกคน ควรจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกันอย่างจริงจังเสียที

        
ที่กล่าวเช่นนี้เป็นเพราะว่า ส่วนมากแล้วมะเร็งทุกชนิด มักไม่แสดงอาการในระยะแรกเริ่มให้เห็น แต่จะมารู้ตัวว่าเป็น ก็แสดงอาการในระยะที่  2 ที่ 3 เข้าไปแล้ว ดังนั้น วิธีการตรวจคัดกรองหรือตรวจหาว่ามีความผิดปกติของการเกิดมะเร็ง จึงน่าจะเป็นวิธีที่ดีในการระมัดระวังตัวเอง ให้ห่างไกลจากมะเร็ง

        
เช่นเดียวกัน “มะเร็งต่อมลูกหมาก” ก็มีวิธีในการตรวจคัดกรองเพื่อหาความเสี่ยง วิธีการดังกล่าวเรียกว่า พีเอสเอ (Prostate-specific antigen; PSA) ซึ่ง พีเอสเอ เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ผลิตขึ้นจากเซลล์ของต่อมลูกหมาก พีเอสเอ นั้นเป็นส่วนหนึ่งของต่อมอสุจิที่ทำให้มีลักษณะเป็นน้ำ ส่วนใหญ่ พีเอสเอ มักจะออกจากร่างกายระหว่างการหลั่งน้ำอสุจิ แต่มีปริมาณน้อยที่จะสามารถเข้าสู่กระแสเลือด

        
การตรวจวัดค่า พีเอสเอ ก็เหมือนกับการตรวจเลือดทั่วไปกล่าวคือ ค่า พีเอสเอ สามารถวัดได้จากการเจาะเลือด ระดับค่า  พีเอสเอ จะถูกวัดโดยวิธีการทางห้องปฏิบัติการที่เรียกว่า การวิเคราะห์ภูมิคุ้มกันทางเคมี ซึ่งวัดค่าเป็นนาโนกรัมต่อมิลลิลิตร ผลระดับค่า พีเอสเอ ที่สูงขึ้นหมายถึงสัญญาณของความผิดปกติของต่อมลูกหมาก
        

โดยทั่วไป ผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป มักมีค่า พีเอสเอ สูงกว่าผู้ชายอายุ 40 ปี สิ่งที่สำคัญของการมีค่า พีเอสเอ สูงขึ้นไม่จำเป็นต้องหมายถึงการมีมะเร็งต่อมลูกหมากทุกราย ซึ่งจะเน้นว่าการวินิจฉัยมะเร็งต่อมลูกหมากไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตรวจเลือดหาค่า พีเอสเอ เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องยึดหลักการตรวจร่างกายและซักประวัติครอบครัว ตลอดจนวัดผลจากการทดสอบต่อมลูกหมากต่อไป และแม้ว่าผู้ชายที่ไม่ได้เป็นมะเร็ง ค่า พีเอสเอ ก็อาจจะค่อย ๆ สูงขึ้นตามอายุได้เช่นกัน
        
ผลจากการวัดค่า พีเอสเอ มีความหมายอย่างไร
        
ถ้าการตรวจทางทวารหนักและค่า พีเอสเอ ปกติเป็นที่น่าพอใจ ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจโรคเพิ่มเติม แพทย์อาจจะแนะนำให้มาตรวจทั้งทางทวารหนักและค่า พีเอสเอ ปีละหนึ่งครั้ง ถ้าค่าพีเอสเอสูงหรือการตรวจทางทวารหนักพบว่าต่อมลูกหมากมีความผิดปกติ แพทย์ก็จะนำชิ้นเนื้อมาทำการตรวจ
        
ย้ำอีกครั้งว่า การตรวจวัดค่า พีเอสเอ เพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่หนทางที่เพียงพอนัก จึงอาจต้องมีการตรวจเพิ่มเติมทางทวารหนัก และพิจารณาจากอายุ ซึ่งทั้งหมดจะถูกนำมาประเมินความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากต่อไป
        
อะไรเป็นสาเหตุให้พีเอสเอมีการเปลี่ยนแปลง
        
 บางครั้งค่า พีเอสเอ ที่สูงขึ้น หรือมีการเปลี่ยนแปลงอาจเกิดจากเหตุผลอื่นๆ นอกเหนือจากมะเร็งก็ได้ เพราะการมีต่อมลูกหมากโต ต่อมลูกหมากอักเสบ การมีเพศสัมพันธ์ การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ หรือการออกกำลังกายอย่างหนัก ทำให้ส่งผลต่อระดับ พีเอสเอ ซึ่งรวมทั้งการตรวจทางทวารหนัก และการรับประทานยาก็อาจทำให้ค่า พีเอสเอ เปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อฮอร์โมน เป็นต้น
        
ควรได้รับการตรวจค่าพีเอสเอหรือไม่
        
ในประเทศสหรัฐอเมริกาและในยุโรป มีการแนะนำให้มีการตรวจต่อมลูกหมากปีละครั้งสำหรับผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 50 ปี และคาดหวังว่าจะสามารถมีชีวิตอยู่โดยปราศจากโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้อย่างน้อย 10 ปี สำหรับผู้ชายที่มีอัตราเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมากจากการมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ควรได้รับการตรวจเริ่มต้นที่อายุ 45 ปี ส่วนผู้ชายอายุตั้งแต่ 75 ปีขึ้นไป ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมากในระยะเริ่มแรก การตรวจเพื่อหามะเร็งควรทำทันทีเมื่อมีอาการทางระบบปัสสาวะ
        
สิ่งสำคัญที่ควรมีการตระหนักคือ การตรวจ พีเอสเอ เป็นเครื่องมือในการตรวจโรคของมะเร็งต่อมลูกหมากที่ไม่สมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม การตรวจร่างกายประจำปีสามารถช่วยให้หลีกเลี่ยงการมีภาวะแทรกซ้อนของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้
        
ควรตรวจค่าพีเอสเอบ่อยแค่ไหน
        
ถ้าค่าพีเอสเอและการตรวจทางทวารหนักได้ผลเป็นปกติตั้งแต่เริ่มแรก แพทย์ผู้มีประสบการณ์ส่วนใหญ่จะแนะนำให้มีการตรวจทั้งสองวิธีทุกปี
        
มาถึงบรรทัดนี้แล้ว หลายคนคงเกิดคำถามขึ้นว่า แล้ววิธีการตรวจทางทวารหนัก ทำอย่างไร


      
การตรวจทางทวารหนักร่วมกับการตรวจค่าพีเอสเอ จะทำเมื่อมีการตรวจโรคหามะเร็ง หรือเมื่อมีการประเมินคนไข้ชายสำหรับปัญหาการถ่ายปัสสาวะ
        
การตรวจทางทวารหนักเป็นการตรวจที่ง่ายและมีความสำคัญ คนไข้ที่ได้รับการตรวจทางทวารหนักจะนอนหงายงอตัวบนเตียงตรวจ หรือนอนตะแคงบนเตียง แล้วงอขาขึ้นให้เข่าชิดหน้าอก แพทย์จะใช้นิ้วมือที่สวมถุงมือที่ทาสารหล่อลื่นด้านนอกสอดเข้าไปในทวารหนัก เพราะต่อมลูกหมากอยู่หน้าต่อมทวารหนัก
        
แพทย์จะตรวจได้ความรู้สึกว่าต่อมลูกหมากโตมากผิดปกติหรือไม่ รวมทั้งการมีก้อนนูน มีรูปร่างหรือเนื้อผิวของต่อมลูกหมากที่บ่งบอกความเป็นไปได้ของการเป็นมะเร็ง ถึงแม้การตรวจทางทวารหนักทำให้คนไข้รู้สึกไม่สะดวก แต่ก็จะใช้เวลาไม่กี่นาทีเท่านั้นต่อการตรวจหนึ่งครั้ง
        
การตรวจวัดค่าพีเอสเอ ร่วมกับการตรวจทางทวารหนัก เป็นวิธีการที่ใช้กันมากในปัจจุบัน จุดประสงค์เดียวคือเพื่อตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมาก แต่หากสงสัยว่าตัวเองเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากหรือไม่ หนทางที่ดีที่สุดก็คือ การตรวจคัดกรองอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง สำหรับผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป

นท.ดร.นพ.สมพล  เพิ่มพงศ์โกศล
หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 19, 2011, 04:14:54 PM โดย มาดามเฟ » บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 02, 2011, 12:17:31 PM »


เจาะเลือดหาค่า'พีเอสเอ'วินิจฉัยมะเร็งต่อมลูกหมากได้ฉับไว



มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตหลักของผู้ชายทั่วโลก เนื่องจากการตรวจพบทำได้เพียงการตรวจทางทวารหนักเท่านั้น ทำให้กว่าจะพบเนื้อร้ายก็ลุกลามกระจายไปสู่ร่างกายส่วนอื่นเสียแล้ว!!
   
ปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถรักษามะเร็งต่อมลูกหมากในระยะสุดท้ายได้อย่างเด็ดขาด มีเพียงยาที่ช่วยพยุงอาการเท่านั้น ดังนั้นวิธีที่จะต่อสู้กับโรคนี้ได้ดีที่สุด คือ การตรวจพบในระยะเริ่มต้น เพื่อจะได้     ทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที เพราะยิ่งตรวจพบเร็วเท่าไหร่ โอกาสที่จะรอดชีวิตก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
   

น.ท.ดร.นพ.สมพล เพิ่ม       พงศ์โกศล แพทย์ประจำหน่วยระบบทางเดินปัสสาวะ ภาควิชาศัลยกรรม โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึง ผลการตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมากว่า จากการวิจัย           ทั้งในอเมริกาและยุโรป พบว่า  การตรวจเลือดหาค่าพีเอสเอ (prostate specific antigen :   PSA) ควบคู่กับการตรวจทาง  ทวารหนัก สามารถช่วยให้ตรวจพบผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือ       ผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก        ในระยะแรกเริ่มได้อย่างมี    ประสิทธิภาพมากขึ้น
     
พีเอสเอ คือโปรตีนชนิดหนึ่งที่ผลิตจากเซลล์ต่อมลูกหมาก ทำหน้าที่เป็นเอนไซม์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของน้ำอสุจิจึงมี  ลักษณะเป็นน้ำ ส่วนใหญ่แล้ว         พีเอสเอมักจะออกจากร่างกาย    ระหว่างการหลั่งน้ำอสุจิ แต่มี    ปริมาณน้อยมากที่สามารถเข้าใน    กระแสเลือดได้ 
   
การตรวจวัดค่าพีเอสเอเหมือนกับการตรวจเลือดทั่วไป แต่ไม่ต้องงดอาหารและเจาะเลือดตรวจเวลาใดก็ได้ จากนั้น ระดับค่าพีเอสเอจะถูกวัดโดยวิธีการทางห้องปฏิบัติการที่เรียกว่าการวิเคราะห์ภูมิคุ้มกันทางเคมี ซึ่งผลของการทดสอบมักจะรายงานเป็นนาโนกรัมต่อมิลลิลิตร (ng/ml) เมื่อมีค่าพีเอสเอที่สูงขึ้นหรือมีการเปลี่ยน      แปลงอาจจะเป็นสัญญาณ  บอกว่ามีความผิดปกติของต่อม  ลูกหมากเกิดขึ้น
     
โดยปกติค่าพีเอสเอจะ      ขึ้นอยู่กับระดับฮอร์โมนเพศชาย  เป็นหลัก ตามด้วยอายุ ซึ่งค่า       พีเอสเออาจจะค่อย ๆ สูงขึ้น  ตามอายุได้ รวมทั้งเชื้อชาติ และขนาดต่อมลูกหมากด้วย ถึง  แม้ผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากจะ  มีความเข้มข้นของพีเอสเอใน   เลือดสูง แต่ก็ไม่ได้มีความหมายว่าทุกคนที่มีค่าพีเอสเอสูงจะเป็นมะเร็ง
     
“สาเหตุที่ค่าพีเอสเอสูง อาจเกิดจากอาการต่อมลูกหมากโต ต่อมลูกหมากอักเสบ โดยที่ไม่มีเนื้อร้ายที่ต่อมลูกหมากก็ได้ จึงต้องตรวจให้ละเอียดอีกครั้งโดยการตรวจหาพีเอสเออิสระเพื่อจำแนกผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งออกจาก   กลุ่มที่เป็นต่อมลูกหมากโต”     
     
การวินิจฉัยมะเร็งต่อม         ลูกหมากของคนไข้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตรวจเลือดหาค่าพีเอสเอ เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้อง        ยึดหลักการตรวจร่างกาย ซัก ถามประวัติเกี่ยวกับครอบครัว   ตลอดจนการตรวจทางทวารหนัก  ร่วมด้วย
     
“เมื่อผลการตรวจค่าพีเอสเอ อยู่ที่ระดับ 4.0 ng/ml ถือว่าเป็นค่าที่ยอมรับได้สูงสุดในคนปกติ แต่ถ้าระดับของพีเอสเอ มากกว่า 10 ng/ml ผู้ป่วยจะต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดโดยวิธีการทางพยาธิ หรือ การตรวจทางทวารหนักต่อไปเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง      จะได้ทำการรักษาต่อไป
     
โดยค่าพีเอสเออยู่ในช่วง 2-4 ng/ml และมีอัตราส่วนต่ำกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ จะใช้วิธีตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิร่วมด้วย ถ้าค่าพีเอสเออยู่ในช่วง 4-10 ng/ml และมีอัตราส่วนต่ำกว่า 23% จะใช้วิธีตรวจทางพยาธิ แต่ถ้าค่าพีเอสเอมากกว่า 10 ng/ml และมีอัตราส่วนต่ำกว่า 23% แสดงว่ามีโอกาสเป็นต่อมลูกหมากโต ไม่จำเป็นต้องตรวจทางพยาธิอีกแล้ว”
     
สำหรับ การตรวจทางทวารหนัก จะทำก็ต่อเมื่อคนไข้เจาะเลือดหาค่าพีเอสเอแล้วพบว่าอยู่ในระดับที่สูง รวมทั้งเมื่อหมอประเมินว่าคนไข้มีปัญหา    ในการปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะติดขัด รวมไปถึง เมื่อผู้ป่วยอยู่ในภาวะต่อม     ลูกหมากโต
     
การตรวจทางทวารหนักทำได้โดยให้คนไข้นอนหงายงอตัวบนเตียงตรวจหรือนอนตะแคงบนเตียงแล้วงอขาขึ้นให้เข่าชิดหน้าอก หมอจะใช้นิ้วมือที่สวมถุงมือที่ทาสารหล่อลื่นด้านนอกสอดเข้าไปในทวารหนัก เพราะต่อมลูกหมากอยู่หน้าต่อจากทวารหนัก หมอจะคลำดูว่าต่อมลูกหมากโตมากผิดปกติหรือไม่
   
รวมทั้ง ดูว่ามีก้อนนูน มีรูปร่างหรือเนื้อผิวของต่อมลูกหมากที่บ่งบอกความเป็นไปได้ของการเป็นมะเร็งหรือไม่ ถึงแม้การตรวจทางทวารหนักจะทำให้คนไข้รู้สึกไม่สะดวกแต่ก็ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น
   
“มีหลายปัจจัยที่ทำให้ค่าพีเอสเอสูงขึ้น แต่ระดับพีเอสเอที่สูงขึ้นในกระแสเลือดไม่ได้มีอันตรายเหมือนระดับไขมันในหลอดเลือด ดังนั้น การตรวจเลือดหาค่าพีเอสเอและตามด้วยการตรวจทางทวารหนัก จึงถูกนำมาใช้สำหรับค้นหาคนไข้ที่อาจอยู่ในภาวะมะเร็งต่อมลูกหมากได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นทำให้คนไข้ได้รับการรักษาได้เร็วขึ้น ส่งผลให้อุบัติการณ์ของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
   
นอกจากนี้ การตรวจพีเอสเอยังถูกนำมาใช้ในการติดตามผลการเปลี่ยนแปลง   คนไข้มะเร็งต่อมลูกหมากหลังการเข้ารับการรักษาอีกด้วย”
     
น.ท.ดร.นพ.สมพล  กล่าวทิ้งท้ายว่า การตรวจหาค่า    พีเอสเอ จะช่วยให้พบผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้เร็วขึ้น ฉะนั้น ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะ   ต่อมลูกหมากโต หรือผู้ที่มีปัจจัย  เสี่ยงควรเจาะเลือดตรวจหาค่า        พีเอสเอ หากเป็นโรคมะเร็งจะ  ได้รักษาได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น
     
ส่วนผู้ป่วยที่อยากตรวจเพื่อคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากจะต้องเข้าใจว่าค่าพีเอสเอ เมื่อตรวจแล้วจะมีผลเป็นอย่างไร เหมาะสมหรือไม่ที่จะตรวจหาค่าพีเอสเอ โดย ช่วงอายุที่ไม่เหมาะในการตรวจคัดกรอง คือ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 75 ปีขึ้นไป รวมทั้งผู้    ที่มีสุขภาพไม่ดี เนื่องจากจะเป็นอันตรายมากกว่า เพราะโรคมะเร็งต่อมลูกหมากเป็นโรคที่มีการขยายตัวค่อนข้างช้า คนไข้ถ้า อายุมาก หมายถึงน่าจะมีชีวิต      ไม่เกิน 10 ปี ซึ่งอาจเสียชีวิต           จากโรคหัวใจ เบาหวาน หัวใจ   วาย แต่ไม่ได้เสียชีวิตจากมะเร็งต่อมลูกหมากก็ได้ จึงไม่เหมาะสม เพราะบางทีอาจจะทำให้เกิดความกังวลใจ หรือมีการรักษาที่เกินความจำเป็นได้ ตรงนี้จะต้องประเมินความเหมาะสมร่วมด้วย.
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 19, 2011, 04:13:52 PM »


เติมความเข้าใจเกี่ยวกับมะเร็งต่อมลูกหมาก



หลังจากนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับอาการของมะเร็งต่อมลูกหมากไปแล้วเมื่อหลายฉบับก่อน ฉบับนี้มาติดตามกันต่อว่า ระยะแสดงอาการของมะเร็งต่อมลูกหมากทั้ง 4 ระยะเป็นอย่างไร รวมถึงวิธีการรักษาหลากหลายวิธี และการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด
   
ระยะแสดงอาการของโรค เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการวินิจฉัยโรคแล้ว แพทย์จะดำเนินการตรวจหาระยะของโรค โดยใช้เครื่องมือดังต่อไปนี้
   
1) เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (ซีทีสแกน) ที่ต่อมลูกหมากและช่องท้อง เพื่อดูต่อมลูกหมากตลอดจนต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน
   
2) เครื่องสแกนพลังแม่เหล็ก (เอ็มอาร์ไอ) ภายในช่องท้อง
   
3) เครื่องสแกนพลังแม่เหล็กโดยผ่านทางทวารหนัก
   
4) เครื่องสแกนกระดูก เนื่องด้วยมะเร็งต่อมลูกหมากมักกระจายไปที่กระดูก
   
ส่วนระยะต่าง ๆ ของมะเร็งต่อมลูกหมาก ในทางการแพทย์แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้
   
ระยะที่ 1 : ระยะนี้ไม่สามารถคลำก้อนได้จากการตรวจดูมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยพบว่าเป็นมะเร็งจากการที่มีการผ่าตัดต่อมลูกหมากด้วยการส่องกล้อง
   
ระยะที่ 2 : มะเร็งในระยะนี้ จะมีขนาดโตกว่าระยะแรก แต่ยังอยู่ในต่อมลูกหมาก
   
ระยะที่ 3 : มะเร็งขยายตัวออกมานอกเยื่อหุ้มชั้นนอกของต่อมลูกหมาก
   
ระยะที่ 4 : เป็นระยะที่มีการกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง กล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะอื่น ๆ
   
ในด้านการรักษา โดยทั่วไปแล้วเมื่อทราบว่าตนเองเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ผู้ป่วยจะรู้สึกเครียด จึงควรตั้งสติ ญาติพี่น้องถือเป็นบุคคลที่มีความสำคัญในการให้กำลังใจ และการขอคำแนะนำในการใช้ชีวิตกับแพทย์เจ้าของไข้ก็จะช่วยลดความเครียดได้เช่นกัน การรักษาแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ การผ่าตัด การฉายรังสี การใช้ฮอร์โมน และการเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด
   
การผ่าตัดรักษา จะทำการผ่าตัดเอาต่อมลูกหมากออก ซึ่งใช้วิธีนี้ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากระยะแรก (ระยะที่ 1 และ 2) โดยมีวิธีการผ่าตัดหลายวิธีดังนี้ การผ่าตัดโดยการเปิดผ่านหน้าท้อง การผ่าตัดโดยการเปิดผ่านบริเวณฝีเย็บ การผ่าตัดโดยการส่องกล้องผ่านผนังหน้าท้อง การผ่าตัดโดยการส่องกล้องผ่านผนังหน้าท้องโดยใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด
   
วิธีการผ่าตัดรักษาอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ เช่น ปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศ ปัสสาวะเล็ด ปัสสาวะราดในระยะแรก ซึ่งต่อมาอาการจะค่อย ๆ หายไปเอง นอกจากนี้อาจมีอาการปัสสาวะไม่ออก หากมีอาการตีบ แคบของท่อปัสสาวะ
   
การฉายรังสี การฉายรังสีมีการใช้ในรายที่มีมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะแรกแทนการใช้ผ่าตัดในผู้ป่วยที่ปฏิเสธการผ่าตัด แต่ส่วนมากจะใช้วิธีนี้ในผู้ป่วยที่มีมะเร็งต่อมลูกหมากหลงเหลือจากการผ่าตัดหรือระยะท้าย ๆ ของโรค เพื่อช่วยลดอาการปวด
   
การฉายรังสีสำหรับมะเร็งต่อมลูกหมากมีด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ การฉายรังสีจากภายนอกร่างกาย โดยผู้ป่วยจะได้รับรังสีจากเครื่องกำเนิดรังสีภายนอกร่างกายไปที่ต่อมลูกหมาก อีกวิธีคือการฝังแร่รังสีเข้าไปในเนื้อต่อมลูกหมาก
   
ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการใช้วิธีฉายรังสีจากภายนอกจะทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย อาจมีอาการท้องเสีย ปัสสาวะบ่อย แสบขัด ผิวหนัง ปวด แสบ แดง อาจมีขนร่วงเฉพาะที่ได้ ส่วนการฝังแร่รังสีนั้น อาจทำให้มีปัสสาวะเล็ด และเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ แต่พบไม่บ่อย
   
การรักษาด้วยฮอร์โมน มักใช้วิธีการรักษาเพิ่มเติมหลังการผ่าตัด หรือในรายที่มะเร็งต่อมลูกหมากอยู่ในระยะแพร่กระจาย หลักการใช้ฮอร์โมนในการรักษาคือ การลดหรือกำจัดฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งจะทำให้มะเร็งต่อมลูกหมากฝ่อเล็กลงหรือโตช้าลง
   
การกำจัดฮอร์โมนมี 2 วิธีดังนี้
   
1) การใช้ยาต้านฮอร์โมน โดยมียาต้านทำให้อัณฑะไม่สามารถสร้างฮอร์โมนเพศชาย และยาต้านการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนเพศชาย
   
2) การผ่าตัดเอาอัณฑะออก อัณฑะเป็นแหล่งใหญ่ในการสร้างฮอร์โมนเพศชาย โดยมีบางส่วนซึ่งเป็นส่วนน้อยมาจากต่อมหมวกไต แพทย์จะใช้การรักษาด้วยการควบคุมกำจัดปริมาณฮอร์โมนเพื่อควบคุมและลดการ กระจายของมะเร็งต่อมลูกหมากไปยังอวัยวะต่าง ๆ มะเร็งต่อมลูกหมากส่วนใหญ่จะไม่โตขึ้นเป็นระยะเวลาหลายปี
   
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นคือ มีการคลื่นไส้อาเจียน มีเต้านมโตขึ้น มีความต้องการทางเพศน้อยลง อาจมีอันตรายต่อตับได้ แต่พบได้ไม่บ่อยนัก และในบางครั้งอาจทำให้กระดูกมีความแข็งแรงน้อยลง
   
การรักษาด้วยวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไปในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่เหนือการรักษาก็คือ กำลังใจ การดูแลอย่างใกล้ชิดของญาติ จึงเป็นที่มาของวิธีการรักษาในอีกรูปแบบหนึ่ง
   
การรักษาโดยการเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด การที่แพทย์ตัดสินใจเลือกใช้วิธีนี้เพราะโดยธรรมชาติของโรคนี้ การขยายตัวของมะเร็งจะช้า โดยหากเจอมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะแรกต้องใช้เวลาเกือบ 10 ปี มะเร็งจึงจะลุกลามทำอันตรายต่อผู้ป่วยได้ แพทย์เจ้าของไข้จึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้วิธีในการรักษา จึงทำให้การรักษาแบบเฝ้าดูแลใกล้ชิดจากทั้งแพทย์ ตัวผู้ป่วยเอง และญาติผู้ป่วย เป็นสิ่งสำคัญในการนำไปสู่การรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ

   
บันทึกการเข้า
Admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: ธันวาคม 07, 2012, 09:28:11 AM »

มะเร็งต่อมลูกหมากภัยผู้ชาย
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: